ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 526/2551
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์
นายซอ วัด เซอ
จำเลย
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2
เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีน 1,800 เม็ด ที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจริง พร้อมทั้งแจ้งว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งอยู่ที่ห้องพักของจำเลย และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นจนสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนซึ่งซุกซ่อนอยู่ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้าได้อีก 30 เม็ด เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย นับว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เห็นสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกกระทงละ 25 ปี และปรับกระทงละ 500,000 บาท รวมจำคุก 50 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลา 1 ปี ริบของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดโดยมีเมทแอมเฟตามีน 1,830 เม็ด น้ำหนัก 183,570 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 27,879 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,800 เม็ด น้ำหนัก 180.510 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 27.414 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อซึ่งเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่ายเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดในแต่ละกระทงต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต แต่ปรากฏจากพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีน 1,800 เม็ด ที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจริงพร้อมทั้งแจ้งว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งอยู่ที่ห้องพักของจำเลย และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นจนสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนซึ่งซุกซ่อนอยู่ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้าได้อีก 30 เม็ด เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย นับว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เห็นสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 30 ปี และปรับ 400,000 บาท และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 30 ปี และปรับ 400,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี และปรับ 200,000 บาท และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 15 ปี และปรับ 200,000 บาท รวมจำคุก 30 ปี และปรับ 400,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(สุรภพ ปัทมะสุคนธ์-สิริรัตน์ จันทรา-ณรงค์พล ทองจีน)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ปัญหาว่าการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ต้องเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดของตัวผู้กระทำความผิดเอง หรือต้องเป็นการให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของบุคคลอื่นจึงจะได้รับการลดโทษ ตามมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ศาลฎีกาในคดีนี้ให้คำตอบไปในแนวทางแรก หลักการในทำนองเดียวกับมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ตามกฎหมายเยอรมันบัญญัติไว้ในมาตรา 31 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ (รายละเอียดดูในหมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2777/2547 หน้า 154 ถึง 157 ของผู้เขียน) ซึ่งตามกฎหมายเยอรมันบทบัญญัติในมาตรา 31 มีไว้เพื่อที่จะเป็นการทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดและเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดหน้าใหม่ได้ตัดสินใจง่ายขึ้นในการที่จะออกมาจากเครือข่ายการค้ายาเสพติดดังกล่าว ซึ่งผู้เขียนหมายเหตุเห็นว่าเหตุผลดังกล่าวก็น่าจะเป็นเหตุผลของการบัญญัติมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ เช่นกัน องค์ประกอบข้อหนึ่งของมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ที่ว่า การให้ข้อมูลนั้นต้องเป็นข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เคยรู้มาก่อน ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดของตนนั้น ตามกฎหมายเยอรมันความเห็นฝ่ายข้างมากเห็นว่าจะต้องเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญที่นอกเหนือไปจากการกระทำความผิดของตัวผู้กระทำความผิดเอง การที่ศาลฎีกาในคดีนี้ลดโทษให้จำเลยตามมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ทั้งๆ ที่จำเลยไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างอื่นนอกเหนือจากการกระทำความผิดของตนเองเลยนั้น ทำให้มีข้อที่น่าคิดว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยจะเป็นการทำลายเครือข่ายยาเสพติดได้อย่างไรและถ้ามาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ไม่ได้มีเจตนารมณ์ในการทำลายเครือข่ายยาเสพติดแล้วมีเหตุผลอะไรที่จะต้องบัญญัติมาตราดังกล่าวขึ้นมาใหม่ เพราะถ้าจำเลยให้การรับสารภาพและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดของตนเองแล้วก็สามารถใช้มาตรา 78 ประมวลกฎหมายอาญามาปรับใช้ได้อยู่แล้ว นอกจากนี้การตีความของศาลฎีกาในคดีนี้ยังจะทำให้มาตรา 78 ประมวลกฎหมายอาญาไม่มีที่ใช้แม้จะเป็นผลดีแก่จำเลยเพราะตามมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ จำเลยได้รับการลดโทษมากกว่าก็ตามแต่ก็จะต้องมีคำถามตามมาอีกว่า ทำไมจำเลยในคดียาเสพติดที่รับสารภาพและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดของตนเองจึงได้รับการเอาใจจากรัฐมากกว่าจำเลยในกรณีอื่นๆ เพราะถ้าจะว่าไปแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสังคมในกรณีของการค้ายาเสพติดดูจะรุนแรงกว่ากรณีความผิดอาญาปกติทั่วๆ ไปด้วยซ้ำ สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์