คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3656/2551 ฉบับเต็ม

#495537
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3656/2551 นาวาตรีศรเสก การพลาเกษ โดยนางศุภาวรรณหรืออรวรรณ การพลาเกษ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นายสุข ผลาเกษ โดยนายสมศักดิ์ ผลาเกษ นายไพรวัลย์ ผลาเกษ นายโกสุม ผลาเกษ นางสาวโสภา ผลาเกษ และนายอาทิตย์ ผลาเกษ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1375 เดิมจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยได้ขออาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกอยู่ก่อนในที่ดินพิพาทต่อไป โจทก์ตกลงยินยอมโดยไม่ได้คิดค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่พิพาทตามคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน จำเลยได้ไปยื่นคำขอคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน ดังนี้เป็นการโต้แย้งคัดค้านสิทธิครอบครองของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 แล้ว โจทก์ก็จะต้องฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนการครอบครอง สำนักงานที่ดินจังหวัดตราดเพิ่งมีหนังสือแจ้งเรื่องที่จำเลยคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทราบเมื่อ 17 มีนาคม 2535 จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบเรื่องที่จำเลยไปคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินเมื่อหนังสือดังกล่าวไปถึงโจทก์ โจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จึงไม่เกินระยะเวลา 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และห้ามจำเลยมิให้เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 251/108 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เป็นของจำเลย ให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว เป็น จำเลยเป็นผู้ได้สิทธิครอบครอง หากโจทก์ไม่ปฎิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เมื่อปี 2515 จำเลยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการครอบครองแทนโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายสมศักดิ์ นายไพรวัลย์ นายโกสุม นางสาวโสภา และนายอาทิตย์ บุตรของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ถึงแก่ความตาย นางศุภวรรณ หรืออรวรรณ ซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของโจทก์ตามคำสั่งศาลยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลย นางวิหร่า และโจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันตามลำดับ บิดาได้เสียชีวิตไปก่อน ต่อมาปี 2490 มารดาเสียชีวิต หลังจากนั้นจำเลยครอบครองดูแลทรัพย์มรดกทั้งหมดรวมทั้งที่ดินพิพาท เมื่อปี 2498 จำเลยเป็นผู้แจ้งการครอบครองที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทเนื้อที่ 32 ไร่ ต่อมาปี 2515 จำเลยขอออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์เนื้อที่ 28 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ครั้นวันที่ 12 ธันวาคม 2515 จำเลยแบ่งขายที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 24 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวา ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในราคา 2,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยยังอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทต่อไป ส่วนโจทก์รับราชการอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาท วันที่ 23 ธันวาคม 2531 โจทก์ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาท วันที่ 27 กรกฎาคม 2532 จำเลยได้ยื่นคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินที่พิพาททั้งแปลง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทจำเลยมาขอปลูกบ้านอยู่อาศัยชั่วคราวเพราะเป็นญาติพี่น้องกัน เนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้อง ต่อมาโจทก์ประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้จำเลยและบริวารออกไป โดยได้แนบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทและแผนที่สังเขปแสดงบ้านที่จำเลยปลูกอาศัยในที่ดินพิพาทท้ายคำฟ้องอีกด้วย เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาแล้วว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยสิทธิเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ คือการที่จำเลยและบริวารไม่ยอมออกไปจากที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ที่ปลูกบ้านอาศัยอยู่ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ คำฟ้องจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยอาศัยชั่วคราวอย่างไรทำการสิ่งใดในที่ดินพิพาทแค่ไหน เพียงใดและตั้งแต่เมื่อใด และที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นอย่างไร ตามที่จำเลยฎีกาก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลืบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อต่อไปมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครบอครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ที่พิพาท ในปัญหาข้อนี้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยต่างนำสืบว่า ตนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยและจำเลยส่งมอบการครอบครองให้โจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยขอพักอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกสร้างในที่ดินพิพาทและขออนุญาตทำนาในที่ดินพิพาทโจทก์ยินยอมโดยไม่ได้คิดค่าตอบแทนใดและมีพยานโจทก์ปากอื่นที่เคยไปช่วยโจทก์ปลูกต้นไม้ในที่ดินพิพาทมาเบิกความสนับสนุน ส่วนจำเลยมีนายบวร บุตรนางวิหร่าและนายสมศักดิ์ บุตรจำเลยเบิกความว่าจำเลยจะยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่ทางที่ว่าการอำเภอบอกว่ายุ่งยากให้ทำเป็นซื้อขายโดยจำเลยมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องปรับปรุงที่นาให้เป็นสวน แต่โจทก์ไม่ได้ปรับปรุงจำเลยจึงปรับปรุงเองโดยปลูกต้นมะพร้าว ต้นขนุน และขุดบ่อเลี้ยงปลา โจทก์ไม่เคยเข้ามาครองครองหรือยุ่งเกี่ยวหรือห้ามจำเลย ต่อมาที่ดินมีราคาสูงขึ้นโจทก์จึงไปขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยได้ไปคัดค้าน และจำเลยมีพยานที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงที่ดินพิพาทมายืนยันว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ดังนี้ คำเบิกความของพยานแต่ละฝ่ายยันคำกัน แต่ฝ่ายจำเลยนำสืบยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ นอกเหนือจากที่ต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ประกอบกับตามสำเนาบันทึกถ้อยคำจำเลย ซึ่งจำเลยไปทำคำขอคัดค้านการออกโฉนดที่ดินที่พิพาทเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2532 ว่า เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) จำเลยครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อน ต่อมาประมาณปี 2515 จำเลยนำที่ดินแปลงดังกล่าวไปรังวัดแบ่งแยกให้โจทก์ ซึ่งเป็นน้องชายโดยไม่ได้กันเอาที่ดินส่วนที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยออกจากที่ดินพิพาทเนื่องจากเข้าใจว่าเป็นพี่น้องกันคงพูดจากันรู้เรื่อง คงจะไม่มีปัญหาอะไร จึงมิได้ติดใจคิดจะแบ่งแยกที่ดินออกจากที่ดินของโจทก์นั้น ซึ่งบันทึกดังกล่าวเจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้บันทึกถ้อยคำและจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้ถ้อยคำไว้ เป็นการแสดงว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ผู้รับโอนแล้ว โดยไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนแต่อย่างใด แต่เนื่องจากเป็นพี่น้องกัน จำเลยขออาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกอยู่ก่อนในที่ดินพิพาทต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่าหลังจากโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยแล้ว จำเลยขออาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทและโจทก์ตกลงยินยอมโดยไม่ได้คิดค่าตอบแทน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์เป็นเพียงยึดถือที่ดินพิพาทไว้แทนโจทก์เท่านั้น โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อสุดท้ายว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ โจทก์มีนายวีรพงษ์ และนายบำรุง เจ้าพนักงานที่ดินเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2531 โจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่พิพาทตามคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2532 จำเลยได้ไปยื่นคำขอคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน นายบำรุงเป็นผู้ออกหนังสือลงวันที่ 17 มีนาคม 2535 แจ้งจำเลยและโจทก์ให้ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดตราดในวันที่ 30 มีนาคม 2535 เพื่อทำการสอบสวนเปรียบเทียบก่อนออกโฉนดที่ดิน เมื่อถึงวันนัดโจทก์มา ส่วนจำเลยไม่มา จึงได้บันทึกถ้อยคำโจทก์ไปฝ่ายเดียว เห็นว่า นายวีรพงษ์และนายบำรุงพยานโจทก์ต่างเบิกความประกอบพยานเอกสารดังกล่าวในเรื่องที่รู้เห็นจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด ย่อมมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อโจทก์นำรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยซึ่งครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้วได้ไปโต้แย้งคัดค้านสิทธิครอบครอง