คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7895/2551 ฉบับเต็ม

#494158
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7895/2551 นายชาญยุทธ บุญยง โจทก์ นายเทียนชัย กล้าหาญ กับพวก จำเลย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17, มาตรา 18, มาตรา 25 โจทก์ฟ้องคดีไม่มีทุนทรัพย์ต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 เป็นหนี้เงินกู้ ส. และได้โอนที่ดินพิพาทใช้หนี้เงินกู้ต่ำกว่าราคาท้องตลาดแห่งทรัพย์สินในเวลาและสถานที่ส่งมอบ ทำให้การโอนตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาท ส. ตกลงจะโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง จึงมีการถอนฟ้อง แต่ ส. กลับโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ และโจทก์รับโอนไว้โดยไม่สุจริจ ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง คดีย่อมไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์และอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ประกอบด้วยมาตรา 17 และมาตรา 25 (4) ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7191 ตำบลโคกสว่าง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา เมื่อประมาณวันที่ 13 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2550 จำเลยทั้งสองพร้อมด้วยบริวารได้ร่วมกันบุกรุกเข้ายึดถือครอบครองทำนาในที่ดินของโจทก์ดังกล่าวทั้งแปลง ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าทำนาได้ หากโจทก์นำที่ดินพิพาทให้ผู้อื่นเช่า จะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าปีละ 50,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่พิพาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 50,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองบุกรุกเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 ได้มาในระหว่างเป็นสามีภริยากับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นหนี้เงินกู้นางหรือนางสาวสิรินยา เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2549 นางหรือนางสาวสิรินยาได้โอนที่ดินพิพาทใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวต่ำกว่าราคาท้องตลาดในเวลาและสถานที่ส่งมอบ การโอนที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฟ้องนางหรือนางสาวสิรินยาขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทต่อศาลแขวงอุบลราชธานีและได้มีการถอนฟ้อง โดยตกลงกันว่า นางหรือนางสาวสิรินยาจะไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง แต่ในระหว่างที่จำเลยที่ 2 หาเงินค่าฤชาธรรมเนียมเพื่อโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมา นางหรือนางสาวสิรินยาได้สมคบกับโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียว โจทก์เป็นญาติฝ่ายสามีของนางหรือนางสาวสิรินยารู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ที่ได้มาในระหว่างสมรส และรู้ว่านางหรือนางสาวสิรินยาได้ที่ดินพิพาทอันเนื่องมาจากนิติกรรมอันเป็นโมฆะและอยู่ระหว่างจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฟ้องโจทก์และนางหรือนางสาวสิรินยาเป็นจำเลยต่อศาลแขวงอุบลราชธานีในข้อหาหรือฐานความผิดเรื่องที่ดินและเพิกถอนนิติกรรม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7191 ตำบลโคกสว่าง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 20,000 บาท นับจากวันที่ 13 พฤษภาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด จำเลยทั้งสองให้การสรุปเป็นใจความสำคัญได้ว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 เป็นหนี้เงินกู้นางหรือนางสาวสิรินยาและได้โอนที่ดินพิพาทใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวต่ำกว่าราคาท้องตลาดแห่งทรัพย์สินในเวลาและสถานที่ส่งมอบ ทำให้การโอนตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาท นางหรือนางสาวสิรินยาตกลงจะโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง จึงมีการถอนฟ้อง แต่นางหรือนางสาวสิรินยากลับโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ และโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทไว้โดยไม่สุจริต ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การโดยชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง คดีย่อมไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ คดีนี้จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์และอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ประกอบด้วยมาตรา 17 และมาตรา 25 (4) อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ (อิศเรศ ชัยรัตน์-สถิตย์ ทาวุฒิ-พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
494158
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082007201"
    }
}
date
2551
deka_no
7895/2551
deka_running_no
7895
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "อิศเรศ ชัยรัตน์",
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 17",
            "ม. 18",
            "ม. 25"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายชาญยุทธ บุญยง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเทียนชัย กล้าหาญ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7191 ตำบลโคกสว่าง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา เมื่อประมาณวันที่ 13 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2550 จำเลยทั้งสองพร้อมด้วยบริวารได้ร่วมกันบุกรุกเข้ายึดถือครอบครองทำนาในที่ดินของโจทก์ดังกล่าวทั้งแปลง ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าทำนาได้ หากโจทก์นำที่ดินพิพาทให้ผู้อื่นเช่า จะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าปีละ 50,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่พิพาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 50,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองบุกรุกเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 ได้มาในระหว่างเป็นสามีภริยากับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นหนี้เงินกู้นางหรือนางสาวสิรินยา เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2549 นางหรือนางสาวสิรินยาได้โอนที่ดินพิพาทใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวต่ำกว่าราคาท้องตลาดในเวลาและสถานที่ส่งมอบ การโอนที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฟ้องนางหรือนางสาวสิรินยาขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทต่อศาลแขวงอุบลราชธานีและได้มีการถอนฟ้อง โดยตกลงกันว่า นางหรือนางสาวสิรินยาจะไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง แต่ในระหว่างที่จำเลยที่ 2 หาเงินค่าฤชาธรรมเนียมเพื่อโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมา นางหรือนางสาวสิรินยาได้สมคบกับโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียว โจทก์เป็นญาติฝ่ายสามีของนางหรือนางสาวสิรินยารู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ที่ได้มาในระหว่างสมรส และรู้ว่านางหรือนางสาวสิรินยาได้ที่ดินพิพาทอันเนื่องมาจากนิติกรรมอันเป็นโมฆะและอยู่ระหว่างจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฟ้องโจทก์และนางหรือนางสาวสิรินยาเป็นจำเลยต่อศาลแขวงอุบลราชธานีในข้อหาหรือฐานความผิดเรื่องที่ดินและเพิกถอนนิติกรรม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7191 ตำบลโคกสว่าง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 20,000 บาท นับจากวันที่ 13 พฤษภาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด จำเลยทั้งสองให้การสรุปเป็นใจความสำคัญได้ว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 เป็นหนี้เงินกู้นางหรือนางสาวสิรินยาและได้โอนที่ดินพิพาทใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวต่ำกว่าราคาท้องตลาดแห่งทรัพย์สินในเวลาและสถานที่ส่งมอบ ทำให้การโอนตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาท นางหรือนางสาวสิรินยาตกลงจะโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง จึงมีการถอนฟ้อง แต่นางหรือนางสาวสิรินยากลับโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ และโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทไว้โดยไม่สุจริต ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การโดยชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง คดีย่อมไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ คดีนี้จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์และอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ประกอบด้วยมาตรา 17 และมาตรา 25 (4) อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000598.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551