คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7160/2545 ฉบับเต็ม

#49440
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7160/2545 นายวิชรัตน์ พิพัฒน์รัตนมณี กับพวก โจทก์ บริษัทสตาร์ มอเตอร์สปอร์ต จำกัด ผู้ร้อง นายประดิษฐ์ มะเยาะ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง, มาตรา 459 ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา, มาตรา 282 ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินและกิจการสถานีบริการน้ำมันจากจำเลย ได้ชำระราคาบางส่วนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นผู้จะซื้อมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่ผู้ร้องโดยผู้ร้องต้องชำระราคาที่เหลือ การเข้าครอบครองก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เป็นการเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของจำเลย ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลยซึ่งถูกศาลพิพากษาให้ขับไล่เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจดำเนินการเพื่อให้ปฏิบัติตามคำบังคับซึ่งออกตามคำพิพากษาได้ หาใช่เป็นการบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ___________________________ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารบนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2237 ตำบลลาดบัวหลวง อำเภอลาดบัวหลวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินและสถานีบริการน้ำมันบนที่ดิน กับให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามวันที่ 26 พฤศจิกายน2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศที่สถานีบริการน้ำมันซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินพิพาทกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายใน 8 วัน นับแต่วันที่ปิดประกาศ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นบริวารของจำเลยทั้งสี่และเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมายต่อไป วันที่ 20 ธันวาคม 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยทั้งสี่ผู้ร้องได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 และที่ 2เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ผู้ร้องชำระเงินให้ผู้จะขายแล้ว ผู้จะขายส่งมอบที่ดินและกิจการสถานีบริการน้ำมันพิพาทให้ผู้ร้องเข้าครอบครองดำเนินกิจการตั้งแต่วันที่ 15กันยายน 2540 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 20 ธันวาคม 2542 ว่า ผู้ทำสัญญาจะขายก็คือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนผู้จะซื้อก็คือบริษัทผู้ร้องโดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจทำการแทน และจำเลยที่ 2 เป็นผู้อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าทำกิจการในที่ดินพิพาท จึงถือได้ว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยทั้งสี่ ให้ยกคำร้อง วันที่ 21 มกราคม 2543 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องยังมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นและกำลังให้ทนายความดำเนินการยื่นอุทธรณ์ ผู้ร้องได้แสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่รับฟังและได้บังคับคดีโดยยึดทรัพย์และส่งมอบที่ดินและสถานีบริการน้ำมันพิพาทให้โจทก์เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายทำให้ผู้ร้องเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการบังคับคดีทั้งปวงและส่งมอบที่ดินและสถานีบริการน้ำมันพิพาทให้ผู้ร้องเข้าครอบครองไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ขอให้ปล่อยทรัพย์และงดการบังคับคดีไว้ก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ลงวันที่ 24 มกราคม 2543 ว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด ไม่มีเหตุที่จะยกเลิกการบังคับคดีหรือปล่อยทรัพย์หรืองดการบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งสองฉบับ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องฎีกาข้อแรกว่า ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ร้องจึงไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีแก่ผู้ร้องได้ แม้จะยื่นคำร้องหลังจากพ้นกำหนด 8 วันนับแต่วันเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศก็ตาม พิเคราะห์แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) นั้น เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารยังไม่ออกไปจากอสังหา-ริมทรัพย์ตามที่ระบุในคำบังคับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องเป็นผู้ที่อ้างอำนาจพิเศษโดยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว จึงต้องมีหลักฐานเบื้องต้นมาแสดงต่อศาลมิใช่กล่าวอ้างมาลอย ๆ ปรากฏตามคำร้องและเอกสารแนบท้ายคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินและกิจการสถานีบริการน้ำมันจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยผู้ร้องได้ชำระราคาบางส่วนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายแล้วตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2540 เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จะขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่ผู้ร้องโดยผู้ร้องต้องชำระราคาที่เหลือ การเข้าครอบครองก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เป็นการเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กรณีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา(3) ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ผู้ร้องฎีกาข้อหลังว่า ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินและสถานีบริการน้ำมันพิพาทตลอดมาจนถึงวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปบังคับคดี การบังคับคดีทำให้ผู้ร้องเสียสิทธิในการครอบครองและประกอบกิจการค้าจึงเป็นการบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเห็นว่า เมื่อฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งถูกศาลพิพากษาให้ขับไล่เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจดำเนินการเพื่อให้ปฏิบัติตามคำบังคับซึ่งออกตามคำพิพากษาได้ หาใช่เป็นการบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ปัญญา ถนอมรอด-สุเทพ เจตนาการณ์กุล-วรนาถ ภูมิถาวร) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49440
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048584"
    }
}
date
2545
deka_no
7160/2545
deka_running_no
7160
deka_year
2545
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "สุเทพ เจตนาการณ์กุล",
    "วรนาถ ภูมิถาวร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 456 วรรคสอง",
            "ม. 459"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 296 จัตวา",
            "ม. 282"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวิชรัตน์ พิพัฒน์รัตนมณี กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทสตาร์ มอเตอร์สปอร์ต จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประดิษฐ์ มะเยาะ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารบนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2237 ตำบลลาดบัวหลวง อำเภอลาดบัวหลวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินและสถานีบริการน้ำมันบนที่ดิน กับให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามวันที่ 26 พฤศจิกายน2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศที่สถานีบริการน้ำมันซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินพิพาทกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายใน 8 วัน นับแต่วันที่ปิดประกาศ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นบริวารของจำเลยทั้งสี่และเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมายต่อไป