ดังนี้ เป็นการโต้แย้งคัดค้านสิทธิครอบครองของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 แล้ว แต่สำนักงานที่ดินจังหวัดตราดเพิ่งมีหนังสือแจ้งเรื่องที่จำเลยคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2535 จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบเรื่องที่จำเลยไปคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินเมื่อหนังสือดังกล่าวไปถึงโจทก์ โจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วจึงไม่เกินระยะเวลา 1 ปี ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อปี 2532 นายอำเภอคลองใหญ่มีหนังสือให้โจทก์เสียภาษีบำรุงท้องที่โจทก์ต้องทราบว่าจำเลยไม่เคยเสียภาษีมาก่อนและถูกแย่งการครอบครองตั้งแต่ปี 2532 หรือเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2533 (ที่ถูกวันที่ 25 กันยายน 2533) โจทก์ยื่นคำขอตรวจและถ่ายเอกสารหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากจำเลยได้ยื่นคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ โจทก์ต้องทราบการคัดค้านในวันดังกล่าวแล้วหรือโจทก์ทราบถึงการถูกแย่งการครอบครองมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2518 ที่จำเลยอนุญาตให้ทางราชการตัดถนนผ่านที่ดินพิพาท ข้อฎีกาของจำเลยดังกล่าวล้วนเป็นการอ้างเหตุหรือข้ออ้างที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ถึงแม้มีประเด็นที่อ้างเหตุนั้นก็เฉพาะในเรื่องที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในตอนต้นของปัญหาข้อนี้เท่านั้น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน (มนูพงศ์ รุจิกัณหะ-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-วีระชาติ เอี่ยมประไพ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้มีข้อสังเกต 2 ประการ คือ 1. การฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ถูกแย่งการครอบครองหรือนับแต่วันรู้ หากพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1735 วรรคสอง บัญญัติว่า "...ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวน" จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แสดงว่า ไม่คำนึงถึงการรู้ถึงการถูกรบกวนหรือแย่งการครอบครองหรือไม่ ดังนั้น แม้เจ้าของผู้ครอบครองไม่รู้ว่าถูกแย่งการครอบครองก็ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่ถูกรบกวนหรือถูกแย่งการครอบครองหากเกินกำหนดก็ไม่มีสิทธิฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2533 วินิจฉัยว่า แม้ฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทำการปลูกมะพร้าวในที่พิพาทนับร้อยต้น ย่อมแสดงว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทอย่างเป็นเจ้าของ เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ มีลักษณะเป็นการแย่งการครอบครองแล้ว จำเลยปลูกต้นมะพร้าวในที่พิพาทตั้งแต่ก่อนกลางปี พ.ศ.2525 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2526 จึงเกิน 1 ปี นับแต่จำเลยแย่งการครอบครอง แม้ฟังว่าพนักงานโจทก์เคยไปที่พิพาทพบน้องสาวจำเลย น้องสาวจำเลยไม่ยอมบอกว่ากระต๊อบที่จำเลยปลูกในที่พิพาทเป็นของใครและไม่ยอมบอกว่าใครเป็นคนปลูกมะพร้าว น้องสาวจำเลยยังบอกด้วยว่าตนมาอาศัยเลี้ยงหอยเท่านั้น การกระทำของน้องสาวย่อมมิใช่การกระทำของจำเลย จะถือว่าจำเลยไม่กล้าเปิดเผยเจตนาแย่งการครอบครองและยอมรับอำนาจในการครอบครองที่พิพาทของโจทก์ย่อมมิได้ ทั้งการแย่งการครอบครองนั้น ข้อสำคัญอยู่ที่มีการแสดงเจตนาเป็นเจ้าของจะเป็นไปโดยเปิดเผยหรือไม่ ย่อมมิใช่ข้อสำคัญ จำเลยมิได้ครอบครองที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์หรือน้องสาวของจำเลยมาก่อน จำเลยจึงไม่จำต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยังโจทก์ ทั้งในการแย่งการครอบครองไม่จำเป็นที่ผู้เป็นเจ้าของที่ดินจะต้องทราบว่าตนเองถูกแย่งการครอบครอง แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ วินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยได้ไปยื่นคำขอคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2535 จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบเรื่องที่จะขอไปคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดิน เมื่อหนังสือดังกล่าวไปถึงโจทก์ โจทก์ทราบเรื่องหลังจากโจทก์ฟ้องคดีแล้ว จึงไม่เกินระยะเวลา 1 ปี จึงมีข้อพิจารณาว่า คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2533 และบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ ความจริงแล้วไม่ขัดกัน