คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9753/2551 ฉบับเต็ม

#494300
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9753/2551 นางกัลปังหา ทิยาเวศ โจทก์ บริษัทสยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 369 สัญญาแฟรนไชส์มีข้อตกลงที่ให้โจทก์นำเงินมาลงทุนประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทโดยใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของจำเลย โจทก์เป็นผู้ประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทและรับผิดชอบต่อลูกจ้างของตนในฐานะนายจ้าง โดยโจทก์จะต้องโอนเงินรายได้จากการขายสินค้าให้จำเลยและจำเลยจะจ่ายเงินปันผลกำไรประจำเดือนและเงินส่วนแบ่งกำไรสะสมให้โจทก์ สัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 โจทก์ผิดสัญญาไม่ส่งเงินรายได้จากการขายให้จำเลย โดยที่สัญญาแฟรนไชส์ที่โจทก์ทำกับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาแก่จำเลยก่อน โจทก์จะมาขอให้จำเลยส่งร้านให้โจทก์เข้าครอบครองไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ส่งมอบร้าน โจทก์จะอ้างเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้เช่นเดียวกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า ขอให้ศาลบังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 9,090,304 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539 โจทก์ทำสัญญาแฟรนไชส์กับจำเลย โดยจำเลยให้โจทก์เข้าประกอบการค้าร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคภายใต้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการแฟมิลี่มาร์ทของจำเลย โจทก์ต้องดำเนินกิจการตามระเบียบวิธีการ จัดทำรายงานการเงิน บัญชีรับจ่ายและการส่งเงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าตามรูปแบบที่จำเลยกำหนด ในวันเดียวกันนายภิญญะทำบันทึกเข้าร่วมดำเนินกิจการร้านแฟมิลี่มาร์ทกับโจทก์ โดยรับผิดต่อจำเลยร่วมกับโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาแฟรนไชส์ และในวันที่ 8 สิงหาคม 2540 จำเลยบอกเลิกสัญญาแฟรนไชส์กับโจทก์ เข้าครอบครองร้านแฟมิลี่มาร์ทและฟ้องโจทก์ให้ชดใช้ค่าเสียหาย ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับโจทก์โดยไม่มีหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาให้ถูกต้องก่อน เป็นการเลิกสัญญามิชอบด้วยข้อตกลงในสัญญาแฟรนไชส์กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยและโจทก์ได้สมัครใจเลิกสัญญาแฟรนไชส์กันโดยปริยาย คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6556/2545 โจทก์จึงกลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า การที่สัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์และจำเลยยังไม่เลิกกัน โจทก์จะอาศัยเหตุที่เกิดขึ้นใหม่บอกเลิกสัญญากับจำเลยได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาแฟรนไชส์มีข้อตกลงที่ให้โจทก์นำเงินมาลงทุนประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทโดยใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของจำเลย โจทก์เป็นผู้ประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทและรับผิดชอบต่อลูกจ้างของตนในฐานะนายจ้าง โดยโจทก์จะต้องโอนเงินรายได้จากการขายสินค้าให้จำเลยและจำเลยจะจ่ายเงินปันผลกำไรประจำเดือนและเงินส่วนแบ่งกำไรสะสมให้โจทก์ สัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 กำหนดว่า ในสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้ก็ได้ ในข้อที่ว่าระหว่างโจทก์และจำเลยมีการประพฤติผิดสัญญาหรือไม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในคดีนี้ว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายละเลยไม่ส่งเงินรายได้ตามสัญญาแฟรนไชส์ ข้อ. 15.5 ให้จำเลย โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนนี้ จึงเป็นยุติว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ส่งเงินรายได้จากการขายให้จำเลย โดยที่สัญญาแฟรนไชส์ที่โจทก์ทำกับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาแก่จำเลยก่อน โจทก์จะมาขอให้จำเลยส่งร้านให้โจทก์เข้าครอบครองไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ส่งมอบร้าน โจทก์จะอ้างเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยย่อมไม่ได้เช่นเดียวกัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา แม้โจทก์จะมีหนังสือบอกเลิกสัญญาถึงจำเลยก็หามีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาตามกฎหมายไม่ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียนั้นชอบด้วยเหตุและผลแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ (เอกชัย ชินณพงศ์-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-พินิจ บุญชัด) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ทก.(ป)56/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ171/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ157/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
