คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3688/2546 ฉบับเต็ม

#49494
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3688/2546 วัดธรรมนิมิตต์หรือธรรมนิมิตร โจทก์ นางสาว บุญเยิ้ม เจริญผล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150 ป.วิ.พ. มาตรา 145 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34 เจ้าของเดิมอุทิศที่ดินให้แก่วัดโจทก์ตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ การโอนกรรมสิทธิ์จะต้องกระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 คือ โอนกรรมสิทธิ์โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา แม้ที่ดินดังกล่าวจะได้มีการทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนต่อกันมาหลายทอดจนถึงจำเลย เมื่อมิได้กระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 จึงเป็นการโอนที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยออกจากที่ดินซึ่งจำเลยครอบครองอยู่ได้ โดยหาจำต้องฟ้องเจ้าของเดิมและผู้รับโอนคนก่อนจำเลยไม่ กรณีไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทวัดในพระพุทธศาสนาเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 977 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี (เมือง) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่1 งาน 8 ตารางวา มีนายบุญชู ไชยวงศ์ และนางวาดหรือหวาด วรรัตน์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ปี 2497 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินบริเวณที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลนาป่า ตำบลบ้านสวน ตำบลบางทราย และตำบลหนองไม้แดง อำเภอเมืองชลบุรีจังหวัดชลบุรี เพื่อใช้ในราชการกองทัพบก ขณะที่ทางราชการกำลังดำเนินการเวนคืนอยู่นั้น เมื่อปี 2499 นายบุญชูและนางวาดอุทิศที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ดินจึงตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดโจทก์ จะโอนต่อไปได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติและห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ ที่ดินแปลงดังกล่าวถูกโอนต่อกันมาอีกหลายทอดจนถึงจำเลยทั้งสอง โดยผู้รับโอนทุกทอดทราบดีว่าได้มีการอุทิศที่ดินให้แก่โจทก์แล้วปี 2510 จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นแปลงย่อยอีก 108 แปลงคงเหลือเนื้อที่ ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา การโอนที่ดินดังกล่าวไม่ชอบเพราะมิได้โอนโดยพระราชบัญญัติที่ดินโฉนดเลขที่ 977 เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา จึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 977 ซึ่งเหลือเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา และครอบครองอยู่จึงเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยทั้งสองออกจากโฉนดเลขที่ 977ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี (เมือง) จังหวัดชลบุรี ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินและการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ กับให้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา และครอบครองอยู่จริง เดิมที่ดินโฉนดพิพาทมีเนื้อที่ 15ไร่ 2 งาน 26 ตารางวา เป็นของนายบุญคง ไชยวงศ์ และนางวาด วรรัตน์ บุคคลทั้งสองไม่เคยตกลงยกหรืออุทิศที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ และไม่เคยส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โดยจำเลยที่ 1 รับซื้อฝากจากนางสำเภา จิตรจรูญ แล้วนำมาขายต่อให้แก่จำเลยที่ 2 ครึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองโดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฟ้องอ้างว่าเดิมที่ดินโฉนดพิพาทเลขที่ 977ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี (เมือง) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ 1 งาน8 ตารางวา เป็นของนายบุญชู ไชยวงศ์ และนางวาดหรือหวาด วรรัตน์ เมื่อปี 2499นายบุญชูและนางวาดอุทิศที่ดินตามโฉนดดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทวัดในพระพุทธศาสนา มีผลทำให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ ต่อมาผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดได้โอนต่อกันอีกหลายทอดจนถึงจำเลยทั้งสองโดยผู้รับโอนทุกทอดทราบดีว่าได้มีการอุทิศที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว ปี 2510 จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยอีก108 แปลง คงเหลือเนื้อที่ดินในโฉนดพิพาทประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา การโอนที่ดินดังกล่าวไม่ชอบเพราะมิได้โอนโดยพระราชบัญญัติที่ดินโฉนดพิพาทเนื้อที่ประมาณ19 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา จึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาทซึ่งเหลือเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา และครอบครองอยู่จึงเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยทั้งสองออกจากโฉนดพิพาทและขับไล่ออกจากที่ดินพิพาท เห็นว่า หากเจ้าของเดิมในที่ดินตามโฉนดพิพาทอุทิศที่ดินตามโฉนดดังกล่าวให้แก่โจทก์และที่ดินตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การโอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์จะต้องกระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. 2505 มาตรา 34 คือ โอนกรรมสิทธิ์โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาแม้ที่ดินดังกล่าวจะได้มีการทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนต่อกันมาหลายทอดจนถึงจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองจดทะเบียนรับโอนมาแล้วจำเลยทั้งสองได้แบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยอีก 108 แปลง คงเหลือที่ดินตามโฉนดพิพาทประมาณ 1 ไร่ 1 งาน35 ตารางวา ซึ่งจำเลยทั้งสองมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดพิพาทและยังคงครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา เมื่อการโอนดังกล่าวมิได้กระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 จึงเป็นการโอนที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดพิพาทและขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยทั้งสองครอบครองอยู่ได้ โดยหาจำต้องฟ้องเจ้าของเดิมและผู้รับโอนคนก่อนจำเลยทั้งสองไม่ กรณีไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เนื่องจากประเด็นข้อนี้คู่ความมิได้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกขึ้นวินิจฉัยเอง และพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ จึงเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้พิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 247" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยตามประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์แล้วพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ (ปัญญา ถนอมรอด-สุเทพ เจตนาการณ์กุล-วรนาถ ภูมิถาวร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49494
