คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2645/2552 ฉบับเต็ม

#494317
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2645/2552 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายบุญเลิศ คูณขุนทด จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 176 คำให้การของจำเลยที่ยื่นต่อศาลตอนต้นมีความว่า "จำเลยขอให้การรับสารภาพในข้อหารับของโจร แต่ขอให้การปฏิเสธข้อหาลักทรัพย์..." และในตอนท้ายมีความว่า "ขอให้ศาลลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษ..." อันเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าประสงค์จะให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร ส่วนข้อความอื่นๆ นั้นเป็นการให้ข้อเท็จจริงเพื่อขอให้ศาลลงโทษสถานเบาเท่านั้น และศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า "จำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่รับสารภาพฐานรับของโจร รายละเอียดปรากฏตามคำร้องฉบับลงวันที่วันนี้" แสดงว่าศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วเห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ซึ่งโจทก์ก็ได้แถลงว่า "เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่ติดใจสืบพยานโจทก์อีกต่อไป" อันเป็นการยืนยันตรงกันว่า จำเลย ศาลชั้นต้น และโจทก์เข้าใจตรงกันว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรแล้ว จึงพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 334, 335, 336 ทวิ, 357 ริบรถจักรยานยนต์คันไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนและไขควงหัวแฉกของกลาง อันเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำผิด จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหารับของโจร ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ส่วนข้อหาอื่นนอกเหนือจากนี้ให้ยก สำหรับคำขอริบของกลาง เห็นว่าของกลางดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานรับของโจรจึงให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ตามคำให้การของจำเลยลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 เป็นคำให้การรับสารภาพ และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า ความในข้อ 1 ตอนต้นของคำให้การดังกล่าวมีว่า คดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแล้ว จำเลยขอให้การรับสารภาพในข้อหารับของโจร แต่ขอให้การปฏิเสธข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำลายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ และลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะในการพาทรัพย์นั้นไป... และในตอนท้ายมีความว่า ดังนั้น จำเลยขอความเมตตากรุณาจากศาลได้ทราบโปรดให้ความเมตตาลงโทษสถานเบาโดยการรอลงโทษหรือรอการกำหนดโทษแล้วแต่จะเห็นสมควรเพียงแต่ลงโทษปรับ เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติต่อไป อันเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่า จำเลยประสงค์จะให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร ส่วนข้อความอื่นๆ นั้นเป็นการให้ข้อเท็จจริงเพื่อขอให้ศาลลงโทษสถานเบาเท่านั้น และในวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่รับสารภาพฐานรับของโจร รายละเอียดปรากฏตามคำร้องฉบับลงวันที่วันนี้ แสดงว่าศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วเห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร โจทก์ก็ได้แถลงว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่ติดใจสืบพยานโจทก์อีกต่อไป ซึ่งเป็นการยืนยันตรงกันว่า จำเลย ศาลชั้นต้น และโจทก์เข้าใจตรงกันว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรแล้ว จึงเห็นว่า คดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น... พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 5 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก (สิริรัตน์ จันทรา-พิชัย อภิชาตอำมฤต-ณรงค์พล ทองจีน) ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายพิทยา มูลศาสตร์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายโสฬส สุวรรณเนตร์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1968/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3515/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3609/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
494317
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นายพิทยา มูลศาสตร์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายโสฬส สุวรรณเนตร์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082003473"
    }
}
date
2552
deka_no
2645/2552
deka_running_no
2645
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "สิริรัตน์ จันทรา",
    "พิชัย อภิชาตอำมฤต",
    "ณรงค์พล ทองจีน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 176"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายบุญเลิศ คูณขุนทด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 334, 335, 336 ทวิ, 357 ริบรถจักรยานยนต์คันไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนและไขควงหัวแฉกของกลาง อันเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำผิด

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหารับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ส่วนข้อหาอื่นนอกเหนือจากนี้ให้ยก สำหรับคำขอริบของกลาง เห็นว่าของกลางดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานรับของโจรจึงให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ตามคำให้การของจำเลยลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 เป็นคำให้การรับสารภาพ และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า ความในข้อ 1 ตอนต้นของคำให้การดังกล่าวมีว่า คดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแล้ว จำเลยขอให้การรับสารภาพในข้อหารับของโจร แต่ขอให้การปฏิเสธข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำลายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ และลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะในการพาทรัพย์นั้นไป... และในตอนท้ายมีความว่า ดังนั้น จำเลยขอความเมตตากรุณาจากศาลได้ทราบโปรดให้ความเมตตาลงโทษสถานเบาโดยการรอลงโทษหรือรอการกำหนดโทษแล้วแต่จะเห็นสมควรเพียงแต่ลงโทษปรับ เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติต่อไป อันเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่า จำเลยประสงค์จะให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร ส่วนข้อความอื่นๆ นั้นเป็นการให้ข้อเท็จจริงเพื่อขอให้ศาลลงโทษสถานเบาเท่านั้น และในวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่รับสารภาพฐานรับของโจร รายละเอียดปรากฏตามคำร้องฉบับลงวันที่วันนี้ แสดงว่าศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วเห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร โจทก์ก็ได้แถลงว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่ติดใจสืบพยานโจทก์อีกต่อไป ซึ่งเป็นการยืนยันตรงกันว่า จำเลย ศาลชั้นต้น และโจทก์เข้าใจตรงกันว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรแล้ว จึงเห็นว่า คดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น...

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 5 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3515/2545
primary_red_case_no
อ3609/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000565.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1968/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552