คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 983/2546 ฉบับเต็ม

#49475
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 983/2546 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่ โจทก์ เด็กชาย วารินทร์ โอดศรี ผู้แทนโดยชอบธรรม โจทก์ร่วม จ่าสิบตำรวจ บรรจง กันทะอุโมงค์ จำเลย ป.อ. มาตรา 59 วรรคสี่, มาตรา 300 ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาพบค่ำ รถที่วิ่งบนถนนทุกคันเปิดไฟแล้ว แสดงว่าถนนมืดรถจักรยานยนต์ที่ ส. ขับไม่มีไฟหน้า ไฟเลี้ยวก็ใช้การไม่ได้ ทั้งก่อนขับรถมีการดื่มสุรามาบ้างแล้ว จุดที่รถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับเป็นทางลงเนินอยู่ในช่องเดินรถของจำเลย เชื่อได้ว่าเมื่อจำเลยขับรถยนต์กระบะลงเนินแล้ว จำเลยเห็นรถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับในช่องเดินรถของตนในระยะกระชั้นชิด ทำให้ไม่สามารถบังคับรถยนต์ให้หยุดได้ทันท่วงทีการที่รถยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์เป็นเหตุให้ ส. และโจทก์ร่วม ที่นั่งซ้อนท้ายมาได้รับอันตรายสาหัส จึงมิได้เกิดจากความประมาทของจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะด้วยความประมาท จนเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่แล่นสวนทางมา ทำให้นายสัมฤทธิ์ โอดศรี ผู้ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว เด็กชายวารินทร์ โอดศรี ผู้นั่งซ้อนท้ายได้รับอันตรายสาหัส นายยอด ป้อมปัญญาผู้นั่งซ้อนท้ายอีกคนหนึ่งได้รับอัตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300, 390, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาเด็กชายวารินทร์ โอดศรี ผู้เสียหายโดยนายจำรัส โอดศรีบิดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43(4), 157 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี และปรับ 6,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2539เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยได้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผ - 1281เชียงใหม่ เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ไม่มีหมายเลขทะเบียนที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 48หมู่ที่ 4 ตำบลดอยหล่อ กิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเหตุให้นายสัมฤทธิ์คนขับรถจักรยานยนต์ โจทก์ร่วมคนซ้อนท้ายได้รับอันตรายสาหัส และนายยอดป้อมปัญญา คนซ้อนท้ายอีกคนหนึ่งได้รับอันตรายแก่กาย คดีมีปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ร่วมเบิกความว่า ในวันเวลาเกิดเหตุโจทก์ร่วมเห็นรถยนต์จำเลยขับสวนทางแซงรถยนต์คันหน้าล้ำเข้ามาในช่องเดินรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ร่วมนั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้รถยนต์จำเลยชนกับรถจักรยานยนต์ทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส ส่วนจำเลยเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุขณะที่จำเลยขับรถยนต์ลงจากเนินเส้นทางถนนเชียงใหม่ - ฮอด เห็นรถจักรยานยนต์วิ่งตัดหน้าจากข้างถนนฝั่งซ้ายมือไปทางด้านขวามือของถนนห่างประมาณ 5 เมตร จำเลยหักรถหลบไปทางขวามือแต่ไม่พ้นเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกัน เห็นว่า หากรถยนต์จำเลยขับแซงรถยนต์คันอื่นเข้ามาชนรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถจักรยานยนต์ตามคำของโจทก์ร่วมแล้ว ความเสียหายของรถทั้งสองคันน่าจะอยู่ที่ส่วนหน้า แต่จากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทประพันธ์ไผ่วงษ์ รองสารวัตรกองวิทยาการตำรวจเชียงใหม่ ผู้ตรวจสอบร่องรอยอุบัติเหตุครั้งนี้ได้ความว่า รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันในลักษณะด้านซ้ายของรถยนต์กระบะชนกับรถจักรยานยนต์ที่ตัวถังด้านขวา และได้ถ่ายรูปคู่กรณีไว้จำนวน 9 ภาพ จากภาพถ่ายดังกล่าวด้านขวาของรถจักรยานยนต์ถูกกระแทกอย่างแรงจนตัวถังยุบ สีเคลือบหลุดฝาครอบกันลมแตก ด้านซ้ายมีรอยครูดที่ฝาครอบกันลม แฮนด์บิดงอไปทางขวา แท่งเหล็กที่ปลายเบาะมีดินติด แสดงว่ารถจักรยานยนต์ล้มไปทางซ้าย ส่วนรถยนต์กระบะความเสียหายปรากฏอยู่ที่ส่วนหน้าด้านซ้ายและขวา สภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงขัดกับคำของโจทก์ร่วม นายยอด พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่ง เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุนายสัมฤทธิ์ โอดศรี โจทก์ร่วม และพยานแวะดื่มสุรากันก่อนกลับบ้านเมื่อนายสัมฤทธิ์ขับรถจักรยานยนต์ห่างจากร้านสุราประมาณ 500 เมตร บนถนนเชียงใหม่ - จอมทอง มุ่งหน้าไปทางอำเภอจอมทอง พยานกับพวกตัดสินใจไปเยี่ยมเพื่อนที่ดอยหล่อซึ่งต้องย้อนกลับ นายสัมฤทธิ์จึงชะลอรถเพื่อเลี้ยวรถกลับ ขณะรถจักรยานยนต์อยู่ในช่องเดินรถห่างจากจุดกึ่งกลางถนนประมาณ 1 ศอก พยานเห็นรถยนต์กระบะในช่องทางรถสวนขับแซงรถยนต์คันอื่นเข้ามาชนรถจักรยานยนต์ที่พยานซ้อนท้าย ร้อยตำรวจเอกรัฐการ สุรงคบพิตร พนักงานสอบสวนเบิกความว่าจากการตรวจสถานที่เกิดเหตุเชื่อว่าจุดเฉี่ยวชนอยู่ในช่องเดินรถของจำเลย เนื่องจากมีรอยยางรถจักรยานยนต์ในลักษณะครึ่งวงกลมบริเวณกึ่งกลางถนน และมีรอยครูดจากรอยยางรถจักรยานยนต์มาถึงจุดที่รถจักรยานยนต์ล้มอยู่ รอยยางล้อรถจักรยานยนต์ลักษณะครึ่งวงกลมปรากฏในแผนที่สังเขป ในช่องเดินรถจำเลย ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ จุดที่รถจักรยานยนต์ล้มหลังเฉี่ยวชนอยู่ที่ขอบทางฝั่งช่องเดินรถจำเลย และมีรอยเลือดปรากฏอยู่กลางช่องเดินรถฝั่งจำเลย จากพยานหลักฐานดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่านายสัมฤทธิ์ได้ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับรถในช่องเดินรถจำเลยขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 18 นาฬิกาเศษ จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมได้ความว่า ขณะนั้นรถที่วิ่งบนถนนทุกคันเปิดไฟหน้า เนื่องจากเป็นเวลาค่ำ แต่ตามสภาพรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุตามรายงานการตรวจสภาพและร่องรอยการเฉี่ยวชนและภาพถ่ายประกอบไม่ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์มีไฟส่องหน้า หากอุบัติเหตุทำให้ไฟหน้าแตกก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แสดงว่ารถดังกล่าวเคยมีไฟหน้ามาก่อน ร้อยตำรวจโทประพันธ์เบิกความว่าพยานตรวจรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุโดยละเอียด พบว่าไฟดวงใหญ่ด้านหน้าของรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไม่มีส่วนไฟเลี้ยวมีแต่ใช้การไม่ได้เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาพลบค่ำ รถที่วิ่งบนถนนทุกคันเปิดไฟแล้ว แสดงว่าถนนมืด รถจักรยานยนต์ที่นายสัมฤทธิ์ขับไม่มีไฟหน้า ไฟเลี้ยวก็ใช้การไม่ได้ ทั้งก่อนขับรถมีการดื่มสุรามาบ้างแล้ว จุดที่รถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับเป็นทางลงเนินอยู่ในช่องเดินรถจำเลยเชื่อว่าเมื่อจำเลยขับรถยนต์กระบะลงเนินแล้ว จำเลยเห็นรถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับในช่องเดินรถจำเลยในระยะกระชั้นชิดจึงไม่สามารถบังคับรถยนต์กระบะให้หยุดได้ทันท่วงที การที่รถยนต์กระบะเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์จึงมิได้เกิดจากความประมาทของจำเลยพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้นฎีกาจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ (วิรัช ลิ้มวิชัย-ทองหล่อ โฉมงาม-จิระวรรณ ศิริบุตร) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49475
