คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 116/2552 ฉบับเต็ม

#494303
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 116/2552 นางชื่นจิตร เชตวรรณ์ โจทก์ นางฉลวย ชูทิพย์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1374, มาตรา 1375 ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง, มาตรา 172, มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่เคยซื้อที่ดินจาก ก. จำเลยได้ครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของ ทั้งได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยตั้งแต่จำเลยได้ซื้อมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิออกโฉนดที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลย โจทก์ไม่เคยครอบครองหรือทำประโยชน์ โจทก์ทราบมานานหลายปีแล้วว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ แต่มิได้ฟ้องภายใน 1 ปี จึงหมดสิทธิฟ้องร้องตามป.พ.พ. มาตรา 1374 มาตรา 1375 และมาตราอื่นๆ ในลักษณะ 3 ครอบครอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวจำเลยมิได้อ้างว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิตามป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองเป็นประเด็นข้อพิพาทด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวมา จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำฟ้องและคำให้การไม่ชอบด้วยป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง จำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ที่ดินหรือเป็นเจ้าของที่ดิน มีอาณาเขตทั้งสี่ทิศจดที่ดินอะไรหรือของใคร และไม่ได้บรรยายฟ้องว่าที่ดินโจทก์ทั้งสี่ทิศมีความกว้างยาวเท่าไร จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยป.วิ.พ. มาตรา 172 นั้น เป็นเรื่องนอกเหนือจากเหตุผลที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมตามที่จำเลยได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนหลักไม้พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 85 ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ แล้วห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีก จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนหลักไม้ รั้วและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์เนื้อที่ 3 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 85 ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองโจทก์จึงหมดสิทธิฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เป็นการไม่ชอบ เพราะว่าคำให้การของจำเลยที่ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ โจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี จึงหมดสิทธิฟ้อง เป็นคำให้การต่อสู้คำฟ้องโจทก์เป็นสองประเด็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท กับโจทก์ไม่ฟ้องเอาคืนการแย่งการครอบครองของจำเลยภายในกำหนด 1 ปี จำเลยมิได้ให้การให้แจ้งชัดว่าจะต่อสู้โจทก์ด้วยประเด็นใด เป็นคำให้การที่ขัดกันเองจึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับไม่ได้ต่อสู้คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองประเด็นนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 85 ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 64 ตารางวา ซึ่งโจทก์ซื้อมาจากนางสาวกอร์ปกุล และได้จดทะเบียนซื้อขายกันที่ที่ว่าอำเภอคลองท่อม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2535 โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์โดยการถมที่ดินทั้งแปลง ไม่มีผู้ใดหรือจำเลยเข้ามารบกวนการครอบครองหรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2536 โจทก์ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน วันที่ 4 ตุลาคม 2536 จำเลยยื่นคำคัดค้าน โดยอ้างว่าโจทก์นำรังวัดทับที่ดินของจำเลย เนื้อที่ประมาณ 3 ตารางวา จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่เคยซื้อที่ดินจากนางสาวกอร์ปกุล จำเลยได้ครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของ ทั้งได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยตั้งแต่จำเลยได้ซื้อมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิออกโฉนดที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลย โจทก์ไม่เคยครอบครองหรือทำประโยชน์ โจทก์ทราบมานานหลายปีแล้วว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ แต่มิได้ฟ้องภายใน 1 ปี จึงหมดสิทธิฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 มาตรา 1375 และมาตราอื่นๆ ในลักษณะ 3 ครอบครอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวจำเลยมิได้อ้างว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองเป็นประเด็นข้อพิพาทด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวมา จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำฟ้องและคำให้การไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น... ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ที่ดินหรือเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 85 มีอาณาเขตทั้งสี่ทิศจดที่ดินอะไรหรือของใคร และไม่ได้บรรยายฟ้องว่าที่ดินโจทก์ทั้งสี่ทิศมีความกว้างยาวเท่าไร จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 นั้น เป็นเรื่องนอกเหนือจากเหตุผลที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมตามที่จำเลยได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (ไพโรจน์ วายุภาพ-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล-ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม) ศาลจังหวัดกระบี่ - นายวราเชน ชูพงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายนุรักษ์ มาประณีต แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1987/2546 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
494303
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกระบี่",
        "judge": "นายวราเชน ชูพงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายนุรักษ์ มาประณีต"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082005279"
    }
}
date
2552
deka_no
116/2552
deka_running_no
116
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล",
    "ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1374",
            "ม. 1375"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 172",
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางชื่นจิตร เชตวรรณ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางฉลวย ชูทิพย์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนหลักไม้พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 85 ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ แล้วห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีก

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนหลักไม้ รั้วและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์เนื้อที่ 3 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 85 ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองโจทก์จึงหมดสิทธิฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เป็นการไม่ชอบ เพราะว่าคำให้การของจำเลยที่ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ โจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี จึงหมดสิทธิฟ้อง เป็นคำให้การต่อสู้คำฟ้องโจทก์เป็นสองประเด็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท กับโจทก์ไม่ฟ้องเอาคืนการแย่งการครอบครองของจำเลยภายในกำหนด 1 ปี จำเลยมิได้ให้การให้แจ้งชัดว่าจะต่อสู้โจทก์ด้วยประเด็นใด เป็นคำให้การที่ขัดกันเองจึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับไม่ได้ต่อสู้คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองประเด็นนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 85 ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 64 ตารางวา ซึ่งโจทก์ซื้อมาจากนางสาวกอร์ปกุล และได้จดทะเบียนซื้อขายกันที่ที่ว่าอำเภอคลองท่อม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2535 โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์โดยการถมที่ดินทั้งแปลง ไม่มีผู้ใดหรือจำเลยเข้ามารบกวนการครอบครองหรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2536 โจทก์ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน วันที่ 4 ตุลาคม 2536 จำเลยยื่นคำคัดค้าน โดยอ้างว่าโจทก์นำรังวัดทับที่ดินของจำเลย เนื้อที่ประมาณ 3 ตารางวา จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่เคยซื้อที่ดินจากนางสาวกอร์ปกุล จำเลยได้ครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของ ทั้งได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยตั้งแต่จำเลยได้ซื้อมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิออกโฉนดที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลย โจทก์ไม่เคยครอบครองหรือทำประโยชน์ โจทก์ทราบมานานหลายปีแล้วว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ แต่มิได้ฟ้องภายใน 1 ปี จึงหมดสิทธิฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 มาตรา 1375 และมาตราอื่นๆ ในลักษณะ 3 ครอบครอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวจำเลยมิได้อ้างว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองเป็นประเด็นข้อพิพาทด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวมา จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำฟ้องและคำให้การไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น...

ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ที่ดินหรือเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 85 มีอาณาเขตทั้งสี่ทิศจดที่ดินอะไรหรือของใคร และไม่ได้บรรยายฟ้องว่าที่ดินโจทก์ทั้งสี่ทิศมีความกว้างยาวเท่าไร จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 นั้น เป็นเรื่องนอกเหนือจากเหตุผลที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมตามที่จำเลยได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000581.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1987/2546
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552