คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4215/2552 ฉบับเต็ม

#493986
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4215/2552 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายก่อเกียรติ สว่างทวีวงศ์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 344 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความแล้วก็นำมาหักกลบลบหนี้ได้ แต่ในเวลาที่อาจจะหักกลบลบกับสิทธิเรียกร้องอีกฝ่ายได้นั้น สิทธิเรียกร้องฝ่ายตนต้องยังไม่ขาดอายุความ คดีนี้ก่อนหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ 2 ปี จำเลยยังไม่ได้นำเงินเข้าบัญชี จำเลยเพิ่งนำเงินเข้าฝากเข้าบัญชีหลังจากหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความแล้ว สิทธิเรียกร้องในการหักเงินฝากของจำเลยจึงเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความไปแล้ว โจทก์จึงไม่สามารถหักกลบลบหนี้โดยหักเงินฝากของจำเลยมาชำระหนี้บัตรเครดิตได้ เพราะในเวลาที่โจทก์จะหักกลบลบหนี้กับสิทธิเรียกร้องของจำเลยได้นั้น สิทธิเรียกร้องโจทก์ขาดอายุความไปแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 67,085.06 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.75 ต่อปี นับจากวันที่ 17 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 24,266.41 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 91,351.47 บาท จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 46,672 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ต้องรับผิดถึงวันฟ้องจำนวน 317,075.67 บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์คืนเงินจำนวน 63,190.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับจากวันที่ 16 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงินแก่จำเลยอีกจำนวน 207,213.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเงินฝากประจำตามสิทธิที่จำเลยมีสิทธิได้รับตามข้อตกลง นับตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า เงินฝากของจำเลยจำนวน 207,213.60 บาท โจทก์นำมาหักกลบลบหนี้กับหนี้บัตรเครดิตที่ขาดอายุความแล้วได้หรือไม่ เห็นว่า ก่อนหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ 2 ปี จำเลยยังไม่ได้นำเงินเข้าฝากในบัญชีเลขที่ 071 - 3 - 05916 - 1/01 จำเลยเพิ่งนำเงินเข้าฝากในวันที่ 22 กันยายน 2542 ภายหลังหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความแล้ว ดังนั้น หากจำเลยนำเงินเข้าฝากในบัญชีดังกล่าวก่อนหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ และต่อมาโจทก์หักบัญชีเงินฝากชำระหนี้บัตรเครดิตภายหลังหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ คดีจึงต้องด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 ซึ่งบัญญัติให้โจทก์หักกลบลบหนี้ได้ แม้คดีขาดอายุความ แต่หากขณะหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ จำเลยยังไม่นำเงินฝากในบัญชี กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะหักกลบลบหนี้ได้ ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว กรณีนี้เทียบได้กับอย่างหลัง ดังนั้น ที่โจทก์หักบัญชีเงินฝากจำเลยชำระหนี้บัตรเครดิตภายหลังหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ โดยก่อนหน้านั้นจำเลยยังไม่ได้นำเงินเข้าฝากในบัญชีกับโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 14,000 บาท (สิงห์พล ละอองมณี-ธานิศ เกศวพิทักษ์-บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย) ศาลแขวงดุสิต - นางนิรมล จันทรมัสการ ศาลอุทธรณ์ - นายโสรัตน์ เพียรอนุกูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.276/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ9900/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ8180/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
493986
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงดุสิต",
        "judge": "นางนิรมล จันทรมัสการ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายโสรัตน์ เพียรอนุกูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082002406"
    }
}
date
2552
deka_no
4215/2552
deka_running_no
4215
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "สิงห์พล ละอองมณี",
    "ธานิศ เกศวพิทักษ์",
    "บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 344"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายก่อเกียรติ สว่างทวีวงศ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 67,085.06 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.75 ต่อปี นับจากวันที่ 17 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 24,266.41 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 91,351.47 บาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 46,672 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ต้องรับผิดถึงวันฟ้องจำนวน 317,075.67 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์คืนเงินจำนวน 63,190.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับจากวันที่ 16 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงินแก่จำเลยอีกจำนวน 207,213.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเงินฝากประจำตามสิทธิที่จำเลยมีสิทธิได้รับตามข้อตกลง นับตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า เงินฝากของจำเลยจำนวน 207,213.60 บาท โจทก์นำมาหักกลบลบหนี้กับหนี้บัตรเครดิตที่ขาดอายุความแล้วได้หรือไม่ เห็นว่า ก่อนหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ 2 ปี จำเลยยังไม่ได้นำเงินเข้าฝากในบัญชีเลขที่ 071 - 3 - 05916 - 1/01 จำเลยเพิ่งนำเงินเข้าฝากในวันที่ 22 กันยายน 2542 ภายหลังหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความแล้ว ดังนั้น หากจำเลยนำเงินเข้าฝากในบัญชีดังกล่าวก่อนหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ และต่อมาโจทก์หักบัญชีเงินฝากชำระหนี้บัตรเครดิตภายหลังหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ คดีจึงต้องด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 ซึ่งบัญญัติให้โจทก์หักกลบลบหนี้ได้ แม้คดีขาดอายุความ แต่หากขณะหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ จำเลยยังไม่นำเงินฝากในบัญชี กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะหักกลบลบหนี้ได้ ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว กรณีนี้เทียบได้กับอย่างหลัง ดังนั้น ที่โจทก์หักบัญชีเงินฝากจำเลยชำระหนี้บัตรเครดิตภายหลังหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความ โดยก่อนหน้านั้นจำเลยยังไม่ได้นำเงินเข้าฝากในบัญชีกับโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 14,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
พ9900/2544
primary_red_case_no
พ8180/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000556.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.276/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552