โดยมีข้อสังเกต ดังนี้ (ก) หากที่ดินที่เจ้าของสิทธิครอบครองด้วยตนเอง หากมีผู้มาแย่งหรือรบกวนการครอบครอง กรณีนี้จะต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่ถูกรบกวนการครอบครองตรงตามตัวบท และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2533 (ข) หากเจ้าของสิทธิครอบครองให้บุคคลอื่นเข้าอยู่อาศัยหรือครอบครองแทนต้องพิจารณาว่า (1) ผู้ครอบครองแทนแสดงเจตนาเปลี่ยนการครอบครองโดยตรงหรือโดยปริยายแก่เจ้าของสิทธิครอบครอง กรณีนี้ยังต้องฟ้องเรียกคืนภายใน 1 ปี นับแต่ได้รับแจ้งจากผู้ครอบครองแทน (2) ผู้ครอบครองแทนแสดงเจตนาเปลี่ยนการครอบครองต่อคนอื่น โดยผู้มีสิทธิครอบครองไม่รู้ กรณีนี้ ผู้มีสิทธิครอบครองไม่อาจตั้งต้นว่าจะฟ้องคดีเมื่อใดเนื่องจากไม่รู้ว่าผู้ครอบครองแทนเปลี่ยนเจตนายึดถือ จึงควรให้เจ้าของสิทธิครอบครองรับรู้ก่อนจึงจะเริ่มนับระยะเวลา เช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ 2. การคัดค้านการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก. หรือ น.ส.3) หรือออกโฉนด เป็นการแย่งการครอบครองหรือไม่ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้เป็นแนวทางดังนี้ 2.1 การที่เจ้าของสิทธิครอบครองขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ผู้ครอบครองแทนคัดค้าน เป็นการแสดงว่าผู้ครอบครองแทนเปลี่ยนการแสดงเจตนาครอบครองแทนเป็นครอบครองเพื่อตนเองแล้ว เช่นคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ 2.2 ผู้ครอบครองแทนไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือแจ้งการครอบครอง เจ้าของสิทธิครอบครองไปคัดค้าน ไม่ถือเป็นการรบกวนการครอบครองหรือแย่งการครอบครอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1054/2519 จำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าที่พิพาทบางส่วนของโจทก์ได้ 1 เดือน 4 วัน และจำเลยที่ 1 ไปแจ้งการครอบครองว่าที่พิพาทเป็นของตน ต่อมาอีก 1 เดือน 8 วัน จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาท การยื่นคำขอต่อนายอำเภอเพียงเท่านี้แม้โจทก์ทราบและคัดค้าน ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้บอกกล่าวไปยังโจทก์แล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่เจตนาจะยึดถือที่พิพาทแทนโจทก์ในฐานะผู้เช่าต่อไป จำเลยหาได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเพื่อตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1318 ไม่ ความจริงแล้ว ไม่น่าจะแตกต่างกันระหว่างว่าใครเป็นผู้แจ้งการครอบครองหรือขอออกหลักฐานในที่ดิน ผู้ครอบครองแทนเสียอีกที่ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น่าจะเห็นได้ว่าเป็นการรบกวนการครอบครองชัดแจ้งกว่าการคัดค้านการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของผู้ครอบครองแทน ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
495537
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009795"
    }
}
date
2551
deka_no
3656/2551
deka_running_no
3656
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1375"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นาวาตรีศรเสก การพลาเกษ โดยนางศุภาวรรณหรืออรวรรณ"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "การพลาเกษ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายสุข ผลาเกษ โดยนายสมศักดิ์ ผลาเกษ"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายไพรวัลย์ ผลาเกษ นายโกสุม ผลาเกษ"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางสาวโสภา ผลาเกษ และนายอาทิตย์ ผลาเกษ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และห้ามจำเลยมิให้เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 251/108 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เป็นของจำเลย ให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว เป็น จำเลยเป็นผู้ได้สิทธิครอบครอง หากโจทก์ไม่ปฎิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เมื่อปี 2515 จำเลยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการครอบครองแทนโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายสมศักดิ์ นายไพรวัลย์ นายโกสุม นางสาวโสภา และนายอาทิตย์ บุตรของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ถึงแก่ความตาย นางศุภวรรณ หรืออรวรรณ ซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของโจทก์ตามคำสั่งศาลยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลย นางวิหร่า และโจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันตามลำดับ บิดาได้เสียชีวิตไปก่อน ต่อมาปี 2490 มารดาเสียชีวิต