คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4537/2551 ฉบับเต็ม

#494143
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4537/2551 ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลศิริชัยก่อสร้าง โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลศรีสัมพันธ์ โยธาการ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1025, มาตรา 1054, มาตรา 1077, มาตรา 1080, มาตรา 1082 จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ดังนั้น แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 4 เข้าไปดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 ก็หามีผลให้จำเลยที่ 4 กลายเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 และต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วย และแม้จำเลยที่ 4 จะยินยอมโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนกับชื่อของห้างจำเลยที่ 1 ก็หาต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1054 ประกอบมาตรา 1080 ไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 271,975.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 254,480 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 254,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับจากวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 17,495.50 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยที่ 3 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับเหมาก่อสร้างทั่วไป มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่แห่งเดียวกัน จำเลยที่ 4 เป็นบิดาของจำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นประการแรกว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 4 ได้สั่งซื้อสินค้าพิพาทจากโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า ลายมือชื่อในช่องผู้รับบิลในใบวางบิลไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 4 ทั้งในการอ้างส่งใบวางบิลต่อศาลโจทก์มิได้แนบใบส่งของอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ต่อศาล พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าพิพาทจากโจทก์ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการรับเหมาก่อสร้างทั่วไป สินค้าพิพาทที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 กับพวกสั่งซื้อจากโจทก์ล้วนแต่เป็นวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ทั้งโจทก์ยังมีนายถาวรหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์มาเบิกความยืนยันถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยมีใบวางบิลเป็นพยานสนับสนุน ซึ่งตามใบวางบิลระบุชื่อผู้รับบิลว่า "อุบลศรีสัมพันธ์" ซึ่งเป็นชื่อส่วนหนึ่งของห้างจำเลยที่ 1 เมื่อพิจารณาลายมือชื่อในช่องผู้รับบิลในใบวางบิลแล้วเป็นการเขียนแบบย่อด้วยตัวอักษร ส. เพียงตัวเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในช่องผู้แต่งทนายความในใบแต่งทนายความของจำเลยที่ 4 ก็พบว่ามีลักษณะการเขียนตัวอักษร ส. ที่คล้ายคลึงกัน ตัวจำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่าในการดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 นั้นโดยปกติจำเลยที่ 2 จะมอบหมายให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้ดำเนินการแทน อันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เคยติดต่อสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ในนามส่วนตัวหลายครั้ง แสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 4 เคยติดต่อค้าขายหรือเป็นผู้เคยค้ากันมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าโจทก์จะทำหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าสินค้า หรือเป็นเรื่องของการระบุชื่อลูกค้าในใบวางบิลผิดส่วนประเด็นเรื่องใบส่งของนั้น ไม่ปรากฏว่าในการซื้อขายสินค้าพิพาทมีการออกใบส่งของแยกต่างหากตามที่ฝ่ายจำเลยอ้างแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบประกอบพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 4 สั่งซื้อสินค้าพิพาทจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าสินค้าพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดแล้วจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการก็ต้องร่วมรับผิดด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 เป็นประการต่อไปว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ดังนั้น แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 4 เข้าไปดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 ก็หามีผลให้จำเลยที่ 4 กลายเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 และต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วย และแม้จำเลยที่ 4 จะยินยอมโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนกับชื่อของห้างจำเลยที่ 1 ก็หาต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1054 ประกอบมาตรา 1080 ไม่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดด้วยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 4 ในข้อนี้ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-รัตน กองแก้ว-ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
494143
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009241"
    }
}
date
2551
deka_no
4537/2551
deka_running_no
4537
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "รัตน กองแก้ว",
    "ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1025",
            "ม. 1054",
            "ม. 1077",
            "ม. 1080",
            "ม. 1082"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลศิริชัยก่อสร้าง"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลศรีสัมพันธ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "โยธาการ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 271,975.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 254,480 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 254,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับจากวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 17,495.50 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยที่ 3 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับเหมาก่อสร้างทั่วไป มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่แห่งเดียวกัน จำเลยที่ 4 เป็นบิดาของจำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นประการแรกว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 4 ได้สั่งซื้อสินค้าพิพาทจากโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า ลายมือชื่อในช่องผู้รับบิลในใบวางบิลไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 4 ทั้งในการอ้างส่งใบวางบิลต่อศาลโจทก์มิได้แนบใบส่งของอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ต่อศาล พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าพิพาทจากโจทก์ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการรับเหมาก่อสร้างทั่วไป สินค้าพิพาทที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 กับพวกสั่งซื้อจากโจทก์ล้วนแต่เป็นวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ทั้งโจทก์ยังมีนายถาวรหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์มาเบิกความยืนยันถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยมีใบวางบิลเป็นพยานสนับสนุน ซึ่งตามใบวางบิลระบุชื่อผู้รับบิลว่า "อุบลศรีสัมพันธ์" ซึ่งเป็นชื่อส่วนหนึ่งของห้างจำเลยที่ 1 เมื่อพิจารณาลายมือชื่อในช่องผู้รับบิลในใบวางบิลแล้วเป็นการเขียนแบบย่อด้วยตัวอักษร ส. เพียงตัวเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในช่องผู้แต่งทนายความในใบแต่งทนายความของจำเลยที่ 4 ก็พบว่ามีลักษณะการเขียนตัวอักษร ส. ที่คล้ายคลึงกัน ตัวจำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่าในการดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 นั้นโดยปกติจำเลยที่ 2 จะมอบหมายให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้ดำเนินการแทน อันเป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เคยติดต่อสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ในนามส่วนตัวหลายครั้ง แสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 4 เคยติดต่อค้าขายหรือเป็นผู้เคยค้ากันมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าโจทก์จะทำหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าสินค้า หรือเป็นเรื่องของการระบุชื่อลูกค้าในใบวางบิลผิดส่วนประเด็นเรื่องใบส่งของนั้น ไม่ปรากฏว่าในการซื้อขายสินค้าพิพาทมีการออกใบส่งของแยกต่างหากตามที่ฝ่ายจำเลยอ้างแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบประกอบพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 4 สั่งซื้อสินค้าพิพาทจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าสินค้าพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดแล้วจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการก็ต้องร่วมรับผิดด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 เป็นประการต่อไปว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ดังนั้น แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 4 เข้าไปดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 ก็หามีผลให้จำเลยที่ 4 กลายเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 และต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วย และแม้จำเลยที่ 4 จะยินยอมโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนกับชื่อของห้างจำเลยที่ 1 ก็หาต้องรับผิดต่อโจทก์เสมือนเป็นหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1054 ประกอบมาตรา 1080 ไม่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดด้วยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 4 ในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000616.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551