วันที่ 20 ธันวาคม 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยทั้งสี่ผู้ร้องได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 และที่ 2เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ผู้ร้องชำระเงินให้ผู้จะขายแล้ว ผู้จะขายส่งมอบที่ดินและกิจการสถานีบริการน้ำมันพิพาทให้ผู้ร้องเข้าครอบครองดำเนินกิจการตั้งแต่วันที่ 15กันยายน 2540 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 20 ธันวาคม 2542 ว่า ผู้ทำสัญญาจะขายก็คือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนผู้จะซื้อก็คือบริษัทผู้ร้องโดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจทำการแทน และจำเลยที่ 2 เป็นผู้อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าทำกิจการในที่ดินพิพาท จึงถือได้ว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยทั้งสี่ ให้ยกคำร้อง

วันที่ 21 มกราคม 2543 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องยังมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นและกำลังให้ทนายความดำเนินการยื่นอุทธรณ์ ผู้ร้องได้แสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่รับฟังและได้บังคับคดีโดยยึดทรัพย์และส่งมอบที่ดินและสถานีบริการน้ำมันพิพาทให้โจทก์เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายทำให้ผู้ร้องเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการบังคับคดีทั้งปวงและส่งมอบที่ดินและสถานีบริการน้ำมันพิพาทให้ผู้ร้องเข้าครอบครองไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ขอให้ปล่อยทรัพย์และงดการบังคับคดีไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ลงวันที่ 24 มกราคม 2543 ว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด ไม่มีเหตุที่จะยกเลิกการบังคับคดีหรือปล่อยทรัพย์หรืองดการบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งสองฉบับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องฎีกาข้อแรกว่า ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ร้องจึงไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีแก่ผู้ร้องได้ แม้จะยื่นคำร้องหลังจากพ้นกำหนด 8 วันนับแต่วันเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศก็ตาม พิเคราะห์แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) นั้น เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารยังไม่ออกไปจากอสังหา-ริมทรัพย์ตามที่ระบุในคำบังคับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องเป็นผู้ที่อ้างอำนาจพิเศษโดยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว จึงต้องมีหลักฐานเบื้องต้นมาแสดงต่อศาลมิใช่กล่าวอ้างมาลอย ๆ ปรากฏตามคำร้องและเอกสารแนบท้ายคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินและกิจการสถานีบริการน้ำมันจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยผู้ร้องได้ชำระราคาบางส่วนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายแล้วตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2540 เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จะขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่ผู้ร้องโดยผู้ร้องต้องชำระราคาที่เหลือ การเข้าครอบครองก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เป็นการเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กรณีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา(3) ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผู้ร้องฎีกาข้อหลังว่า ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินและสถานีบริการน้ำมันพิพาทตลอดมาจนถึงวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปบังคับคดี การบังคับคดีทำให้ผู้ร้องเสียสิทธิในการครอบครองและประกอบกิจการค้าจึงเป็นการบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเห็นว่า เมื่อฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งถูกศาลพิพากษาให้ขับไล่เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจดำเนินการเพื่อให้ปฏิบัติตามคำบังคับซึ่งออกตามคำพิพากษาได้ หาใช่เป็นการบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000972.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2545