คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1564/2550 ฉบับเต็ม

#494294
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1564/2550 นายเรียม จุ้ยไทยในฐานะผู้จัดการมรดก โจทก์ ของนายบาง จุ้ยไทย โจทก์ นางชุมหรือชุบ จาดฉา โดยนายชาติ จาดฉา นายวิชัย จาดฉา นายวันชัย จาดฉา นายเชื่อม แดงภิรมย์หรือจาดฉา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 249 วรรคสอง ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) จำเลยมีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ เพราะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง และประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาหรือวินิจฉัยในส่วนข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในประเด็นเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาใหม่ ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของหนองน้ำและลำรางสาธารณประโยชน์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) การที่โจทก์ให้จำเลยและผู้อื่นเช่าที่ดินพิพาทจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิเพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่าโดยรัฐไม่ยินยอม และมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยและผู้เช่ารายอื่นๆ ทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 60/1 หมู่ที่ 1 ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินซึ่งไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ตามแผนที่สังเขปแสดงการครองครองที่ดินภายในกรอบเส้นสีน้ำเงินพื้นที่สีเหลือง และให้จำเลยกับบริวารร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 63,000 บาท และนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์เสร็จสิ้นในอัตราเดือนละ 2,000 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทภายในแนวเขตเส้นสีเขียวตามแผนที่วิวาทของเจ้าพนักงานที่ดินและให้ชำระค่าเสียหายจำนวน 15,500 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ระหว่างพิจารณานายเรียมผู้จัดการมรดกของนายบางถึงแก่กรรมโดยมีนางหล่ำผู้จัดการมรดกคนใหม่เข้าดำเนินคดีต่อไปและจำเลยถึงแก่กรรม นายชาติ นายวิชัย นายวันชัย และนางเชื่อม ทายาทของจำเลย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาต้องกันให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน (ลำรางสาธารณประโยชน์และทางน้ำ) และในการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ไว้แต่ประการใด เพราะจำเลยให้การแต่เพียงว่าบิดามารดาของจำเลยบุกเบิกจับจองที่ดินพิพาทโดยเข้าใจว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ได้หมดสภาพการใช้เป็นสาธารณประโยชน์แล้ว หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยกล่าวอ้างก็แสดงว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้เพราะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง และโดยที่ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาหรือวินิจฉัยในส่วนข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในประเด็นเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาใหม่ซึ่งศาลฎีกา เห็นว่า จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่าที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอาศัยอยู่นั้นเป็นที่หลวงด้านหลังบ้านติดคลองบางน้ำจืด ขณะที่อยู่อาศัยไม่มีผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และมีนายชัยวัฒน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยอาศัยอยู่ในหมู่ที่ 1 มา 20 ปีเศษแล้ว โดยบริเวณที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยเดิมเป็นลำราง เรียกว่า คลองบางด้วนใช้เป็นทางสัญจรของเรือ ต่อมาคลองดังกล่าวตื้นเขิน จึงได้มีการทำนาข้าวในบริเวณคลอง และพยานได้ตรวจดูระวางแผนที่ของกรมที่ดินแล้ว ปรากฏว่าที่ดินส่วนที่จำเลยอยู่อาศัยในบริเวณลำรางสาธารณะ ส่วนที่ดินข้างเคียงปัจจุบันได้มีการออกโฉนดเรียบร้อยแล้ว และเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2540 ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ให้ช่างรังวัดของกรมที่ดินมาทำการรังวัดเพื่อออกหลักฐานบริเวณที่ดินซึ่งเป็นลำรางและหนองน้ำ ซึ่งรวมถึงบริเวณบริเวณที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยด้วย กับมีนายวิชัยเป็นพยานเบิกความว่า พยานรู้จักทั้งโจทก์และจำเลยเนื่องจากอยู่หมู่บ้านเดียวกัน คลองบางด้วนเดิมใช้เป็นทางระบายน้ำหรือเป็นทางสัญจรทางเรือ ลำรางดังกล่าวประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน บ้านของบิดาโจทก์อยู่ทางทิศตะวันตกของลำรางสาธารณะ ส่วนบ้านของจำเลยอยู่ในเขตลำรางสาธารณะใกล้เคียงกับเครื่องหมายดอกจันในแผนที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดเคยเรียกพยานไปสอบถามเรื่องลำรางสาธารณะ และที่ดินจังหวัดชี้แจงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดว่าเป็นบริเวณลำรางสาธารณะ แต่ยังรังวัดไม่เสร็จเนื่องจากโจทก์คัดค้าน ซึ่งพยานจำเลยทั้งสองดังกล่าวต่างเบิกความยืนยันว่าบริเวณที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัย อยู่ในบริเวณลำรางสาธารณะ ส่วนพยานหลักฐานของโจทก์ แม้ว่าโจทก์จะมีนายเต๋อ นายพงษ์เพชร นายสถิตย์ และตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย นอกจากนี้ยังมีผู้อื่นทำสัญญาเช่าที่ดินในบริเวณนี้อีก 7 ถึง 8 ราย แต่โจทก์ก็เบิกความยอมรับว่าที่ดินพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน เพียงแต่โจทก์ได้รับมรดกตกทอดมาจากบิดา มารดา และตากับยาย และในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาทโดยเจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้ทำซึ่งคู่ความลงลายมือชื่อรับรองไว้แล้ว โดยโจทก์นำชี้ว่าเป็นที่ดินของโจทก์ 10 ไร่เศษ และโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ไม่เคยเสียภาษีบำรุงท้องที่ ไม่เคยยื่นคำขอรังวัดสอบเขตเพื่อออกโฉนดที่ดิน หรือ น.ส.3 แต่ที่ดินรอบ ๆ ที่ดินพิพาทสามารถออกโฉนดได้สอดคล้องกับแผนที่สังเขปแสดงที่ดินพิพาทของโจทก์เองว่าที่ดินบริเวณรอบ ๆ ที่ดินพิพาทมีการออกโฉนดแล้วทุกแปลงเป็นเวลานานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 84 ปี พฤติการณ์ของโจทก์เท่ากับยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นการเจือสมกับพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของหนองน้ำและลำรางสาธารณประโยชน์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) การที่โจทก์ให้จำเลยและผู้อื่นเช่าที่ดินพิพาท จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิเพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่า โดยรัฐไม่ยินยอมและมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยและผู้เช่ารายอื่น ๆ ทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ. (นันทชัย เพียรสนอง-สุมิตร สุภาดุลย์-คมวุฒ บุรีธนวัต) ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นายนพรัตน์ ชลวิทย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายธงชัย เสนามนตรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.977/2546 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
494294
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรสาคร",
        "judge": "นายนพรัตน์ ชลวิทย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายธงชัย เสนามนตรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082018286"
    }
}
date
2550
deka_no
1564/2550
deka_running_no
1564
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "นันทชัย เพียรสนอง",
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "คมวุฒ บุรีธนวัต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 249 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1304 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเรียม จุ้ยไทยในฐานะผู้จัดการมรดก"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ของนายบาง จุ้ยไทย"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางชุมหรือชุบ จาดฉา โดยนายชาติ จาดฉา"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายวิชัย จาดฉา นายวันชัย จาดฉา"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายเชื่อม แดงภิรมย์หรือจาดฉา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 60/1 หมู่ที่ 1 ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินซึ่งไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ตามแผนที่สังเขปแสดงการครองครองที่ดินภายในกรอบเส้นสีน้ำเงินพื้นที่สีเหลือง และให้จำเลยกับบริวารร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 63,000 บาท และนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์เสร็จสิ้นในอัตราเดือนละ 2,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทภายในแนวเขตเส้นสีเขียวตามแผนที่วิวาทของเจ้าพนักงานที่ดินและให้ชำระค่าเสียหายจำนวน 15,500 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณานายเรียมผู้จัดการมรดกของนายบางถึงแก่กรรมโดยมีนางหล่ำผู้จัดการมรดกคนใหม่เข้าดำเนินคดีต่อไปและจำเลยถึงแก่กรรม นายชาติ นายวิชัย นายวันชัย และนางเชื่อม ทายาทของจำเลย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาต้องกันให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน (ลำรางสาธารณประโยชน์และทางน้ำ) และในการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ไว้แต่ประการใด เพราะจำเลยให้การแต่เพียงว่าบิดามารดาของจำเลยบุกเบิกจับจองที่ดินพิพาทโดยเข้าใจว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ได้หมดสภาพการใช้เป็นสาธารณประโยชน์แล้ว หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยกล่าวอ้างก็แสดงว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้เพราะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง และโดยที่ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาหรือวินิจฉัยในส่วนข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในประเด็นเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาใหม่ซึ่งศาลฎีกา เห็นว่า จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่าที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอาศัยอยู่นั้นเป็นที่หลวงด้านหลังบ้านติดคลองบางน้ำจืด ขณะที่อยู่อาศัยไม่มีผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และมีนายชัยวัฒน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยอาศัยอยู่ในหมู่ที่ 1 มา 20 ปีเศษแล้ว โดยบริเวณที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยเดิมเป็นลำราง เรียกว่า คลองบางด้วนใช้เป็นทางสัญจรของเรือ ต่อมาคลองดังกล่าวตื้นเขิน จึงได้มีการทำนาข้าวในบริเวณคลอง และพยานได้ตรวจดูระวางแผนที่ของกรมที่ดินแล้ว ปรากฏว่าที่ดินส่วนที่จำเลยอยู่อาศัยในบริเวณลำรางสาธารณะ ส่วนที่ดินข้างเคียงปัจจุบันได้มีการออกโฉนดเรียบร้อยแล้ว และเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2540 ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ให้ช่างรังวัดของกรมที่ดินมาทำการรังวัดเพื่อออกหลักฐานบริเวณที่ดินซึ่งเป็นลำรางและหนองน้ำ ซึ่งรวมถึงบริเวณบริเวณที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยด้วย กับมีนายวิชัยเป็นพยานเบิกความว่า พยานรู้จักทั้งโจทก์และจำเลยเนื่องจากอยู่หมู่บ้านเดียวกัน คลองบางด้วนเดิมใช้เป็นทางระบายน้ำหรือเป็นทางสัญจรทางเรือ ลำรางดังกล่าวประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน บ้านของบิดาโจทก์อยู่ทางทิศตะวันตกของลำรางสาธารณะ ส่วนบ้านของจำเลยอยู่ในเขตลำรางสาธารณะใกล้เคียงกับเครื่องหมายดอกจันในแผนที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดเคยเรียกพยานไปสอบถามเรื่องลำรางสาธารณะ และที่ดินจังหวัดชี้แจงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดว่าเป็นบริเวณลำรางสาธารณะ แต่ยังรังวัดไม่เสร็จเนื่องจากโจทก์คัดค้าน ซึ่งพยานจำเลยทั้งสองดังกล่าวต่างเบิกความยืนยันว่าบริเวณที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัย อยู่ในบริเวณลำรางสาธารณะ ส่วนพยานหลักฐานของโจทก์ แม้ว่าโจทก์จะมีนายเต๋อ นายพงษ์เพชร นายสถิตย์ และตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย นอกจากนี้ยังมีผู้อื่นทำสัญญาเช่าที่ดินในบริเวณนี้อีก 7 ถึง 8 ราย แต่โจทก์ก็เบิกความยอมรับว่าที่ดินพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน เพียงแต่โจทก์ได้รับมรดกตกทอดมาจากบิดา มารดา และตากับยาย และในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาทโดยเจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้ทำซึ่งคู่ความลงลายมือชื่อรับรองไว้แล้ว โดยโจทก์นำชี้ว่าเป็นที่ดินของโจทก์ 10 ไร่เศษ และโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ไม่เคยเสียภาษีบำรุงท้องที่ ไม่เคยยื่นคำขอรังวัดสอบเขตเพื่อออกโฉนดที่ดิน หรือ น.ส.3 แต่ที่ดินรอบ ๆ ที่ดินพิพาทสามารถออกโฉนดได้สอดคล้องกับแผนที่สังเขปแสดงที่ดินพิพาทของโจทก์เองว่าที่ดินบริเวณรอบ ๆ ที่ดินพิพาทมีการออกโฉนดแล้วทุกแปลงเป็นเวลานานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 84 ปี พฤติการณ์ของโจทก์เท่ากับยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นการเจือสมกับพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของหนองน้ำและลำรางสาธารณประโยชน์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) การที่โจทก์ให้จำเลยและผู้อื่นเช่าที่ดินพิพาท จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิเพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่า โดยรัฐไม่ยินยอมและมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยและผู้เช่ารายอื่น ๆ ทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000697.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.977/2546
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550