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082045165"
    }
}
date
2546
deka_no
3688/2546
deka_running_no
3688
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "สุเทพ เจตนาการณ์กุล",
    "วรนาถ ภูมิถาวร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 145"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505",
        "sections": [
            "ม. 34"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "วัดธรรมนิมิตต์หรือธรรมนิมิตร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว บุญเยิ้ม เจริญผล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทวัดในพระพุทธศาสนาเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 977 ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี (เมือง) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่1 งาน 8 ตารางวา มีนายบุญชู ไชยวงศ์ และนางวาดหรือหวาด วรรัตน์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ปี 2497 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินบริเวณที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลนาป่า ตำบลบ้านสวน ตำบลบางทราย และตำบลหนองไม้แดง อำเภอเมืองชลบุรีจังหวัดชลบุรี เพื่อใช้ในราชการกองทัพบก ขณะที่ทางราชการกำลังดำเนินการเวนคืนอยู่นั้น เมื่อปี 2499 นายบุญชูและนางวาดอุทิศที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ดินจึงตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดโจทก์ จะโอนต่อไปได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติและห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ ที่ดินแปลงดังกล่าวถูกโอนต่อกันมาอีกหลายทอดจนถึงจำเลยทั้งสอง โดยผู้รับโอนทุกทอดทราบดีว่าได้มีการอุทิศที่ดินให้แก่โจทก์แล้วปี 2510 จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นแปลงย่อยอีก 108 แปลงคงเหลือเนื้อที่ ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา การโอนที่ดินดังกล่าวไม่ชอบเพราะมิได้โอนโดยพระราชบัญญัติที่ดินโฉนดเลขที่ 977 เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา จึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 977 ซึ่งเหลือเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา และครอบครองอยู่จึงเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยทั้งสองออกจากโฉนดเลขที่ 977ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี (เมือง) จังหวัดชลบุรี ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินและการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ กับให้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา และครอบครองอยู่จริง เดิมที่ดินโฉนดพิพาทมีเนื้อที่ 15ไร่ 2 งาน 26 ตารางวา เป็นของนายบุญคง ไชยวงศ์ และนางวาด วรรัตน์ บุคคลทั้งสองไม่เคยตกลงยกหรืออุทิศที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ และไม่เคยส่งมอบการครอบครองแก่โจทก์โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โดยจำเลยที่ 1 รับซื้อฝากจากนางสำเภา จิตรจรูญ แล้วนำมาขายต่อให้แก่จำเลยที่ 2 ครึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองโดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฟ้องอ้างว่าเดิมที่ดินโฉนดพิพาทเลขที่ 977ตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี (เมือง) จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ 1 งาน8 ตารางวา เป็นของนายบุญชู ไชยวงศ์ และนางวาดหรือหวาด วรรัตน์ เมื่อปี 2499นายบุญชูและนางวาดอุทิศที่ดินตามโฉนดดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทวัดในพระพุทธศาสนา มีผลทำให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ ต่อมาผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดได้โอนต่อกันอีกหลายทอดจนถึงจำเลยทั้งสองโดยผู้รับโอนทุกทอดทราบดีว่าได้มีการอุทิศที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว ปี 2510 จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยอีก108 แปลง คงเหลือเนื้อที่ดินในโฉนดพิพาทประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา การโอนที่ดินดังกล่าวไม่ชอบเพราะมิได้โอนโดยพระราชบัญญัติที่ดินโฉนดพิพาทเนื้อที่ประมาณ19 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา จึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาทซึ่งเหลือเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา และครอบครองอยู่จึงเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยทั้งสองออกจากโฉนดพิพาทและขับไล่ออกจากที่ดินพิพาท เห็นว่า หากเจ้าของเดิมในที่ดินตามโฉนดพิพาทอุทิศที่ดินตามโฉนดดังกล่าวให้แก่โจทก์และที่ดินตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การโอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์จะต้องกระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. 2505 มาตรา 34 คือ โอนกรรมสิทธิ์โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาแม้ที่ดินดังกล่าวจะได้มีการทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนต่อกันมาหลายทอดจนถึงจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองจดทะเบียนรับโอนมาแล้วจำเลยทั้งสองได้แบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยอีก 108 แปลง คงเหลือที่ดินตามโฉนดพิพาทประมาณ 1 ไร่ 1 งาน35 ตารางวา ซึ่งจำเลยทั้งสองมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดพิพาทและยังคงครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 35 ตารางวา เมื่อการโอนดังกล่าวมิได้กระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 จึงเป็นการโอนที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดพิพาทและขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยทั้งสองครอบครองอยู่ได้ โดยหาจำต้องฟ้องเจ้าของเดิมและผู้รับโอนคนก่อนจำเลยทั้งสองไม่ กรณีไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เนื่องจากประเด็นข้อนี้คู่ความมิได้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกขึ้นวินิจฉัยเอง และพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ จึงเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้พิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยตามประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์แล้วพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000942.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546