คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7191/2551 ฉบับเต็ม

#494134
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7191/2551 นางสาววิไล วนัสบดีกุล กับพวก โจทก์ บริษัท อาร์ แอนด์ ดี คลีนิก จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 420 ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 150, มาตรา ตาราง 1 การเป็นโจทก์ฟ้องคดี แม้จะถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แต่หากการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและมีความมุ่งหมายหรือเจตนาที่จะให้จำเลยได้รับความเสียหาย ก็ย่อมเป็นการละเมิด การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้อง หากศาลฎีกาพิพากษาให้ตามขอก็เป็นเพียงการย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 โจทก์ที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาผิดสัญญาหุ้นส่วนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4539/2546 ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 316,814.75 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ที่ 1 ได้ไปขอรับเช็คที่จำเลยต้องสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้จำนวน 316,814.75 บาท ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยกลับปฏิเสธไม่ยอมสั่งจ่ายเช็คจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อน และต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2546 จำเลยได้นำเงินจำนวน 285,133.28 บาท ซึ่งหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วมาวางต่อศาล โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ที่ 1 จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลย แต่เมื่อโจทก์ที่ 2 ในฐานะตัวแทนของโจทก์ที่ 1 และเจ้าพนักงานบังคับคดีไปถึงสถานที่ที่จะทำการยึดทรัพย์ จำเลยได้ขอเจรจากับโจทก์ที่ 2 โดยจำเลยตกลงที่จะชำระเงินจำนวน 221,185 บาท ซึ่งเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับชำระเงินจำนวน 221,185 บาท แล้วได้ขอถอนการบังคับคดี ครั้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2548 จำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วยการยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองในข้อหาละเมิด ติดตามทรัพย์คืนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 7450/2548 โดยอ้างว่าการที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4539/2546 หมายเลขแดงที่ 9597/2546 เป็นการละเมิดต่อจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งการที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีดังกล่าวทั้งที่จำเลยทราบเป็นอย่างดีว่าจำเลยเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและจงใจทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองจำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 7450//2548 เนื่องจากโจทก์ทั้งสองได้ดำนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การใช้สิทธิฟ้องคดีของจำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต และชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์จำเลย จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสอง ยังไม่ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิจากจำเลย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองโดยเห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อันจะทำให้มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยในข้อหาละเมิดต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยอ้างว่าการที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9597/2546 เป็นการละเมิดต่อจำเลยนั้น แม้จะถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ก็ตาม แต่หากการใช้สิทธิทางศาลที่มีความมุ่งหมายหรือเจตนาที่จะให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ก็ย่อมเป็นการละเมิด คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9597/2546 การที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยในข้อหาละเมิด เรียกทรัพย์คืนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยฝ่าฝืนกฎหมายนั้นเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและจงใจให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องก็ย่อมให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายได้ กรณีถือได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าโจทก์ที่ 1 ยังไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธินั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น อนึ่ง คดีนี้แม้โจทก์ที่ 1 จะขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่หากศาลฎีกาพิพากษาให้ตามขอก็เป็นเพียงการย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนี้จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ที่ 1" พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของโจทก์ที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (มนตรี ยอดปัญญา-ดิเรก อิงคนินันท์-วีระพล ตั้งสุวรรณ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
494134
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082007421"
    }
}
date
2551
deka_no
7191/2551
deka_running_no
7191
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "วีระพล ตั้งสุวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 150"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาววิไล วนัสบดีกุล กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท อาร์ แอนด์ ดี คลีนิก จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 โจทก์ที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาผิดสัญญาหุ้นส่วนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4539/2546 ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 316,814.75 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ที่ 1 ได้ไปขอรับเช็คที่จำเลยต้องสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้จำนวน 316,814.75 บาท ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยกลับปฏิเสธไม่ยอมสั่งจ่ายเช็คจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อน และต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2546 จำเลยได้นำเงินจำนวน 285,133.28 บาท ซึ่งหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วมาวางต่อศาล โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ที่ 1 จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลย แต่เมื่อโจทก์ที่ 2 ในฐานะตัวแทนของโจทก์ที่ 1 และเจ้าพนักงานบังคับคดีไปถึงสถานที่ที่จะทำการยึดทรัพย์ จำเลยได้ขอเจรจากับโจทก์ที่ 2 โดยจำเลยตกลงที่จะชำระเงินจำนวน 221,185 บาท ซึ่งเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับชำระเงินจำนวน 221,185 บาท แล้วได้ขอถอนการบังคับคดี ครั้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2548 จำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วยการยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองในข้อหาละเมิด ติดตามทรัพย์คืนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 7450/2548 โดยอ้างว่าการที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4539/2546 หมายเลขแดงที่ 9597/2546 เป็นการละเมิดต่อจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งการที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีดังกล่าวทั้งที่จำเลยทราบเป็นอย่างดีว่าจำเลยเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและจงใจทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองจำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 7450//2548 เนื่องจากโจทก์ทั้งสองได้ดำนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การใช้สิทธิฟ้องคดีของจำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต และชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์จำเลย จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสอง ยังไม่ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิจากจำเลย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองโดยเห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อันจะทำให้มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยในข้อหาละเมิดต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยอ้างว่าการที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9597/2546 เป็นการละเมิดต่อจำเลยนั้น แม้จะถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ก็ตาม แต่หากการใช้สิทธิทางศาลที่มีความมุ่งหมายหรือเจตนาที่จะให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ก็ย่อมเป็นการละเมิด คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9597/2546 การที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยในข้อหาละเมิด เรียกทรัพย์คืนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยฝ่าฝืนกฎหมายนั้นเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและจงใจให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องก็ย่อมให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายได้ กรณีถือได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าโจทก์ที่ 1 ยังไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธินั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้แม้โจทก์ที่ 1 จะขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่หากศาลฎีกาพิพากษาให้ตามขอก็เป็นเพียงการย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนี้จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ที่ 1"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของโจทก์ที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000600.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551