คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2546 ฉบับเต็ม

#49477
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2546 พนักงานอัยการจังหวัดตราด โจทก์ พระครู คุณาจารย์ ฐานจาโร หรือนาย ไมตรี ชวะณิชย์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิด แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ตามหมายขังของศาลชั้นต้นซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้องโดยไม่คำนึงว่าคำร้องขอฝากขังเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ เมื่อปรากฏในสำนวนคำร้องขอฝากขังซึ่งติดอยู่ตอนหน้าของสำนวนระบุสถานที่เกิดเหตุไว้แล้ว คำฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2538 เวลากลางวัน วันเดือนใดไม่ปรากฏชัดจำเลยกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงธิดารัตน์ ทศดารา ผู้เสียหาย อายุ 12 ปี ซึ่งยังไม่เกิน 15 ปีโดยโอบกอดตัวผู้เสียหายจูบแก้ม จับนมและอวัยวะเพศ โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หลังจากนั้นในปี 2538 เวลากลางวัน วันเดือนใดไม่ปรากฏชัดจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย โดยจับตัวจับแขน กอดและจูบแก้ม โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2539เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย โดยนอนกอด จูบและจับตัวผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และวันที่ 4ตุลาคม 2539 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย โดยจับขาถอดกางเกงนอนและกางเกงชั้นในออก แล้วยกขาขึ้นพาดบ่าใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ1 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) บัญญัติให้ฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี แม้คำฟ้องคดีนี้ไม่ได้ระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดก็ตาม แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ตามหมายขังของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ พ.12/2540 ซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้องโดยไม่คำนึงว่าคำร้องขอฝากขังเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ พ.17/2540 ซึ่งติดอยู่ตอนหน้าของสำนวนคดีนี้นั้น ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอเกาะกูดที่ขอฝากขังจำเลยในขณะที่เป็นผู้ต้องหาได้ระบุสถานที่เกิดเหตุว่า เหตุเกิดที่โรงครัววัดอ่าวพร้าว เลขที่ 70 หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะกูด กิ่งอำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด จำเลยได้รับสำเนาคำร้องฉบับดังกล่าวแล้วก็มิได้โต้แย้งหรือคัดค้าน และในวันเดียวกันจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 10 มกราคม 2540 ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวนก็ระบุว่ามูลคดีนี้มีเบื้องหลังเกิดจากกระบวนการกลั่นแกล้งของผู้มีอิทธิพลเกี่ยวกับผลประโยชน์ในเขตใกล้เคียงกับวัดอ่าวพร้าวซึ่งจำเลยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนี้ จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยย่อมจะเข้าใจได้ว่าเหตุคดีนี้เกิดที่ใดดังนี้ คำฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยถึงกระทงละ 1 ปี นั้น เห็นว่าหนักเกินไป สมควรกำหนดโทษจำคุกแต่ละกระทงเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทงเป็นจำคุก 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (เรวัตร อิศราภรณ์-ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์-พลรัตน์ ประทุมทาน) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คำฟ้องจะสมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 หรือไม่ต้องพิจารณาจากคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องที่โจทก์ยื่นต่อศาล สำหรับปัญหาเรื่องที่โจทก์ไม่ได้ระบุสถานที่เกิดเหตุมาในฟ้องนั้นแม้คำร้อง ขอให้ฝากขังผู้ต้องหาที่พนักงานสอบสวนยื่นต่อศาลเป็นกระบวนพิจารณาก่อนที่พนักงานอัยการจะยื่นคำฟ้องต่อศาลย่อมจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องที่ยื่นมาภายหลังไม่ได้ก็ตาม แต่คำร้องขอฝากขังก็รวมอยู่ในสำนวนคดีนั้นนั่นเองและโจทก์ได้ระบุมาในฟ้องด้วย ศาลจึงนำมาพิจารณาประกอบคำฟ้องเพื่อพิจารณาว่าคำฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้(คำพิพากษาฎีกาที่ 1290/2521) โดยคำนึงถึงข้อที่ว่าจำเลยเข้าใจคำฟ้องได้หรือไม่เป็นสำคัญ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3977/2530) เมื่อคำร้องขอฝากขังได้ระบุสถานที่เกิดเหตุไว้แล้ว แม้ในคำฟ้องจะไม่ได้ระบุไว้ก็ไม่ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบแต่อย่างใด ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49477