หลังจากนั้นจำเลยครอบครองดูแลทรัพย์มรดกทั้งหมดรวมทั้งที่ดินพิพาท เมื่อปี 2498 จำเลยเป็นผู้แจ้งการครอบครองที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทเนื้อที่ 32 ไร่ ต่อมาปี 2515 จำเลยขอออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์เนื้อที่ 28 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ครั้นวันที่ 12 ธันวาคม 2515 จำเลยแบ่งขายที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 24 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวา ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในราคา 2,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยยังอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทต่อไป ส่วนโจทก์รับราชการอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาท วันที่ 23 ธันวาคม 2531 โจทก์ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาท วันที่ 27 กรกฎาคม 2532 จำเลยได้ยื่นคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินที่พิพาททั้งแปลง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทจำเลยมาขอปลูกบ้านอยู่อาศัยชั่วคราวเพราะเป็นญาติพี่น้องกัน เนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้อง ต่อมาโจทก์ประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้จำเลยและบริวารออกไป โดยได้แนบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทและแผนที่สังเขปแสดงบ้านที่จำเลยปลูกอาศัยในที่ดินพิพาทท้ายคำฟ้องอีกด้วย เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาแล้วว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยสิทธิเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ คือการที่จำเลยและบริวารไม่ยอมออกไปจากที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ที่ปลูกบ้านอาศัยอยู่ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ คำฟ้องจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยอาศัยชั่วคราวอย่างไรทำการสิ่งใดในที่ดินพิพาทแค่ไหน เพียงใดและตั้งแต่เมื่อใด และที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นอย่างไร ตามที่จำเลยฎีกาก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลืบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครบอครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ที่พิพาท ในปัญหาข้อนี้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยต่างนำสืบว่า ตนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยและจำเลยส่งมอบการครอบครองให้โจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยขอพักอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกสร้างในที่ดินพิพาทและขออนุญาตทำนาในที่ดินพิพาทโจทก์ยินยอมโดยไม่ได้คิดค่าตอบแทนใดและมีพยานโจทก์ปากอื่นที่เคยไปช่วยโจทก์ปลูกต้นไม้ในที่ดินพิพาทมาเบิกความสนับสนุน ส่วนจำเลยมีนายบวร บุตรนางวิหร่าและนายสมศักดิ์ บุตรจำเลยเบิกความว่าจำเลยจะยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่ทางที่ว่าการอำเภอบอกว่ายุ่งยากให้ทำเป็นซื้อขายโดยจำเลยมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องปรับปรุงที่นาให้เป็นสวน แต่โจทก์ไม่ได้ปรับปรุงจำเลยจึงปรับปรุงเองโดยปลูกต้นมะพร้าว ต้นขนุน และขุดบ่อเลี้ยงปลา โจทก์ไม่เคยเข้ามาครองครองหรือยุ่งเกี่ยวหรือห้ามจำเลย ต่อมาที่ดินมีราคาสูงขึ้นโจทก์จึงไปขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยได้ไปคัดค้าน และจำเลยมีพยานที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงที่ดินพิพาทมายืนยันว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ดังนี้ คำเบิกความของพยานแต่ละฝ่ายยันคำกัน แต่ฝ่ายจำเลยนำสืบยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ นอกเหนือจากที่ต่อสู้ไว้ในคำให้การว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา ประกอบกับตามสำเนาบันทึกถ้อยคำจำเลย ซึ่งจำเลยไปทำคำขอคัดค้านการออกโฉนดที่ดินที่พิพาทเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2532 ว่า เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) จำเลยครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อน ต่อมาประมาณปี 2515 จำเลยนำที่ดินแปลงดังกล่าวไปรังวัดแบ่งแยกให้โจทก์ ซึ่งเป็นน้องชายโดยไม่ได้กันเอาที่ดินส่วนที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยออกจากที่ดินพิพาทเนื่องจากเข้าใจว่าเป็นพี่น้องกันคงพูดจากันรู้เรื่อง คงจะไม่มีปัญหาอะไร จึงมิได้ติดใจคิดจะแบ่งแยกที่ดินออกจากที่ดินของโจทก์นั้น