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082047212"
    }
}
date
2546
deka_no
983/2546
deka_running_no
983
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "จิระวรรณ ศิริบุตร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59 วรรคสี่",
            "ม. 300"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "เด็กชาย วารินทร์ โอดศรี ผู้แทนโดยชอบธรรม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "จ่าสิบตำรวจ บรรจง กันทะอุโมงค์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะด้วยความประมาท จนเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่แล่นสวนทางมา ทำให้นายสัมฤทธิ์ โอดศรี ผู้ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว เด็กชายวารินทร์ โอดศรี ผู้นั่งซ้อนท้ายได้รับอันตรายสาหัส นายยอด ป้อมปัญญาผู้นั่งซ้อนท้ายอีกคนหนึ่งได้รับอัตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300, 390, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาเด็กชายวารินทร์ โอดศรี ผู้เสียหายโดยนายจำรัส โอดศรีบิดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390)

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43(4), 157 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี และปรับ 6,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2539เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยได้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผ - 1281เชียงใหม่ เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ไม่มีหมายเลขทะเบียนที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 48หมู่ที่ 4 ตำบลดอยหล่อ กิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเหตุให้นายสัมฤทธิ์คนขับรถจักรยานยนต์ โจทก์ร่วมคนซ้อนท้ายได้รับอันตรายสาหัส และนายยอดป้อมปัญญา คนซ้อนท้ายอีกคนหนึ่งได้รับอันตรายแก่กาย คดีมีปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ร่วมเบิกความว่า ในวันเวลาเกิดเหตุโจทก์ร่วมเห็นรถยนต์จำเลยขับสวนทางแซงรถยนต์คันหน้าล้ำเข้ามาในช่องเดินรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ร่วมนั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้รถยนต์จำเลยชนกับรถจักรยานยนต์ทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส ส่วนจำเลยเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุขณะที่จำเลยขับรถยนต์ลงจากเนินเส้นทางถนนเชียงใหม่ - ฮอด เห็นรถจักรยานยนต์วิ่งตัดหน้าจากข้างถนนฝั่งซ้ายมือไปทางด้านขวามือของถนนห่างประมาณ 5 เมตร จำเลยหักรถหลบไปทางขวามือแต่ไม่พ้นเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกัน เห็นว่า หากรถยนต์จำเลยขับแซงรถยนต์คันอื่นเข้ามาชนรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถจักรยานยนต์ตามคำของโจทก์ร่วมแล้ว ความเสียหายของรถทั้งสองคันน่าจะอยู่ที่ส่วนหน้า แต่จากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทประพันธ์ไผ่วงษ์ รองสารวัตรกองวิทยาการตำรวจเชียงใหม่ ผู้ตรวจสอบร่องรอยอุบัติเหตุครั้งนี้ได้ความว่า รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันในลักษณะด้านซ้ายของรถยนต์กระบะชนกับรถจักรยานยนต์ที่ตัวถังด้านขวา