คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3074/2551 ฉบับเต็ม

#495420
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3074/2551 นายสุรัตน์ สารโย โจทก์ นายสมบูรณ์ แจ้งไพร กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 852, มาตรา 887 เมื่อจำเลยทำประกันภัยรถยนต์ไว้กับบริษัท ท. ความรับผิดของบริษัท ท. ต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียหายและเป็นบุคคลภายนอก เป็นความรับผิดตามสัญญาที่บริษัท ท. ทำไว้กับจำเลย อันมีลักษณะเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุน ซึ่งโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัท ท. ได้โดยตรง แต่จะเรียกร้องเกินไปกว่าจำนวนที่บริษัท ท. จะพึงต้องใช้ตามสัญญาไม่ได้ การที่โจทก์กับบริษัท ท. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ย่อมมีผลทำให้หนี้ของบริษัท ท. ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ดังกล่าวระงับสิ้นไปและเกิดหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่หนี้ซึ่งระงับไปเพราะเหตุดังกล่าวนี้คงมีผลทำให้หนี้ในมูลละเมิดที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ระงับไปด้วยเพียงเท่าที่บริษัท ท. ชำระให้แก่โจทก์เท่านั้น เพราะถือว่าเป็นการชำระในนามของจำเลยผู้เอาประกันภัย ดังนั้น หากยังมีความเสียหายในส่วนอื่นอันเกิดจากการกระทำละเมิด โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดได้ หาใช่ว่าสิทธิของโจทก์จะถูกจำกัดให้มีเพียงเท่าที่ปรากฏในสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ได้ทำไว้กับบริษัท ท. เท่านั้นไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2546 จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 8 ผ- 9399 กรุงเทพมหานคร ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความเร็วสูงและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง พุ่งเข้าชนท้ายรถยนต์แท็กซี่หมายเลขทะเบียน มข 1617 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ซึ่งขับอยู่ด้านหน้า เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์เสียหาย โจทก์นำรถยนต์เข้าอู่ซ่อมตั้งแต่วันเกิดเหตุ ซ่อมเสร็จวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 รวมเวลา 32 วัน โจทก์ไม่สามารถนำรถยนต์ออกขับรับจ้างในระหว่างนั้นได้ ทำได้โจทก์ขาดรายได้สุทธิวันละ 700 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 22,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดขับรถยนต์ชนท้ายรถยนต์ของโจทก์เสียหายจริง แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้เอาประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับไว้กับบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัดและโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าเสียหาย 18,000 บาท โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความไว้กับบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด แล้ว ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลละเมิดระงับไป ทั้งโจทก์ได้ให้สัญญาไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะไม่ติดใจเอาความทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อบริษัทและผู้เกี่ยวข้องอื่น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองอีก ค่าเสียหายตามฟ้องสูงเกินความจริง หากโจทก์นำรถยนต์ไปซ่อมที่อู่ซึ่งได้มาตรฐานจะซ่อมเสร็จภายใน 5 วัน การขับรถยนต์รับจ้างของโจทก์เมื่อหักค่าน้ำมันและค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์แล้วมีรายได้สุทธิเพียงวันละ 200 บาท ค่าเสียหายส่วนนี้มีไม่เกิน 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 16,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,200 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุรถยนต์ชนกันเกิดจากความความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถยนต์ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างจำเลยที่ 2 เอาประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับไว้กับบริษัทไทยศรีชูริคประกันภัย จำกัด ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ภายหลังเกิดเหตุโจทก์ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด โดยยอมรับค่าเสียหาย 18,000 บาท จากบริษัทดังกล่าว ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดรายได้จากการที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ในระหว่างทำการซ่อมจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อโจทก์ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลละเมิดย่อมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 หนี้ในมลูละเมิดระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงไม่มีอีกต่อไป โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำไว้กับบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด เท่านั้น จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า ความรับผิดของบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด ต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียหายและเป็นบุคคลภายนอกเป็นความรับผิดตามสัญญาที่บริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด ทำไว้กับจำเลยที่ 2 อันมีลักษณะเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุน ซึ่งโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัดได้โดยตรง แต่จะเรียกร้องเกินไปกว่าจำนวนที่บริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด จะพึงต้องใช้ตามสัญญาไม่ได้ การที่โจทก์กับบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ย่อมมีผลทำให้หนี้ของบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ดังกล่าวระงับสิ้นไปและเกิดหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่หนี้ซึ่งระงับไปเพราะเหตุดังกล่าวนี้คงมีผลทำให้หนี้ในมูลละเมิดที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์ระงับไปด้วยเพียงเท่าที่บริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด ชำระให้แก่โจทก์เท่านั้น เพราะถือว่าเป็นการชำระในนามของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย ดังนั้น หากยังมีความเสียหายในส่วนอื่นอันเกิดจากการกระทำละเมิด โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดได้ หาใช่ว่าสิทธิของโจทก์จะถูกจำกัดให้มีเพียงเท่าที่ปรากฏในสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ได้ทำไว้กับบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด เท่านั้นไม่ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อไปว่า เงินจำนวน 18,000 บาท ที่โจทก์ได้รับไปจากบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด เป็นค่าเสียหายซึ่งรวมค่าขาดรายได้ที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถยนต์อยู่ด้วยแล้ว เพราะถือได้ว่าเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์นั้น เห็นว่า แม้หากจะถือว่าค่าขาดรายได้ที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถยนต์เป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งของความเสียหายต่อทรัพย์สินดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาก็ตาม แต่เหตุเพียงเท่านี้ก็มิได้บ่งชี้ว่าบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด ได้ชดใช้ค่าขาดรายได้ที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถยนต์รวมอยู่ในค่าเสียหาย 18,000 บาท นั้นแล้วหรือไม่ เมื่อข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้ระบุชัดแจ้งว่าเงินจำนวน 18,000 บาท ที่โจทก์ตกลงยอมรับจากบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด เพื่อระงับข้อพิพาทที่มีต่อกันนั้น เป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายในส่วนใดบ้าง การวินิจฉัยปัญหานี้จึงต้องฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบถึงเจตนาในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความมาประกอบการวินิจฉัยด้วย มิใช่จะวินิจฉัยได้โดยเพียงแต่พิเคราะห์ถ้อยคำในสัญญาซึ่งศาลชั้นต้นฟังตามที่โจทก์นำสืบว่าบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด ชดใช้ค่าเสียหาย 18,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อเป็นค่าซ่อมค่าซ่อมรถยนต์เท่านั้น ไม่รวมถึงค่าขาดรายได้ที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถยนต์ และศาลอุทธรณ์ไม่ได้ฟังเป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้โดยเนื้อแท้จึงเป็นการโต้เถียงให้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นเพื่อนำไปสู่ปัญหาในเรื่องการตีความสัญญา ผลเท่ากับเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดรายได้ที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถยนต์ในระหว่างทำการซ่อม จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 400 บาท แทนโจทก์ (ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-ชาลี ทัพภวิมล-คำนวน เทียมสอาด) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
495420
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082010238"
    }
}
date
2551
deka_no
3074/2551
deka_running_no
3074
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "คำนวน เทียมสอาด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 852",
            "ม. 887"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุรัตน์ สารโย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมบูรณ์ แจ้งไพร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2546 จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 8 ผ- 9399 กรุงเทพมหานคร ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความเร็วสูงและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง พุ่งเข้าชนท้ายรถยนต์แท็กซี่หมายเลขทะเบียน มข 1617 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ซึ่งขับอยู่ด้านหน้า เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์เสียหาย โจทก์นำรถยนต์เข้าอู่ซ่อมตั้งแต่วันเกิดเหตุ ซ่อมเสร็จวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 รวมเวลา 32 วัน โจทก์ไม่สามารถนำรถยนต์ออกขับรับจ้างในระหว่างนั้นได้ ทำได้โจทก์ขาดรายได้สุทธิวันละ 700 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 22,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดขับรถยนต์ชนท้ายรถยนต์ของโจทก์เสียหายจริง แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้เอาประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับไว้กับบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัดและโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าเสียหาย 18,000 บาท โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความไว้กับบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด แล้ว ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลละเมิดระงับไป ทั้งโจทก์ได้ให้สัญญาไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะไม่ติดใจเอาความทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อบริษัทและผู้เกี่ยวข้องอื่น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองอีก ค่าเสียหายตามฟ้องสูงเกินความจริง หากโจทก์นำรถยนต์ไปซ่อมที่อู่ซึ่งได้มาตรฐานจะซ่อมเสร็จภายใน 5 วัน การขับรถยนต์รับจ้างของโจทก์เมื่อหักค่าน้ำมันและค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์แล้วมีรายได้สุทธิเพียงวันละ 200 บาท ค่าเสียหายส่วนนี้มีไม่เกิน 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 16,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,200 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุรถยนต์ชนกันเกิดจากความความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถยนต์ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างจำเลยที่ 2 เอาประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับไว้กับบริษัทไทยศรีชูริคประกันภัย จำกัด ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ภายหลังเกิดเหตุโจทก์ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด โดยยอมรับค่าเสียหาย 18,000 บาท จากบริษัทดังกล่าว ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดรายได้จากการที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ในระหว่างทำการซ่อมจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อโจทก์ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลละเมิดย่อมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 หนี้ในมลูละเมิดระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงไม่มีอีกต่อไป โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำไว้กับบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด เท่านั้น จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า ความรับผิดของบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด ต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียหายและเป็นบุคคลภายนอกเป็นความรับผิดตามสัญญาที่บริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด ทำไว้กับจำเลยที่ 2 อันมีลักษณะเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุน ซึ่งโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัดได้โดยตรง แต่จะเรียกร้องเกินไปกว่าจำนวนที่บริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด จะพึงต้องใช้ตามสัญญาไม่ได้ การที่โจทก์กับบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ย่อมมีผลทำให้หนี้ของบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ดังกล่าวระงับสิ้นไปและเกิดหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่หนี้ซึ่งระงับไปเพราะเหตุดังกล่าวนี้คงมีผลทำให้หนี้ในมูลละเมิดที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์ระงับไปด้วยเพียงเท่าที่บริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด ชำระให้แก่โจทก์เท่านั้น เพราะถือว่าเป็นการชำระในนามของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย ดังนั้น หากยังมีความเสียหายในส่วนอื่นอันเกิดจากการกระทำละเมิด โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดได้ หาใช่ว่าสิทธิของโจทก์จะถูกจำกัดให้มีเพียงเท่าที่ปรากฏในสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ได้ทำไว้กับบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด เท่านั้นไม่

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อไปว่า เงินจำนวน 18,000 บาท ที่โจทก์ได้รับไปจากบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด เป็นค่าเสียหายซึ่งรวมค่าขาดรายได้ที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถยนต์อยู่ด้วยแล้ว เพราะถือได้ว่าเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์นั้น เห็นว่า แม้หากจะถือว่าค่าขาดรายได้ที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถยนต์เป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งของความเสียหายต่อทรัพย์สินดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาก็ตาม แต่เหตุเพียงเท่านี้ก็มิได้บ่งชี้ว่าบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด ได้ชดใช้ค่าขาดรายได้ที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถยนต์รวมอยู่ในค่าเสียหาย 18,000 บาท นั้นแล้วหรือไม่ เมื่อข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้ระบุชัดแจ้งว่าเงินจำนวน 18,000 บาท ที่โจทก์ตกลงยอมรับจากบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด เพื่อระงับข้อพิพาทที่มีต่อกันนั้น เป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายในส่วนใดบ้าง การวินิจฉัยปัญหานี้จึงต้องฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบถึงเจตนาในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความมาประกอบการวินิจฉัยด้วย มิใช่จะวินิจฉัยได้โดยเพียงแต่พิเคราะห์ถ้อยคำในสัญญาซึ่งศาลชั้นต้นฟังตามที่โจทก์นำสืบว่าบริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด ชดใช้ค่าเสียหาย 18,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อเป็นค่าซ่อมค่าซ่อมรถยนต์เท่านั้น ไม่รวมถึงค่าขาดรายได้ที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถยนต์ และศาลอุทธรณ์ไม่ได้ฟังเป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้โดยเนื้อแท้จึงเป็นการโต้เถียงให้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นเพื่อนำไปสู่ปัญหาในเรื่องการตีความสัญญา ผลเท่ากับเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดรายได้ที่โจทก์ไม่ได้ใช้รถยนต์ในระหว่างทำการซ่อม จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 400 บาท แทนโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000625.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551