คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4005/2552 ฉบับเต็ม

#493987
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4005/2552 บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายเกริกชัย ซอโสตถิกุล จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 764 วรรคสอง ป.วิ.พ. มาตรา 18 ป.พ.พ. มาตรา 764 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนำชอบที่จะนำเอาทรัพย์สินซึ่งจำนำออกขายได้ แต่ต้องขายทอดตลาด แต่ปรากฎข้อเท็จจริงทางนำสืบของโจทก์ว่าการขายทอดตลาดครั้งที่สองไม่ได้ประกาศทางหนังสือพิมพ์ทั้งที่ครั้งแรกได้มีการประกาศทางหนังสือพิมพ์ และผู้ทำการขายทอดตลาดก็เป็นพนักงานของโจทก์ โจทก์เป็นผู้เสนอซื้อเพียงรายเดียวในราคาหุ้นละ 100 บาท เท่ากับราคาที่ระบุไว้ในใบหุ้นเท่านั้น พฤติการณ์ดังกล่าวของโจทก์แสดงให้เห็นว่า การขายทอดตลาดไม่ได้เป็นไปโดยเปิดเผยแก่ประชาชนทั่วไปและไม่ได้ขายในราคาที่พอสมควร การบังคับจำนำของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและย่อมทำให้ยอดหนี้ที่โจทก์คำนวณมาในฟ้องไม่ถูกต้อง แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และหนี้ยังไม่ระงับ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา ก็สมควรที่จะให้มีการคิดคำนวณใหม่โดยพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิพากษาได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 36,760,057.73 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 28,916,855.76 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท ให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การขายทอดตลาดหุ้นของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพื่อบังคับจำนำชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 764 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนำชอบที่จะนำเอาทรัพย์สินซึ่งจำนำออกขายได้ แต่ต้องขายทอดตลาด" ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การขายทอดตลาดครั้งที่สองที่ขายได้ ไม่ได้ส่งไปลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ทั้งที่การขายทอดตลาดครั้งแรกได้มีการส่งไปลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ ประการต่อมาผู้ทำการขายทอดตลาดคือนายประชา ก็เป็นพนักงานของโจทก์ โจทก์เป็นผู้เสนอซื้อเพียงรายเดียวในราคาหุ้นละ 100 บาท เท่ากับราคาที่ระบุไว้ในใบหุ้นเท่านั้น ผู้ทอดตลาดจึงไม่สมควรที่จะขาย เพราะตามประกาศขายทอดตลาด ข้อ 5 มีความว่า "เมื่อใดผู้ทอดตลาดเห็นว่า ราคาซึ่งผู้ประมูลสู้ราคาสูงสุดนั้นยังไม่เพียงพอ ผู้ทอดตลาดอาจถอนทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดได้" ซึ่งจำเลยมีนายสุชาติ ผู้ตรวจสอบบัญชี เบิกความว่า ได้ตรวจสอบงบการเงินของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และทำรายงานเมื่อคำนวณราคาหุ้นแล้วได้หุ้นละประมาณ 600 บาท พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การขายทอดตลาดไม่ได้เป็นไปโดยเปิดเผยแก่ประชาชนทั่วไป และไม่ได้ขายในราคาที่พอสมควร ดังนั้น การขายทอดตลาดหุ้นของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพื่อบังคับจำนำของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาประการต่อไปมีว่า เมื่อมีการบังคับจำนำไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เต็มตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิขอบังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงินโดยไม่จำต้องบังคับจำนำเอากับหุ้นก่อนดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ก็ต้องตั้งรูปบรรยายฟ้องและคิดคำนวณยอดหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินอย่างเดียว โดยไม่กล่าวถึงการบังคับจำนำเอากับหุ้นที่จำเลยจำนำไว้ ดังนั้น การที่โจทก์ตั้งรูปบรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิบังคับจำนำและคิดคำนวณยอดหนี้โดยหักเงินที่ได้จากการบังคับจำนำมาชำระหนี้ และศาลต้องพิจารณาประเด็นเรื่องการบังคับจำนำ เมื่อวินิจฉัยว่าการบังคับจำนำไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมทำให้ยอดหนี้ที่โจทก์คิดคำนวณมาในฟ้องไม่ถูกต้อง ไม่ชอบที่ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้องดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลควรพิพากษายกฟ้องโดยไม่ระบุว่าให้สิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่หรือไม่ ในประเด็นข้อนี้ปรากฏว่า จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นคดีมีทุนทรัพย์และจำเลยเสียค่าขึ้นศาลไม่ถูกต้อง จึงไม่รับวินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า ข้ออุทธรณ์นี้เป็นเพียงปัญหาว่าจะระบุไว้ในคำพิพากษาให้สิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่หรือไม่ ไม่มีข้อพิพาทโต้แย้งเรื่องจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดโดยตรง จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และหนี้ยังไม่ระงับ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา แต่เมื่อยอดหนี้ที่ค้างชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยยังไม่ถูกต้อง ก็สมควรที่จะให้มีการคิดคำนวณใหม่โดยพิพากษายกฟ้องและไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิพากษาได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริต จึงไม่ควรให้สิทธิฟ้องคดีใหม่นั้น ศาลก็ได้วินิจฉัยแล้วว่า การขายทอดตลาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งย่อมจะไม่มีผลถึงหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยมีความรับผิดต่อโจทก์อยู่ตั้งแต่ก่อนจะมีการขายทอดตลาดแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมศักดิ์ จันทรา-เอกชัย ชินณพงศ์-ชวลิต สุจริตกุล) ศาลชั้นต้น - นางมัณทรี อุชชิน ศาลอุทธรณ์ - นายปกรณ์ วงศาโรจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2452/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ15693/2541 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3211/2544 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