ซึ่งบันทึกดังกล่าวเจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้บันทึกถ้อยคำและจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้ถ้อยคำไว้ เป็นการแสดงว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ผู้รับโอนแล้ว โดยไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนแต่อย่างใด แต่เนื่องจากเป็นพี่น้องกัน จำเลยขออาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกอยู่ก่อนในที่ดินพิพาทต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่าหลังจากโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยแล้ว จำเลยขออาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทและโจทก์ตกลงยินยอมโดยไม่ได้คิดค่าตอบแทน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์เป็นเพียงยึดถือที่ดินพิพาทไว้แทนโจทก์เท่านั้น โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ โจทก์มีนายวีรพงษ์ และนายบำรุง เจ้าพนักงานที่ดินเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2531 โจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่พิพาทตามคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2532 จำเลยได้ไปยื่นคำขอคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน นายบำรุงเป็นผู้ออกหนังสือลงวันที่ 17 มีนาคม 2535 แจ้งจำเลยและโจทก์ให้ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดตราดในวันที่ 30 มีนาคม 2535 เพื่อทำการสอบสวนเปรียบเทียบก่อนออกโฉนดที่ดิน เมื่อถึงวันนัดโจทก์มา ส่วนจำเลยไม่มา จึงได้บันทึกถ้อยคำโจทก์ไปฝ่ายเดียว เห็นว่า นายวีรพงษ์และนายบำรุงพยานโจทก์ต่างเบิกความประกอบพยานเอกสารดังกล่าวในเรื่องที่รู้เห็นจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด ย่อมมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อโจทก์นำรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยซึ่งครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้วได้ไปโต้แย้งคัดค้านสิทธิครอบครอง ดังนี้ เป็นการโต้แย้งคัดค้านสิทธิครอบครองของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 แล้ว แต่สำนักงานที่ดินจังหวัดตราดเพิ่งมีหนังสือแจ้งเรื่องที่จำเลยคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2535 จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบเรื่องที่จำเลยไปคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินเมื่อหนังสือดังกล่าวไปถึงโจทก์ โจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วจึงไม่เกินระยะเวลา 1 ปี ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อปี 2532 นายอำเภอคลองใหญ่มีหนังสือให้โจทก์เสียภาษีบำรุงท้องที่โจทก์ต้องทราบว่าจำเลยไม่เคยเสียภาษีมาก่อนและถูกแย่งการครอบครองตั้งแต่ปี 2532 หรือเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2533 (ที่ถูกวันที่ 25 กันยายน 2533) โจทก์ยื่นคำขอตรวจและถ่ายเอกสารหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากจำเลยได้ยื่นคำคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ โจทก์ต้องทราบการคัดค้านในวันดังกล่าวแล้วหรือโจทก์ทราบถึงการถูกแย่งการครอบครองมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2518 ที่จำเลยอนุญาตให้ทางราชการตัดถนนผ่านที่ดินพิพาท ข้อฎีกาของจำเลยดังกล่าวล้วนเป็นการอ้างเหตุหรือข้ออ้างที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ถึงแม้มีประเด็นที่อ้างเหตุนั้นก็เฉพาะในเรื่องที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในตอนต้นของปัญหาข้อนี้เท่านั้น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้มีข้อสังเกต 2 ประการ คือ 1. การฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ถูกแย่งการครอบครองหรือนับแต่วันรู้ หากพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1735 วรรคสอง บัญญัติว่า "...ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวน" จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แสดงว่า ไม่คำนึงถึงการรู้ถึงการถูกรบกวนหรือแย่งการครอบครองหรือไม่ ดังนั้น แม้เจ้าของผู้ครอบครองไม่รู้ว่าถูกแย่งการครอบครองก็ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่ถูกรบกวนหรือถูกแย่งการครอบครองหากเกินกำหนดก็ไม่มีสิทธิฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2533 วินิจฉัยว่า แม้ฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทำการปลูกมะพร้าวในที่พิพาทนับร้อยต้น ย่อมแสดงว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทอย่างเป็นเจ้าของ เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ มีลักษณะเป็นการแย่งการครอบครองแล้ว จำเลยปลูกต้นมะพร้าวในที่พิพาทตั้งแต่ก่อนกลางปี พ.