คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9800 -ที่ 9802/2551 ฉบับเต็ม

#494328
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9800 - 9802/2551 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง โจทก์ นายสุรเดชหรือดำ แก้ววิเชียร กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 172 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2073/2542 ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1738/2543 และฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2065/2543 ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ากับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ได้สืบประจักษ์พยานโจทก์ 2 ปาก คือ จ. และ บ. ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ไปก่อนแล้ว หลังจากการสั่งรวมพิจารณาคดีแล้ว โจทก์นำ จ. มาสืบใหม่ได้เพียงคนเดียว บ. ไม่อาจนำมาสืบได้ ดังนั้น คำเบิกความของ บ. ที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อนมีการรวมพิจารณาคดีต้องถือว่าเป็นการสืบพยานลับหลัง ไม่อาจนำมาฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ คงใช้ได้แต่เฉพาะคำเบิกความของ จ. เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มีโอกาสถามค้าน จ. ___________________________ คดีทั้งสามสำนวนนี้ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยในแต่ละสำนวนว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนและแก้ไขคำฟ้องเฉพาะสำนวนที่สองเป็นใจความเดียวกันขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 290 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 8 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาคดีเข้ากับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ได้สืบประจักษ์พยานโจทก์ 2 ปาก คือ นายเจริญและนายบุญเลิศ ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ไปก่อนแล้ว หลังจากการสั่งรวมคดีแล้ว โจทก์คงสามารถนำนายเจริญมาสืบใหม่ได้เพียงคนเดียว นายบุญเลิศไม่สามารถนำมาสืบได้ ดังนั้นคำเบิกความของนายบุญเลิศที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อนมีการรวมพิจารณาคดีต้องถือว่าเป็นการสืบพยานลับหลัง ไม่อาจนำมาฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ คงใช้ได้แต่เฉพาะคำเบิกความของนายเจริญเพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มีโอกาสถามค้าน นายเจริญมาเบิกความครั้งที่สองในสาระสำคัญเช่นเดียวกับการเบิกความครั้งแรก คือไม่เห็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าไปเกี่ยวข้องกับการรุมทำร้ายผู้ตาย พยานแวดล้อมอื่นของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าได้ร่วมทำร้ายผู้ตายหรือไม่ก็ไม่มี คงมีแต่คำให้การชั้นสอบสวนของนายบุญเลิศเท่านั้น ซึ่งต้องถือว่าเป็นพยานบอกเล่าไม่อาจฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าคำเบิกความของนายบุญเลิศในครั้งแรกก่อนมีการรวมพิจารณาคดีไม่อาจนำมาฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เพราะถือว่าเป็นการสืบพยานลับหลังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำให้ต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะไม่มีพยานหลักฐานพอฟังลงโทษได้ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน . (สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา-ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช-วรพจน์ วิไลชนม์) ศาลจังหวัดทุ่งสง - นายสุรพันธุ์ บุญช่วย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายนุรักษ์ มาประณีต แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3543/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2073/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1067/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
494328
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดทุ่งสง",
        "judge": "นายสุรพันธุ์ บุญช่วย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายนุรักษ์ มาประณีต"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082006076"
    }
}
date
2551
deka_no
9802/2551
deka_running_no
9802
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา",
    "ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช",
    "วรพจน์ วิไลชนม์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 172"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุรเดชหรือดำ แก้ววิเชียร กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสามสำนวนนี้ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยในแต่ละสำนวนว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนและแก้ไขคำฟ้องเฉพาะสำนวนที่สองเป็นใจความเดียวกันขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 290

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 8 ปี

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาคดีเข้ากับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ได้สืบประจักษ์พยานโจทก์ 2 ปาก คือ นายเจริญและนายบุญเลิศ ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ไปก่อนแล้ว หลังจากการสั่งรวมคดีแล้ว โจทก์คงสามารถนำนายเจริญมาสืบใหม่ได้เพียงคนเดียว นายบุญเลิศไม่สามารถนำมาสืบได้ ดังนั้นคำเบิกความของนายบุญเลิศที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อนมีการรวมพิจารณาคดีต้องถือว่าเป็นการสืบพยานลับหลัง ไม่อาจนำมาฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ คงใช้ได้แต่เฉพาะคำเบิกความของนายเจริญเพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มีโอกาสถามค้าน นายเจริญมาเบิกความครั้งที่สองในสาระสำคัญเช่นเดียวกับการเบิกความครั้งแรก คือไม่เห็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าไปเกี่ยวข้องกับการรุมทำร้ายผู้ตาย พยานแวดล้อมอื่นของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าได้ร่วมทำร้ายผู้ตายหรือไม่ก็ไม่มี คงมีแต่คำให้การชั้นสอบสวนของนายบุญเลิศเท่านั้น ซึ่งต้องถือว่าเป็นพยานบอกเล่าไม่อาจฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าคำเบิกความของนายบุญเลิศในครั้งแรกก่อนมีการรวมพิจารณาคดีไม่อาจนำมาฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เพราะถือว่าเป็นการสืบพยานลับหลังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำให้ต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพราะไม่มีพยานหลักฐานพอฟังลงโทษได้ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน .
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2073/2542
primary_red_case_no
อ1067/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000588.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3543/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9800 -
year
2551