494300
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง",
        "judge": "นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082006077"
    }
}
date
2551
deka_no
9753/2551
deka_running_no
9753
deka_year
2551
department
ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
judges
[
    "เอกชัย ชินณพงศ์",
    "สุวัฒน์ วรรธนะหทัย",
    "พินิจ บุญชัด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 369"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางกัลปังหา ทิยาเวศ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทสยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้ศาลบังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 9,090,304 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539 โจทก์ทำสัญญาแฟรนไชส์กับจำเลย โดยจำเลยให้โจทก์เข้าประกอบการค้าร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคภายใต้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการแฟมิลี่มาร์ทของจำเลย โจทก์ต้องดำเนินกิจการตามระเบียบวิธีการ จัดทำรายงานการเงิน บัญชีรับจ่ายและการส่งเงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าตามรูปแบบที่จำเลยกำหนด ในวันเดียวกันนายภิญญะทำบันทึกเข้าร่วมดำเนินกิจการร้านแฟมิลี่มาร์ทกับโจทก์ โดยรับผิดต่อจำเลยร่วมกับโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาแฟรนไชส์ และในวันที่ 8 สิงหาคม 2540 จำเลยบอกเลิกสัญญาแฟรนไชส์กับโจทก์ เข้าครอบครองร้านแฟมิลี่มาร์ทและฟ้องโจทก์ให้ชดใช้ค่าเสียหาย ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับโจทก์โดยไม่มีหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาให้ถูกต้องก่อน เป็นการเลิกสัญญามิชอบด้วยข้อตกลงในสัญญาแฟรนไชส์กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยและโจทก์ได้สมัครใจเลิกสัญญาแฟรนไชส์กันโดยปริยาย คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6556/2545 โจทก์จึงกลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า การที่สัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์และจำเลยยังไม่เลิกกัน โจทก์จะอาศัยเหตุที่เกิดขึ้นใหม่บอกเลิกสัญญากับจำเลยได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาแฟรนไชส์มีข้อตกลงที่ให้โจทก์นำเงินมาลงทุนประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทโดยใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของจำเลย โจทก์เป็นผู้ประกอบการร้านแฟมิลี่มาร์ทและรับผิดชอบต่อลูกจ้างของตนในฐานะนายจ้าง โดยโจทก์จะต้องโอนเงินรายได้จากการขายสินค้าให้จำเลยและจำเลยจะจ่ายเงินปันผลกำไรประจำเดือนและเงินส่วนแบ่งกำไรสะสมให้โจทก์ สัญญาแฟรนไชส์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 กำหนดว่า ในสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้ก็ได้

ในข้อที่ว่าระหว่างโจทก์และจำเลยมีการประพฤติผิดสัญญาหรือไม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในคดีนี้ว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายละเลยไม่ส่งเงินรายได้ตามสัญญาแฟรนไชส์ ข้อ. 15.5 ให้จำเลย โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนนี้ จึงเป็นยุติว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ส่งเงินรายได้จากการขายให้จำเลย โดยที่สัญญาแฟรนไชส์ที่โจทก์ทำกับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาแก่จำเลยก่อน โจทก์จะมาขอให้จำเลยส่งร้านให้โจทก์เข้าครอบครองไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ส่งมอบร้าน โจทก์จะอ้างเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยย่อมไม่ได้เช่นเดียวกัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา แม้โจทก์จะมีหนังสือบอกเลิกสัญญาถึงจำเลยก็หามีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาตามกฎหมายไม่ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียนั้นชอบด้วยเหตุและผลแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ171/2546
primary_red_case_no
พ157/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000588.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ทก.(ป)56/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551