คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2313/2552 ฉบับเต็ม

#495446
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2313/2552 พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า โจทก์ นายดิษฐพงศ์ โชคคณาพิทักษ์ กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 5 วรรคสอง, มาตรา 9 ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดอ้างว่ามีสิทธิหรือได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติใดอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงกำหนดป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับ ให้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายในกำหนด 90 วันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับ..." และมาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้" ดังนั้น เมื่อกฎกระทรวงฉบับที่ 597 (พ.ศ.2516) ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วจึงย่อมมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายและถือได้ว่าจำเลยทั้งสองหรือผู้ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุเจ้าของเดิมสามารถใช้สิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ มิใช่นับแต่มีการปิดประกาศสำเนากฎกระทรวงและแผนที่ท้ายกฎกระทรวงดังกล่าวให้ราษฎรทราบตามมาตรา 9 แต่อย่างใด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31, 35 และสั่งให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง, 35 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี และปรับคนละ 80,000 บาท โทษจำคุกเห็นควรรอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 28, 30 และให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอยู่นอกที่ดินตามรูปที่ดินที่ปรากฏในหนังสือแจ้งการครอบครอง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันเข้าไปปลูกสร้างอาคารที่พักอาศัย 33 หลัง ทั้งสร้างเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างก่อสร้าง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองหรือผู้ครอบครองที่ดินเจ้าของเดิมสามารถใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า กฎกระทรวงฉบับที่ 597 (พ.ศ.2516) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ให้ป่าเกาะระเป็นป่าสงวนแห่งชาติลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 90 ตอนที่ 147 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2516 ซึ่งตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดอ้างว่ามีสิทธิหรือได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติใดอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงกำหนดป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับ ให้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับ ถ้าไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนดดังกล่าว ให้ถือว่าสละสิทธิหรือประโยชน์นั้น" โดยครบกำหนด 90 วัน ภายในวันที่ 19 มีนาคม 2517 แต่ปรากฏว่ามีการปิดประกาศกฎกระทรวงดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2531 ทำให้ราษฎรในพื้นที่ไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้ เพราะล่วงเลยมา 15 ปี แล้วนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กฎกระทรวงนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้" ดังนั้น เมื่อกฎกระทรวงฉบับที่ 597 (พ.ศ.2516) ดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงย่อมมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายและถือได้ว่าจำเลยทั้งสองหรือผู้ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุเจ้าของเดิมสามารถใช้สิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ มิใช่นับแต่มีการปิดประกาศสำเนากฎกระทรวงและแผนที่ท้ายกฎกระทรวงดังกล่าวให้ราษฎรได้ทราบแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้อง สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (มนูพงศ์ รุจิกัณหะ-สบโชค สุขารมณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) ศาลจังหวัดตะกั่วป่า - นางสาวสุรพี ลาภธนาพงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก สิ่งแวดล้อม หมายเลขคดีดำศาลฎีกา สว.(อ)114/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ531/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ50/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
495446
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตะกั่วป่า",
        "judge": "นางสาวสุรพี ลาภธนาพงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082003799"
    }
}
date
2552
deka_no
2313/2552
deka_running_no
2313
deka_year
2552
department
สิ่งแวดล้อม
judges
[
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ",
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507",
        "sections": [
            "ม. 5 วรรคสอง",
            "ม. 9"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายดิษฐพงศ์ โชคคณาพิทักษ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31, 35 และสั่งให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง, 35 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี และปรับคนละ 80,000 บาท โทษจำคุกเห็นควรรอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 28, 30 และให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอยู่นอกที่ดินตามรูปที่ดินที่ปรากฏในหนังสือแจ้งการครอบครอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันเข้าไปปลูกสร้างอาคารที่พักอาศัย 33 หลัง ทั้งสร้างเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างก่อสร้าง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองหรือผู้ครอบครองที่ดินเจ้าของเดิมสามารถใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า กฎกระทรวงฉบับที่ 597 (พ.ศ.2516) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ให้ป่าเกาะระเป็นป่าสงวนแห่งชาติลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 90 ตอนที่ 147 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2516 ซึ่งตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดอ้างว่ามีสิทธิหรือได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติใดอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงกำหนดป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับ ให้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับ ถ้าไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนดดังกล่าว ให้ถือว่าสละสิทธิหรือประโยชน์นั้น" โดยครบกำหนด 90 วัน ภายในวันที่ 19 มีนาคม 2517 แต่ปรากฏว่ามีการปิดประกาศกฎกระทรวงดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2531 ทำให้ราษฎรในพื้นที่ไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้ เพราะล่วงเลยมา 15 ปี แล้วนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กฎกระทรวงนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้" ดังนั้น เมื่อกฎกระทรวงฉบับที่ 597 (พ.ศ.2516) ดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงย่อมมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายและถือได้ว่าจำเลยทั้งสองหรือผู้ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุเจ้าของเดิมสามารถใช้สิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ มิใช่นับแต่มีการปิดประกาศสำเนากฎกระทรวงและแผนที่ท้ายกฎกระทรวงดังกล่าวให้ราษฎรได้ทราบแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้อง สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ531/2547
primary_red_case_no
อ50/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000568.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
สว.(อ)114/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552