คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2546 ฉบับเต็ม

#49447
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2546 บริษัท ซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ นาย ชาลี เงินขาว กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 383, มาตรา 391, มาตรา 572, มาตรา 574 ป.วิ.พ. มาตรา 238, มาตรา 247 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดสัญญาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 มิได้บัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อประการอื่นนอกจากการกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินและริบเงินที่ส่งมาแล้ว หากโจทก์เสียหายก็ชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาเช่าซื้อที่กำหนดให้โจทก์ได้รับชำระค่าเช่าซื้อค้างชำระก่อนเลิกสัญญาครบถ้วนจนถึงวันที่โจทก์ได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ อันเป็นข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดในความเสียหายเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แต่ไม่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตราใดที่ให้อำนาจศาลที่จะงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมด ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 นายพีรชาติ เงินขาวเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ในราคา 425,484 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละ 11,819บาท รวม 36 งวด จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมานายพีรชาติไม่ชำระหนี้โจทก์ตามสัญญา สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โจทก์ทราบว่านายพีรชาติถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาและมารดาจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายพีรชาติ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 320,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเป็นเงิน 47,276บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินทั้งสองจำนวน นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชำระค่าใช้สอยรถยนต์วันละ 500 บาท นับตั้งแต่วันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาจนครบถ้วน จำเลยที่ 2 ให้การว่า หากจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายพีรชาติก็เป็นจำนวนเพียง 151,837 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลจึงพิจารณาคดีเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระราคาแทนเป็นเงิน190,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 2 กันยายน 2541) จนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน6 เดือน คำขออื่นให้ยก เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รับผิดเพียงเท่าที่ทรัพย์มรดกของนายพีรชาติ เงินขาว ตกได้แก่ตน โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ขอค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจำนวน 47,276 บาท และค่าขาดประโยชน์เพิ่มอีก 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 59,276 บาท ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อความในหนังสือสัญญาเช่าซื้อที่ว่าแม้ในที่สุดต่อไปภายหน้าสัญญาต้องเลิกกันผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ เป็นข้อสัญญาจะให้เบี้ยปรับหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ สัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ยังค้างชำระให้แก่โจทก์เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันตามที่กล่าวข้างต้น ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาค้างชำระค่าเช่าซื้อ 4 งวด เป็นเงิน 47,276บาท ก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โจทก์จึงเรียกร้องเงินจำนวนนี้จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กรณีจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดผิดสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ประการอื่นนอกเหนือจากการกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินและริบเงินที่ส่งมาแล้ว หากโจทก์ยังเสียหายโจทก์ก็ชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคสอง ที่ให้โจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่โจทก์ได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อนั้น เป็นข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดในความเสียหายเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ซึ่งถ้ากำหนดไว้สูงเกินส่วนศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นเบี้ยปรับถูกต้องแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ให้ค่าเสียหายส่วนนี้เสียเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราใดที่ให้อำนาจศาลที่จะงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมดศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเป็นเบี้ยปรับจำนวน10,000 บาท" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชำระเงินอีก 10,000 บาท แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (สายันต์ สุรสมภพ-ชวลิต ตุลยสิงห์-สุภิญโญ ชยารักษ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49447
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048347"
    }
}
date
2546
deka_no
162/2546
deka_running_no
162
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "สายันต์ สุรสมภพ",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "สุภิญโญ ชยารักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 383",
            "ม. 391",
            "ม. 572",
            "ม. 574"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 238",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ชาลี เงินขาว กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 นายพีรชาติ เงินขาวเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ในราคา 425,484 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละ 11,819บาท รวม 36 งวด จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมานายพีรชาติไม่ชำระหนี้โจทก์ตามสัญญา สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โจทก์ทราบว่านายพีรชาติถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาและมารดาจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายพีรชาติ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 320,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเป็นเงิน 47,276บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินทั้งสองจำนวน นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชำระค่าใช้สอยรถยนต์วันละ 500 บาท นับตั้งแต่วันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาจนครบถ้วน

จำเลยที่ 2 ให้การว่า หากจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายพีรชาติก็เป็นจำนวนเพียง 151,837 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลจึงพิจารณาคดีเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปฝ่ายเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระราคาแทนเป็นเงิน190,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 2 กันยายน 2541) จนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน6 เดือน คำขออื่นให้ยก เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รับผิดเพียงเท่าที่ทรัพย์มรดกของนายพีรชาติ เงินขาว ตกได้แก่ตน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ขอค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจำนวน 47,276 บาท และค่าขาดประโยชน์เพิ่มอีก 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 59,276 บาท ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อความในหนังสือสัญญาเช่าซื้อที่ว่าแม้ในที่สุดต่อไปภายหน้าสัญญาต้องเลิกกันผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ เป็นข้อสัญญาจะให้เบี้ยปรับหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ สัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ยังค้างชำระให้แก่โจทก์เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันตามที่กล่าวข้างต้น ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาค้างชำระค่าเช่าซื้อ 4 งวด เป็นเงิน 47,276บาท ก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โจทก์จึงเรียกร้องเงินจำนวนนี้จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กรณีจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดผิดสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิแก่โจทก์ประการอื่นนอกเหนือจากการกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินและริบเงินที่ส่งมาแล้ว หากโจทก์ยังเสียหายโจทก์ก็ชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคสอง ที่ให้โจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่โจทก์ได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อนั้น เป็นข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดในความเสียหายเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ซึ่งถ้ากำหนดไว้สูงเกินส่วนศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นเบี้ยปรับถูกต้องแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ให้ค่าเสียหายส่วนนี้เสียเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราใดที่ให้อำนาจศาลที่จะงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมดศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเป็นเบี้ยปรับจำนวน10,000 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชำระเงินอีก 10,000 บาท แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000970.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546