493987
courts
[
    {
        "court": "ศาลชั้นต้น",
        "judge": "นางมัณทรี อุชชิน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายปกรณ์ วงศาโรจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082002641"
    }
}
date
2552
deka_no
4005/2552
deka_running_no
4005
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ จันทรา",
    "เอกชัย ชินณพงศ์",
    "ชวลิต สุจริตกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 764 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเกริกชัย ซอโสตถิกุล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 36,760,057.73 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 28,916,855.76 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท ให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การขายทอดตลาดหุ้นของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพื่อบังคับจำนำชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 764 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนำชอบที่จะนำเอาทรัพย์สินซึ่งจำนำออกขายได้ แต่ต้องขายทอดตลาด" ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การขายทอดตลาดครั้งที่สองที่ขายได้ ไม่ได้ส่งไปลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ทั้งที่การขายทอดตลาดครั้งแรกได้มีการส่งไปลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ ประการต่อมาผู้ทำการขายทอดตลาดคือนายประชา ก็เป็นพนักงานของโจทก์ โจทก์เป็นผู้เสนอซื้อเพียงรายเดียวในราคาหุ้นละ 100 บาท เท่ากับราคาที่ระบุไว้ในใบหุ้นเท่านั้น ผู้ทอดตลาดจึงไม่สมควรที่จะขาย เพราะตามประกาศขายทอดตลาด ข้อ 5 มีความว่า "เมื่อใดผู้ทอดตลาดเห็นว่า ราคาซึ่งผู้ประมูลสู้ราคาสูงสุดนั้นยังไม่เพียงพอ ผู้ทอดตลาดอาจถอนทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดได้" ซึ่งจำเลยมีนายสุชาติ ผู้ตรวจสอบบัญชี เบิกความว่า ได้ตรวจสอบงบการเงินของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และทำรายงานเมื่อคำนวณราคาหุ้นแล้วได้หุ้นละประมาณ 600 บาท พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การขายทอดตลาดไม่ได้เป็นไปโดยเปิดเผยแก่ประชาชนทั่วไป และไม่ได้ขายในราคาที่พอสมควร ดังนั้น การขายทอดตลาดหุ้นของบริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพื่อบังคับจำนำของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปมีว่า เมื่อมีการบังคับจำนำไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เต็มตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิขอบังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงินโดยไม่จำต้องบังคับจำนำเอากับหุ้นก่อนดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ก็ต้องตั้งรูปบรรยายฟ้องและคิดคำนวณยอดหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินอย่างเดียว โดยไม่กล่าวถึงการบังคับจำนำเอากับหุ้นที่จำเลยจำนำไว้ ดังนั้น การที่โจทก์ตั้งรูปบรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิบังคับจำนำและคิดคำนวณยอดหนี้โดยหักเงินที่ได้จากการบังคับจำนำมาชำระหนี้ และศาลต้องพิจารณาประเด็นเรื่องการบังคับจำนำ เมื่อวินิจฉัยว่าการบังคับจำนำไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมทำให้ยอดหนี้ที่โจทก์คิดคำนวณมาในฟ้องไม่ถูกต้อง ไม่ชอบที่ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้องดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลควรพิพากษายกฟ้องโดยไม่ระบุว่าให้สิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่หรือไม่ ในประเด็นข้อนี้ปรากฏว่า จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นคดีมีทุนทรัพย์และจำเลยเสียค่าขึ้นศาลไม่ถูกต้อง จึงไม่รับวินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า ข้ออุทธรณ์นี้เป็นเพียงปัญหาว่าจะระบุไว้ในคำพิพากษาให้สิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่หรือไม่ ไม่มีข้อพิพาทโต้แย้งเรื่องจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดโดยตรง จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์และหนี้ยังไม่ระงับ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา แต่เมื่อยอดหนี้ที่ค้างชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยยังไม่ถูกต้อง ก็สมควรที่จะให้มีการคิดคำนวณใหม่โดยพิพากษายกฟ้องและไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิพากษาได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริต จึงไม่ควรให้สิทธิฟ้องคดีใหม่นั้น ศาลก็ได้วินิจฉัยแล้วว่า การขายทอดตลาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งย่อมจะไม่มีผลถึงหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยมีความรับผิดต่อโจทก์อยู่ตั้งแต่ก่อนจะมีการขายทอดตลาดแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ15693/2541
primary_red_case_no
พ3211/2544
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000558.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2452/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552