ศ.2525 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2526 จึงเกิน 1 ปี นับแต่จำเลยแย่งการครอบครอง แม้ฟังว่าพนักงานโจทก์เคยไปที่พิพาทพบน้องสาวจำเลย น้องสาวจำเลยไม่ยอมบอกว่ากระต๊อบที่จำเลยปลูกในที่พิพาทเป็นของใครและไม่ยอมบอกว่าใครเป็นคนปลูกมะพร้าว น้องสาวจำเลยยังบอกด้วยว่าตนมาอาศัยเลี้ยงหอยเท่านั้น การกระทำของน้องสาวย่อมมิใช่การกระทำของจำเลย จะถือว่าจำเลยไม่กล้าเปิดเผยเจตนาแย่งการครอบครองและยอมรับอำนาจในการครอบครองที่พิพาทของโจทก์ย่อมมิได้ ทั้งการแย่งการครอบครองนั้น ข้อสำคัญอยู่ที่มีการแสดงเจตนาเป็นเจ้าของจะเป็นไปโดยเปิดเผยหรือไม่ ย่อมมิใช่ข้อสำคัญ จำเลยมิได้ครอบครองที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์หรือน้องสาวของจำเลยมาก่อน จำเลยจึงไม่จำต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยังโจทก์ ทั้งในการแย่งการครอบครองไม่จำเป็นที่ผู้เป็นเจ้าของที่ดินจะต้องทราบว่าตนเองถูกแย่งการครอบครอง แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ วินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยได้ไปยื่นคำขอคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2535 จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบเรื่องที่จะขอไปคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดิน เมื่อหนังสือดังกล่าวไปถึงโจทก์ โจทก์ทราบเรื่องหลังจากโจทก์ฟ้องคดีแล้ว จึงไม่เกินระยะเวลา 1 ปี จึงมีข้อพิจารณาว่า คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2533 และบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ ความจริงแล้วไม่ขัดกัน โดยมีข้อสังเกต ดังนี้ (ก) หากที่ดินที่เจ้าของสิทธิครอบครองด้วยตนเอง หากมีผู้มาแย่งหรือรบกวนการครอบครอง กรณีนี้จะต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่ถูกรบกวนการครอบครองตรงตามตัวบท และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2533 (ข) หากเจ้าของสิทธิครอบครองให้บุคคลอื่นเข้าอยู่อาศัยหรือครอบครองแทนต้องพิจารณาว่า (1) ผู้ครอบครองแทนแสดงเจตนาเปลี่ยนการครอบครองโดยตรงหรือโดยปริยายแก่เจ้าของสิทธิครอบครอง กรณีนี้ยังต้องฟ้องเรียกคืนภายใน 1 ปี นับแต่ได้รับแจ้งจากผู้ครอบครองแทน (2) ผู้ครอบครองแทนแสดงเจตนาเปลี่ยนการครอบครองต่อคนอื่น โดยผู้มีสิทธิครอบครองไม่รู้ กรณีนี้ ผู้มีสิทธิครอบครองไม่อาจตั้งต้นว่าจะฟ้องคดีเมื่อใดเนื่องจากไม่รู้ว่าผู้ครอบครองแทนเปลี่ยนเจตนายึดถือ จึงควรให้เจ้าของสิทธิครอบครองรับรู้ก่อนจึงจะเริ่มนับระยะเวลา เช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ 2. การคัดค้านการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก. หรือ น.ส.3) หรือออกโฉนด เป็นการแย่งการครอบครองหรือไม่ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้เป็นแนวทางดังนี้ 2.1 การที่เจ้าของสิทธิครอบครองขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ผู้ครอบครองแทนคัดค้าน เป็นการแสดงว่าผู้ครอบครองแทนเปลี่ยนการแสดงเจตนาครอบครองแทนเป็นครอบครองเพื่อตนเองแล้ว เช่นคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ 2.2 ผู้ครอบครองแทนไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือแจ้งการครอบครอง เจ้าของสิทธิครอบครองไปคัดค้าน ไม่ถือเป็นการรบกวนการครอบครองหรือแย่งการครอบครอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1054/2519 จำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าที่พิพาทบางส่วนของโจทก์ได้ 1 เดือน 4 วัน และจำเลยที่ 1 ไปแจ้งการครอบครองว่าที่พิพาทเป็นของตน ต่อมาอีก 1 เดือน 8 วัน จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาท การยื่นคำขอต่อนายอำเภอเพียงเท่านี้แม้โจทก์ทราบและคัดค้าน ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้บอกกล่าวไปยังโจทก์แล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่เจตนาจะยึดถือที่พิพาทแทนโจทก์ในฐานะผู้เช่าต่อไป จำเลยหาได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเพื่อตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1318 ไม่ ความจริงแล้ว ไม่น่าจะแตกต่างกันระหว่างว่าใครเป็นผู้แจ้งการครอบครองหรือขอออกหลักฐานในที่ดิน ผู้ครอบครองแทนเสียอีกที่ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น่าจะเห็นได้ว่าเป็นการรบกวนการครอบครองชัดแจ้งกว่าการคัดค้านการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของผู้ครอบครองแทน ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000621.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551