คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6267/2551 ฉบับเต็ม

#493427
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6267/2551 นางสาลี นามเดช โจทก์ บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 572 ป.วิ.พ. มาตรา 271 พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 การบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่ระบุในคำพิพากษา เมื่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นระบุให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนให้แก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน โจทก์ก็ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ไปตามลำดับที่ระบุไว้ เมื่อในระหว่างการบังคับคดีในคดีเดิมจำเลยได้ขอรับเงินที่โจทก์นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยแล้ว เท่ากับยอมรับถึงการบังคับคดีในขั้นตอนที่ต่างจากการส่งมอบรถยนต์คืนและถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และแม้สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันไปแล้ว แต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์ก็ถือได้โดยปริยายว่าจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ให้แก่โจทก์โดยผลของการชำระหนี้ แม้ว่ารถยนต์สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ด้วยการส่งมอบ แต่รถยนต์เป็นพาหนะที่มีกฎหมายควบคุม การนำไปใช้ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีให้ถูกต้องก่อนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาทให้โจทก์ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เช่าซื้อรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน บฉ-103 เพชรบุรี จากจำเลย แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญา จำเลยฟ้องโจทก์ให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาให้แก่จำเลย ศาลพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 50,000 บาท ต่อมาโจทก์นำเงินไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาล เพราะไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่จำเลยได้ แต่จำเลยไม่โอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน บฉ-103 เพชรบุรี ให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีก่อน หากคืนไม่ได้จึงให้ใช้ราคาแทน การที่รถยนต์ขาดต่อทะเบียนและไม่สามารถทำประกันภัยรถยนต์ได้ไม่เป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ ช.2399/2543 ให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน บฉ-103 เพชรบุรี ที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 50,000 บาท กับให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 18,000 บาท พร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 18,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแต่ไม่เกิน 6 เดือน ต่อมาโจทก์ได้นำเงินไปวางศาลเพื่อชำระตามคำพิพากษาจำนวน 85,342.33 บาท และบอกกล่าวให้จำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ดำเนินการให้ ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จำเลยขอรับเงินที่โจทก์วางศาลแล้ว เมื่อความดังกล่าวปรากฏขึ้นในชั้นฎีกา โดยจำเลยมิได้แก้ฎีกาปฏิเสธถึงการรับเงิน ปัญหาว่าการที่จำเลยยอมรับเงินที่โจทก์วางศาลแล้วต้องมีหน้าที่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดนั้นต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่ระบุในคำพิพากษา เมื่อปรากฏว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ ช.2399/2543 ระบุให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน โจทก์ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ไปตามลำดับที่ระบุไว้ดังกล่าว โดยต้องส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนให้จำเลยเสียก่อน หากไม่สามารถส่งมอบรถยนต์คืนได้จึงค่อยใช้ราคาแทน แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าในระหว่างการบังคับคดีในคดี เดิมจำเลยได้ขอรับเงินที่โจทก์นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยแล้ว ดังนี้ เมื่อโจทก์นำเงินไปวางศาลเพื่อเป็นการชำระราคาแทนพร้อมค่าเสียหายตามคำพิพากษา จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่รับเงินที่โจทก์วางเพื่อชำระราคาแทนได้ แต่จำเลยก็หาได้กระทำดังกล่าวไม่ โดยกลับรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้ เมื่อจำเลยยอมรับเงินจำนวนดังกล่าวย่อมเท่ากับยอมรับถึงการบังคับคดีในขั้นตอนที่ต่างจากการส่งมอบรถยนต์คืนและถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และแม้สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันไปแล้ว แต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์ดังกล่าวก็ถือได้โดยปริยายว่าจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์โดยผลของการชำระหนี้ดังกล่าว แม้ว่ารถยนต์สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ด้วยการส่งมอบ แต่รถยนต์เป็นพาหนะที่มีกฎหมายควบคุม การนำไปใช้ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีให้ถูกต้องก่อนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 จำเลยจึงมีหน้าที่โอนทะเบียนให้แก่โจทก์" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บฉ-103 เพชรบุรี ให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (สถิตย์ ทาวุฒิ-ชวลิต ตุลยสิงห์-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
493427
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082008112"
    }
}
date
2551
deka_no
6267/2551
deka_running_no
6267
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 572"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 271"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 6"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาลี นามเดช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เช่าซื้อรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน บฉ-103 เพชรบุรี จากจำเลย แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญา จำเลยฟ้องโจทก์ให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาให้แก่จำเลย ศาลพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 50,000 บาท ต่อมาโจทก์นำเงินไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาล เพราะไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่จำเลยได้ แต่จำเลยไม่โอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน บฉ-103 เพชรบุรี ให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีก่อน หากคืนไม่ได้จึงให้ใช้ราคาแทน การที่รถยนต์ขาดต่อทะเบียนและไม่สามารถทำประกันภัยรถยนต์ได้ไม่เป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ ช.2399/2543 ให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน บฉ-103 เพชรบุรี ที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 50,000 บาท กับให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 18,000 บาท พร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 18,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแต่ไม่เกิน 6 เดือน ต่อมาโจทก์ได้นำเงินไปวางศาลเพื่อชำระตามคำพิพากษาจำนวน 85,342.33 บาท และบอกกล่าวให้จำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ดำเนินการให้ ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จำเลยขอรับเงินที่โจทก์วางศาลแล้ว เมื่อความดังกล่าวปรากฏขึ้นในชั้นฎีกา โดยจำเลยมิได้แก้ฎีกาปฏิเสธถึงการรับเงิน ปัญหาว่าการที่จำเลยยอมรับเงินที่โจทก์วางศาลแล้วต้องมีหน้าที่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดนั้นต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่ระบุในคำพิพากษา เมื่อปรากฏว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ ช.2399/2543 ระบุให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนให้แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน โจทก์ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ไปตามลำดับที่ระบุไว้ดังกล่าว โดยต้องส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนให้จำเลยเสียก่อน หากไม่สามารถส่งมอบรถยนต์คืนได้จึงค่อยใช้ราคาแทน แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าในระหว่างการบังคับคดีในคดี เดิมจำเลยได้ขอรับเงินที่โจทก์นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยแล้ว ดังนี้ เมื่อโจทก์นำเงินไปวางศาลเพื่อเป็นการชำระราคาแทนพร้อมค่าเสียหายตามคำพิพากษา จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่รับเงินที่โจทก์วางเพื่อชำระราคาแทนได้ แต่จำเลยก็หาได้กระทำดังกล่าวไม่ โดยกลับรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้ เมื่อจำเลยยอมรับเงินจำนวนดังกล่าวย่อมเท่ากับยอมรับถึงการบังคับคดีในขั้นตอนที่ต่างจากการส่งมอบรถยนต์คืนและถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และแม้สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันไปแล้ว แต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์ดังกล่าวก็ถือได้โดยปริยายว่าจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์โดยผลของการชำระหนี้ดังกล่าว แม้ว่ารถยนต์สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ด้วยการส่งมอบ แต่รถยนต์เป็นพาหนะที่มีกฎหมายควบคุม การนำไปใช้ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีให้ถูกต้องก่อนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 จำเลยจึงมีหน้าที่โอนทะเบียนให้แก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บฉ-103 เพชรบุรี ให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000606.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551