คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5421/2552 ฉบับเต็ม

#493989
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5421/2552 นายสัจจา สุวรรณศิริ โจทก์ บริษัทฐานเศรษฐกิจ จำกัด ผู้ร้อง นายอำนาจ เศวตเศรนี กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 76, มาตรา 278/1 การส่งคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 278/1 และมาตรา 76 เจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้ส่งคำสั่งอายัดให้แก่ผู้ร้องโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ในหนังสือรับรอง มีผู้รับแทนตามเอกสารท้ายหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2549 โดยไม่ปรากฏรายละเอียดว่าบุคคลผู้รับแทนนั้นมีอายุเกิน 20 ปี ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านเรือนหรือสำนักทำการงานของผู้ร้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงย่อมไม่เป็นการเพียงพอที่จะฟังว่าได้มีการส่งคำสั่งอายัดให้แก่ผู้ร้องถูกต้องตามกฎหมาย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2546 ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 32,625 บาท แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาท ทุกวันที่ 20 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดจำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 จากผู้ร้องได้แก่ เงินค่าจ้าง เงินเดือน ร้อยละ 30 ต่อเดือน เงินโบนัสประจำปีร้อยละ 30 และเงินตอบแทนกรณีจำเลยที่ 1 ออกจากงาน เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 14 มีนาคม 2549 ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกกรรมการผู้จัดการของผู้ร้องมาทำการไต่สวนและมีคำสั่งต่อไป ในชั้นไต่สวน ทนายผู้ร้องแถลงว่า จำเลยที่ 1 เดิมเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง แต่ได้โอนไปปฏิบัติงานที่บริษัทฐานการพิมพ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือผู้ร้อง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 ต่อมาในวันนัดพร้อมวันที่ 1 สิงหาคม 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงว่า ได้มีการแจ้งคำสั่งอายัดไปยังผู้ร้อง 2 ครั้ง ครั้งแรกส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ในหนังสือรับรอง มีผู้รับแทนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 ครั้งที่สองเป็นหมายอายัดของสำนักงานบังคับคดี ไม่มีบุคคลใดรับหมายแทน จึงทำการปิดหมายเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 ผู้ร้องทราบคำสั่งอายัดหลังจากมีการปิดหมาย ซึ่งจำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของบริษัทตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 แล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เจ้าพนักงานแจ้งการอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ร้องทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับโดยชอบแล้ว ให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีนับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2547 อันเป็นวันที่ได้รับแจ้งการอายัดโดยชอบ จนถึงวันสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องฎีกาว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278/1 วรรคแรก บัญญัติว่า "ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจส่งเอกสารเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามลักษณะ 2 แห่งภาคนี้ และให้รายงานการส่งเอกสารนั้นรวมไว้ในสำนวนการบังคับคดีด้วย ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 73 มาตรา 74 มาตรา 76 มาตรา 77 มาตรา 78 และมาตรา 80 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ความในวรรคสองบัญญัติว่า "นอกจากการส่งเอกสารตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจสั่งให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยให้ผู้มีหน้าที่นำส่งเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมไปรษณียากร กรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าเอกสารที่ส่งโดยเจ้าพนักงานไปรษณีย์มีผลเสมือนเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ส่งและให้นำบทบัญญัติมาตรา 74 มาตรา 76 และมาตรา 77 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" มาตรา 76 บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานศาลไม่พบคู่ความหรือบุคคลที่จะส่งคำคู่ความหรือเอกสาร ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของบุคคลนั้น ๆ ถ้าได้ส่งคำคู่ความหรือเอกสารให้แก่บุคคลใด ๆ ที่มีอายุเกิน 20 ปี ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านเรือนหรือที่สำนักทำการงานที่ปรากฏว่าเป็นของคู่ความหรือบุคคลนั้น หรือได้ส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นตามข้อความในคำสั่งของศาล ให้ถือว่าเป็นการเพียงพอที่จะฟังว่าได้มีการส่งคำคู่ความหรือเอกสารถูกต้องตามกฎหมายแล้ว" คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2549 ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำสั่งอายัดให้แก่ผู้ร้องโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ในหนังสือรับรอง มีผู้รับแทนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 ตามเอกสารท้ายหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2549 ซึ่งคำแถลงของเจ้าพนักงานบังคับคดีประกอบเอกสารดังกล่าวไม่ปรากฏรายละเอียดว่าบุคคลผู้ลงชื่อรับแทนนั้นมีอายุเกิน 20 ปี ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านเรือนหรือที่สำนักทำการงานของผู้ร้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงย่อมไม่เป็นการเพียงพอที่จะฟังว่าได้มีการส่งคำสั่งอายัดให้แก่ผู้ร้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนให้ได้ความจริงตามที่กล่าวมา แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อิศเรศ ชัยรัตน์-ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์-ไมตรี ศรีอรุณ) ศาลแขวงนนทบุรี - นางรัชนีกร บุญพิทักษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1826/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ851/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2880/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