และได้ถ่ายรูปคู่กรณีไว้จำนวน 9 ภาพ จากภาพถ่ายดังกล่าวด้านขวาของรถจักรยานยนต์ถูกกระแทกอย่างแรงจนตัวถังยุบ สีเคลือบหลุดฝาครอบกันลมแตก ด้านซ้ายมีรอยครูดที่ฝาครอบกันลม แฮนด์บิดงอไปทางขวา แท่งเหล็กที่ปลายเบาะมีดินติด แสดงว่ารถจักรยานยนต์ล้มไปทางซ้าย ส่วนรถยนต์กระบะความเสียหายปรากฏอยู่ที่ส่วนหน้าด้านซ้ายและขวา สภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงขัดกับคำของโจทก์ร่วม นายยอด พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่ง เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุนายสัมฤทธิ์ โอดศรี โจทก์ร่วม และพยานแวะดื่มสุรากันก่อนกลับบ้านเมื่อนายสัมฤทธิ์ขับรถจักรยานยนต์ห่างจากร้านสุราประมาณ 500 เมตร บนถนนเชียงใหม่ - จอมทอง มุ่งหน้าไปทางอำเภอจอมทอง พยานกับพวกตัดสินใจไปเยี่ยมเพื่อนที่ดอยหล่อซึ่งต้องย้อนกลับ นายสัมฤทธิ์จึงชะลอรถเพื่อเลี้ยวรถกลับ ขณะรถจักรยานยนต์อยู่ในช่องเดินรถห่างจากจุดกึ่งกลางถนนประมาณ 1 ศอก พยานเห็นรถยนต์กระบะในช่องทางรถสวนขับแซงรถยนต์คันอื่นเข้ามาชนรถจักรยานยนต์ที่พยานซ้อนท้าย ร้อยตำรวจเอกรัฐการ สุรงคบพิตร พนักงานสอบสวนเบิกความว่าจากการตรวจสถานที่เกิดเหตุเชื่อว่าจุดเฉี่ยวชนอยู่ในช่องเดินรถของจำเลย เนื่องจากมีรอยยางรถจักรยานยนต์ในลักษณะครึ่งวงกลมบริเวณกึ่งกลางถนน และมีรอยครูดจากรอยยางรถจักรยานยนต์มาถึงจุดที่รถจักรยานยนต์ล้มอยู่ รอยยางล้อรถจักรยานยนต์ลักษณะครึ่งวงกลมปรากฏในแผนที่สังเขป ในช่องเดินรถจำเลย ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ จุดที่รถจักรยานยนต์ล้มหลังเฉี่ยวชนอยู่ที่ขอบทางฝั่งช่องเดินรถจำเลย และมีรอยเลือดปรากฏอยู่กลางช่องเดินรถฝั่งจำเลย จากพยานหลักฐานดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่านายสัมฤทธิ์ได้ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับรถในช่องเดินรถจำเลยขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 18 นาฬิกาเศษ จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมได้ความว่า ขณะนั้นรถที่วิ่งบนถนนทุกคันเปิดไฟหน้า เนื่องจากเป็นเวลาค่ำ แต่ตามสภาพรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุตามรายงานการตรวจสภาพและร่องรอยการเฉี่ยวชนและภาพถ่ายประกอบไม่ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์มีไฟส่องหน้า หากอุบัติเหตุทำให้ไฟหน้าแตกก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แสดงว่ารถดังกล่าวเคยมีไฟหน้ามาก่อน ร้อยตำรวจโทประพันธ์เบิกความว่าพยานตรวจรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุโดยละเอียด พบว่าไฟดวงใหญ่ด้านหน้าของรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไม่มีส่วนไฟเลี้ยวมีแต่ใช้การไม่ได้เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาพลบค่ำ รถที่วิ่งบนถนนทุกคันเปิดไฟแล้ว แสดงว่าถนนมืด รถจักรยานยนต์ที่นายสัมฤทธิ์ขับไม่มีไฟหน้า ไฟเลี้ยวก็ใช้การไม่ได้ ทั้งก่อนขับรถมีการดื่มสุรามาบ้างแล้ว จุดที่รถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับเป็นทางลงเนินอยู่ในช่องเดินรถจำเลยเชื่อว่าเมื่อจำเลยขับรถยนต์กระบะลงเนินแล้ว จำเลยเห็นรถจักรยานยนต์เลี้ยวกลับในช่องเดินรถจำเลยในระยะกระชั้นชิดจึงไม่สามารถบังคับรถยนต์กระบะให้หยุดได้ทันท่วงที การที่รถยนต์กระบะเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์จึงมิได้เกิดจากความประมาทของจำเลยพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้นฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000960.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546