คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6476/2551 ฉบับเต็ม

#494016
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6476/2551 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางลลินี สิงคาลวาณิช หรือนางสาวลลินี ควันธรรม กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 271 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 3,719,572.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปีของต้นเงิน 3,355,338.18 บาท นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระ โจทก์ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นได้โดยบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ถ้ายังไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนกว่าจะครบถ้วนได้ ไม่จำเป็นต้องระบุในคำพิพากษาว่าหากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วได้เงินไปพอชำระหนี้ ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้เบิกเงินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์รวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดขณะทำสัญญาร้อยละ 16 ต่อปี โดยจำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 14978 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หากผิดสัญญาต้องบังคับเอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมใช้เงินในส่วนที่ขาดจนครบ ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์เพื่อผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับว่าค้างชำระหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นเงินต้น 773,429.74 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระอีกจำนวน 114,027.88 บาท และหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี เป็นเงิน 2,581,908.45 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ทวงถามบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ยอดหนี้ค้างชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,658,607.33 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 4,658,607.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 3,355,338.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 แถลงขอถอนคำให้การทั้งหมดและยอมรับตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถอนคำให้การได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 3,719,572.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 3,355,338.19 บาท นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14978 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 นำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นระบุเพียงว่า หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จนครบ อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์จนครบถ้วนได้นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 3,719,572.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปีของต้นเงิน 3,355,338.19 บาท นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหรือมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นได้โดยบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วยังไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนกว่าจะครบถ้วนได้ กรณีจึงไม่จำเป็นต้องระบุว่าหากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วได้เงินไปพอชำระหนี้ ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนด้วยดังที่โจทก์ฎีกา คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชัดเจนแล้ว" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (ชาลี ทัพภวิมล-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-คำนวน เทียมสอาด) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
494016
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082007879"
    }
}
date
2551
deka_no
6476/2551
deka_running_no
6476
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "คำนวน เทียมสอาด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142",
            "ม. 271"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางลลินี สิงคาลวาณิช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือนางสาวลลินี ควันธรรม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้เบิกเงินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์รวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดขณะทำสัญญาร้อยละ 16 ต่อปี โดยจำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 14978 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หากผิดสัญญาต้องบังคับเอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมใช้เงินในส่วนที่ขาดจนครบ ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์เพื่อผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับว่าค้างชำระหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นเงินต้น 773,429.74 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระอีกจำนวน 114,027.88 บาท และหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี เป็นเงิน 2,581,908.45 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ทวงถามบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ยอดหนี้ค้างชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,658,607.33 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 4,658,607.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 3,355,338.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 แถลงขอถอนคำให้การทั้งหมดและยอมรับตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถอนคำให้การได้

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 3,719,572.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 3,355,338.19 บาท นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14978 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 นำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นระบุเพียงว่า หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จนครบ อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์จนครบถ้วนได้นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 3,719,572.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปีของต้นเงิน 3,355,338.19 บาท นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหรือมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นได้โดยบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วยังไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนกว่าจะครบถ้วนได้ กรณีจึงไม่จำเป็นต้องระบุว่าหากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วได้เงินไปพอชำระหนี้ ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนด้วยดังที่โจทก์ฎีกา คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชัดเจนแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000604.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551