คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3879/2546 ฉบับเต็ม

#49498
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3879/2546 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นายสม ทำทอง โจทก์ นายอุทัย กันยาสุข จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 5, มาตรา 192, มาตรา 195 ป.วิ.พ. มาตรา 249 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ข้อแรกว่า การที่จำเลยเตะบริเวณแก้มของผู้ตายเป็นการเล็งเห็นผลว่าจะเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ ในข้อหาที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง และเป็นข้อหาที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลจะลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยเพียงแต่ใช้กำลังทำร้ายและต่อยผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ส่วนบาดแผลที่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จึงมิใช่กรณีที่ผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุพการีจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2) และโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ข้อที่สองที่ว่า จำเลยทำร้ายผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้ายและอุทธรณ์ข้อที่สามที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายในสถานหนัก ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อที่สองและข้อที่สามของโจทก์ร่วม จึงไม่ชอบ โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยกฎีกาของจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2540 เวลากลางวันจำเลยใช้กำลังทำร้ายเตะต่อยนายบุญเรือง ทำทอง ผู้ตาย ถูกบริเวณศีรษะและใบหน้าหลายครั้งโดยไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายแก่กายมีเลือดออกในช่องน้ำเลี้ยงสมอง มีภาวะตีบตันของทางเดินน้ำเลี้ยงสมอง สมองบวมและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายสม ทำทอง บิดาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2540 จำเลยใช้กำลังทำร้ายเตะและต่อยผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 ผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยบาดแผลที่ขมับด้านขวาซึ่งเป็นบาดแผลที่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจะเป็นบาดแผลที่ถูกจำเลยทำร้าย หรือเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นภายหลังจากนั้น ยกประโยชน์แห่งความสงสัยในส่วนนี้ให้แก่จำเลย คงลงโทษจำเลยฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามที่พิจารณาได้ความและเป็นความผิดอยู่ในตัวเอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคท้าย พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท การกระทำความผิดของจำเลยไม่ร้ายแรงนัก ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุก คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ข้อแรกว่า การที่จำเลยเตะบริเวณแก้มของผู้ตายเป็นการกระทำโดยเล็งเห็นผลว่าจะเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในข้อหาที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง และเป็นข้อหาที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลจะลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยเพียงแต่ใช้กำลังทำร้ายและต่อยผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ส่วนบาดแผลที่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยจึงมิใช่กรณีที่ผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุพการีของตนจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2) และโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ข้อที่สองที่ว่า จำเลยทำร้ายผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้ายและอุทธรณ์ข้อที่สามที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายในสถานหนัก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อที่สองและข้อที่สามของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยเนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกฎีกาของจำเลย (สมศักดิ์ เนตรมัย-ทองหล่อ โฉมงาม-ปรีดี รุ่งวิสัย) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีนี้คดีไม่อาจขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้ เนื่องจากโจทก์ร่วมอุทธรณ์ในข้อที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้องและเป็นข้อที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ กับโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 5(2) จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยกำหนดโทษจำคุกใหม่และไม่รอการลงโทษย่อมเป็นการไม่ชอบ จำเลยจะฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ว่าไม่เหมาะสมกับกระทำความผิดของจำเลยไม่ได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัย แต่จำเลยอาจฎีกาได้ว่าศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะโจทก์ร่วมอุทธรณ์ไม่ได้ดังเหตุผลข้างต้นอันเป็นการฎีกาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยไม่ชอบ มิใช่อุทธรณ์โต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้อันทำให้จำเลยได้รับผลตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเช่นเดียวกัน ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49498
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082044926"
    }
}
date
2546
deka_no
3879/2546
deka_running_no
3879
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "ปรีดี รุ่งวิสัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 192",
            "ม. 195"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "โจทก์ร่วม"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสม ทำทอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอุทัย กันยาสุข"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2540 เวลากลางวันจำเลยใช้กำลังทำร้ายเตะต่อยนายบุญเรือง ทำทอง ผู้ตาย ถูกบริเวณศีรษะและใบหน้าหลายครั้งโดยไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายแก่กายมีเลือดออกในช่องน้ำเลี้ยงสมอง มีภาวะตีบตันของทางเดินน้ำเลี้ยงสมอง สมองบวมและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสม ทำทอง บิดาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2540 จำเลยใช้กำลังทำร้ายเตะและต่อยผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 ผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยบาดแผลที่ขมับด้านขวาซึ่งเป็นบาดแผลที่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจะเป็นบาดแผลที่ถูกจำเลยทำร้าย หรือเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นภายหลังจากนั้น ยกประโยชน์แห่งความสงสัยในส่วนนี้ให้แก่จำเลย คงลงโทษจำเลยฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามที่พิจารณาได้ความและเป็นความผิดอยู่ในตัวเอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคท้าย พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท การกระทำความผิดของจำเลยไม่ร้ายแรงนัก ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุก คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ข้อแรกว่า การที่จำเลยเตะบริเวณแก้มของผู้ตายเป็นการกระทำโดยเล็งเห็นผลว่าจะเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในข้อหาที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง และเป็นข้อหาที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลจะลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยเพียงแต่ใช้กำลังทำร้ายและต่อยผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ส่วนบาดแผลที่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยจึงมิใช่กรณีที่ผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุพการีของตนจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2) และโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ข้อที่สองที่ว่า จำเลยทำร้ายผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้ายและอุทธรณ์ข้อที่สามที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายในสถานหนัก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อที่สองและข้อที่สามของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยเนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกฎีกาของจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีนี้คดีไม่อาจขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้ เนื่องจากโจทก์ร่วมอุทธรณ์ในข้อที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้องและเป็นข้อที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ กับโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 5(2) จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยกำหนดโทษจำคุกใหม่และไม่รอการลงโทษย่อมเป็นการไม่ชอบ จำเลยจะฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ว่าไม่เหมาะสมกับกระทำความผิดของจำเลยไม่ได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัย แต่จำเลยอาจฎีกาได้ว่าศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะโจทก์ร่วมอุทธรณ์ไม่ได้ดังเหตุผลข้างต้นอันเป็นการฎีกาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยไม่ชอบ มิใช่อุทธรณ์โต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้อันทำให้จำเลยได้รับผลตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเช่นเดียวกัน ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000940.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546