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082046880"
    }
}
date
2546
deka_no
1222/2546
deka_running_no
1222
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์",
    "พลรัตน์ ประทุมทาน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดตราด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "พระครู คุณาจารย์ ฐานจาโร หรือนาย ไมตรี ชวะณิชย์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2538 เวลากลางวัน วันเดือนใดไม่ปรากฏชัดจำเลยกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงธิดารัตน์ ทศดารา ผู้เสียหาย อายุ 12 ปี ซึ่งยังไม่เกิน 15 ปีโดยโอบกอดตัวผู้เสียหายจูบแก้ม จับนมและอวัยวะเพศ โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หลังจากนั้นในปี 2538 เวลากลางวัน วันเดือนใดไม่ปรากฏชัดจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย โดยจับตัวจับแขน กอดและจูบแก้ม โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2539เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย โดยนอนกอด จูบและจับตัวผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และวันที่ 4ตุลาคม 2539 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย โดยจับขาถอดกางเกงนอนและกางเกงชั้นในออก แล้วยกขาขึ้นพาดบ่าใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ1 ปี รวมจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) บัญญัติให้ฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี แม้คำฟ้องคดีนี้ไม่ได้ระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดก็ตาม แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ตามหมายขังของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ พ.12/2540 ซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้องโดยไม่คำนึงว่าคำร้องขอฝากขังเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ พ.17/2540 ซึ่งติดอยู่ตอนหน้าของสำนวนคดีนี้นั้น ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอเกาะกูดที่ขอฝากขังจำเลยในขณะที่เป็นผู้ต้องหาได้ระบุสถานที่เกิดเหตุว่า เหตุเกิดที่โรงครัววัดอ่าวพร้าว เลขที่ 70 หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะกูด กิ่งอำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด จำเลยได้รับสำเนาคำร้องฉบับดังกล่าวแล้วก็มิได้โต้แย้งหรือคัดค้าน และในวันเดียวกันจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 10 มกราคม 2540 ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวนก็ระบุว่ามูลคดีนี้มีเบื้องหลังเกิดจากกระบวนการกลั่นแกล้งของผู้มีอิทธิพลเกี่ยวกับผลประโยชน์ในเขตใกล้เคียงกับวัดอ่าวพร้าวซึ่งจำเลยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนี้ จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยย่อมจะเข้าใจได้ว่าเหตุคดีนี้เกิดที่ใดดังนี้ คำฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยถึงกระทงละ 1 ปี นั้น เห็นว่าหนักเกินไป สมควรกำหนดโทษจำคุกแต่ละกระทงเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทงเป็นจำคุก 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คำฟ้องจะสมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 หรือไม่ต้องพิจารณาจากคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องที่โจทก์ยื่นต่อศาล สำหรับปัญหาเรื่องที่โจทก์ไม่ได้ระบุสถานที่เกิดเหตุมาในฟ้องนั้นแม้คำร้อง ขอให้ฝากขังผู้ต้องหาที่พนักงานสอบสวนยื่นต่อศาลเป็นกระบวนพิจารณาก่อนที่พนักงานอัยการจะยื่นคำฟ้องต่อศาลย่อมจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องที่ยื่นมาภายหลังไม่ได้ก็ตาม แต่คำร้องขอฝากขังก็รวมอยู่ในสำนวนคดีนั้นนั่นเองและโจทก์ได้ระบุมาในฟ้องด้วย ศาลจึงนำมาพิจารณาประกอบคำฟ้องเพื่อพิจารณาว่าคำฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้(คำพิพากษาฎีกาที่ 1290/2521) โดยคำนึงถึงข้อที่ว่าจำเลยเข้าใจคำฟ้องได้หรือไม่เป็นสำคัญ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3977/2530) เมื่อคำร้องขอฝากขังได้ระบุสถานที่เกิดเหตุไว้แล้ว แม้ในคำฟ้องจะไม่ได้ระบุไว้ก็ไม่ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบแต่อย่างใด ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000957.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546