493989
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนนทบุรี",
        "judge": "นางรัชนีกร บุญพิทักษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082001578"
    }
}
date
2552
deka_no
5421/2552
deka_running_no
5421
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "อิศเรศ ชัยรัตน์",
    "ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์",
    "ไมตรี ศรีอรุณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 76",
            "ม. 278/1"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสัจจา สุวรรณศิริ"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทฐานเศรษฐกิจ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอำนาจ เศวตเศรนี กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2546 ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 32,625 บาท แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาท ทุกวันที่ 20 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดจำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 จากผู้ร้องได้แก่ เงินค่าจ้าง เงินเดือน ร้อยละ 30 ต่อเดือน เงินโบนัสประจำปีร้อยละ 30 และเงินตอบแทนกรณีจำเลยที่ 1 ออกจากงาน เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 14 มีนาคม 2549 ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกกรรมการผู้จัดการของผู้ร้องมาทำการไต่สวนและมีคำสั่งต่อไป

ในชั้นไต่สวน ทนายผู้ร้องแถลงว่า จำเลยที่ 1 เดิมเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง แต่ได้โอนไปปฏิบัติงานที่บริษัทฐานการพิมพ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือผู้ร้อง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 ต่อมาในวันนัดพร้อมวันที่ 1 สิงหาคม 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงว่า ได้มีการแจ้งคำสั่งอายัดไปยังผู้ร้อง 2 ครั้ง ครั้งแรกส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ในหนังสือรับรอง มีผู้รับแทนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 ครั้งที่สองเป็นหมายอายัดของสำนักงานบังคับคดี ไม่มีบุคคลใดรับหมายแทน จึงทำการปิดหมายเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 ผู้ร้องทราบคำสั่งอายัดหลังจากมีการปิดหมาย ซึ่งจำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของบริษัทตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 แล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เจ้าพนักงานแจ้งการอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ร้องทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับโดยชอบแล้ว ให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีนับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2547 อันเป็นวันที่ได้รับแจ้งการอายัดโดยชอบ จนถึงวันสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องฎีกาว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278/1 วรรคแรก บัญญัติว่า "ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจส่งเอกสารเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามลักษณะ 2 แห่งภาคนี้ และให้รายงานการส่งเอกสารนั้นรวมไว้ในสำนวนการบังคับคดีด้วย ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 73 มาตรา 74 มาตรา 76 มาตรา 77 มาตรา 78 และมาตรา 80 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ความในวรรคสองบัญญัติว่า "นอกจากการส่งเอกสารตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจสั่งให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยให้ผู้มีหน้าที่นำส่งเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมไปรษณียากร กรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าเอกสารที่ส่งโดยเจ้าพนักงานไปรษณีย์มีผลเสมือนเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ส่งและให้นำบทบัญญัติมาตรา 74 มาตรา 76 และมาตรา 77 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" มาตรา 76 บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานศาลไม่พบคู่ความหรือบุคคลที่จะส่งคำคู่ความหรือเอกสาร ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของบุคคลนั้น ๆ ถ้าได้ส่งคำคู่ความหรือเอกสารให้แก่บุคคลใด ๆ ที่มีอายุเกิน 20 ปี ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านเรือนหรือที่สำนักทำการงานที่ปรากฏว่าเป็นของคู่ความหรือบุคคลนั้น หรือได้ส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นตามข้อความในคำสั่งของศาล ให้ถือว่าเป็นการเพียงพอที่จะฟังว่าได้มีการส่งคำคู่ความหรือเอกสารถูกต้องตามกฎหมายแล้ว" คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2549 ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำสั่งอายัดให้แก่ผู้ร้องโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ในหนังสือรับรอง มีผู้รับแทนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 ตามเอกสารท้ายหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2549 ซึ่งคำแถลงของเจ้าพนักงานบังคับคดีประกอบเอกสารดังกล่าวไม่ปรากฏรายละเอียดว่าบุคคลผู้ลงชื่อรับแทนนั้นมีอายุเกิน 20 ปี ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านเรือนหรือที่สำนักทำการงานของผู้ร้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงย่อมไม่เป็นการเพียงพอที่จะฟังว่าได้มีการส่งคำสั่งอายัดให้แก่ผู้ร้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนให้ได้ความจริงตามที่กล่าวมา แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ851/2546
primary_red_case_no
พ2880/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000549.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1826/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552