คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8093/2551 ฉบับเต็ม

#495559
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8093/2551 นายสุวิทย์ เลิศพรมสนธิ์ โจทก์ นายชุบ ชื่นชุ่ม กับพวก โจทก์ร่วม นางประจวบ ไกล่เกลี่ย หรือนางไซ้จู แพรศิริ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 456, มาตรา 491, มาตรา 1367, มาตรา 1369, มาตรา 1373, มาตรา 1377 ป.วิ.พ. มาตรา 84 เดิม, มาตรา 183 ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก่อนขายให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ และจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์และต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยประเด็นทั้งสองข้อนี้เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นฝ่ายกล่าวอ้างภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์และโจทก์ร่วม แต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหลักฐานที่รับฟังได้แต่เพียงว่า ขณะแจ้งการครอบครองผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้งมิใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 อันจะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง จำเลยเป็นฝ่ายยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1369 ว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตน จึงตกเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว โจทก์ร่วมทั้งสองกับจำเลยทำสัญญาขายฝากที่พิพาทโดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 ประกอบมาตรา 456 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการขายฝากเกิดขึ้นเลย โจทก์ร่วมทั้งสองย่อมจะอ้างสิทธิการได้มาโดยการครอบครองโดยนิติกรรมการขายฝากนั้นไม่ได้ เพราะการขายฝากมิใช่ว่าผู้ขายฝากสละเจตนาครอบครองโดยเด็ดขาดให้แก่ผู้ซื้อฝาก แต่ผู้ขายฝากมอบที่ดินโดยมีเงื่อนไขว่าวันหลังจะเอาคืน การที่โจทก์ร่วมทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากครบกำหนดไถ่เป็นการครอบครองโดยอาศัยอำนาจของจำเลยเพื่อทำการตัดไม้โกงกางไปเป็นประโยชน์เท่านั้น โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2537 โจทก์ซื้อที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 170/98 เนื้อที่ 18 ไร่ จากนายชุบ และนางวาดโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวน 4,000,000 บาท และได้รับการส่งมอบการครอบครองที่ดินแล้ว เมื่อปลายปี 2537 จำเลยและบริวารเข้าครอบครองปลูกสร้างกระต๊อบและขุดลอกที่ดินทำบ่อเลี้ยงกุ้งปลาในที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ดินดังกล่าวโจทก์สามารถให้บุคคลอื่นเช่าในอัตราค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 170/98 หมู่ที่ 11 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ปรับสภาพที่ดินให้คืนสภาพเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยและให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ปรับสภาพที่ดินและออกจากที่ดินดังกล่าว จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 170/98 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2517 ตลอดมาและไม่เคยแสดงเจตนาสละสิทธิ นายชุบและนางวาดจึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว โจทก์กับนายชุบและนางวาดไม่ได้ซื้อขายที่ดินพิพาทกันจริง แต่ทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวโดยมีเจตนาฉ้อฉลจำเลย โจทก์ทราบว่าสัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะ นายชุบและนางวาดไม่สามารถฟ้องบังคับจำเลยตามสัญญาขายฝากได้ จึงสมคบกับนายชุบและนางวาดทำสัญญาซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อจะใช้สัญญาซื้อขายที่ดินนั้นมาฟ้องขับไล่จำเลย โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกนายชุบและนางวาด เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องว่า โจทก์ร่วมที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ร่วมที่ 2 ดำเนินคดี เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2533 จำเลยนำที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 170/98 หมู่ที่ 11 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ มาขายฝากแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ตกลงว่าหากไม่ไถ่ถอนภายในกำหนด ยอมให้ที่ดินหลุดเป็นสิทธิของโจทก์ร่วมทั้งสอง แต่จำเลยไม่ไถ่ถอนภายในกำหนด ต่อมาโจทก์ร่วมทั้งสองขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองให้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.13 กับโจทก์ร่วมทั้งสอง และโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับเงินจากจำเลยเดือนละ 7,500 บาท นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2533 ถึงเดือนกรกฎาคม 2534 ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการแรกว่า ศาลล่างทั้งสองพิจารณาในลักษณะให้ภาระนำสืบตกแก่โจทก์เป็นทำนองว่าทำให้โจทก์และโจทก์ร่วมตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบทางคดีไม่ต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 และเป็นการพิจารณาผิดระเบียบตามมาตรา 27 นั้น เห็นว่า ข้อนี้ได้ความว่า ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก่อนขายให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ และจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์และต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใดโดยประเด็นทั้งสองข้อนี้ เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นฝ่ายกล่าวอ้างภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์และโจทก์ร่วม และที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) แต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหลักฐานที่รับฟังได้แต่เพียงว่า ขณะแจ้งการครอบครองผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้งที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) หาใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดินตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 อันจะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองแต่อย่างใดไม่ จำเลยเป็นฝ่ายยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369 ว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตน จึงตกเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ประกอบทั้งได้พิจารณาพยานหลักฐานในประเด็นทั้งสองนี้แล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยร่วมกัน แม้โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบก่อน จำเลยก็ถามค้านให้พยานโจทก์มีโอกาสอธิบายและนำสืบถึงข้อความเหล่านั้นโดยบริบูรณ์แล้ว โจทก์ โจทก์ร่วมหาเสียเปรียบไม่ ศาลล่างทั้งสองหาได้ดำเนินกระบวนพิจารณาขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 ไม่ และไม่เป็นการพิจารณาผิดระเบียบตามมาตรา 27 แต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาประการหลังว่า จำเลยหาได้ครอบครองที่ดินพิพาทระหว่างปี 2534 ถึงก่อนปลายปี 2537 แต่เพิ่งเข้ามาครอบครองที่ดินพิพาทในปลายปี 2537 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พ้นกำหนดไถ่ถอนและสัญญาขายฝากได้สิ้นสุดไปหลายปีแล้ว และเป็นช่วงเวลาภายหลังที่โจทก์ซื้อเดือนกันยายน 2537 จากโจทก์ร่วมบ่งชี้ชัดว่าจำเลยตกลงให้สิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ร่วมในวันทำสัญญาจริง และถ้าไม่ไถ่ถอนในกำหนดให้หลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ร่วมกรณีจึงถือข้อความในสัญญาขายฝากถูกต้องตามเจตนา คู่กรณีให้ใช้บังคับผูกพันตามสัญญา และว่าจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า ในปัญหาที่ว่า จำเลยสละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้หลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมทั้งสองกับจำเลย ตามเอกสารหมาย จ.13 ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาขายฝากดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 ประกอบมาตรา 456 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการขายฝากเกิดขึ้นเลย เมื่อสัญญาขายฝากนี้เป็นโมฆะแล้วโจทก์ร่วมทั้งสองย่อมจะอ้างสิทธิการได้มาโดยการครอบครองโดยนิติกรรมการขายฝากนั้นไม่ได้ เพราะการขายฝากมิใช่ว่าผู้ขายฝากสละเจตนาครอบครองโดยเด็ดขาดให้แก่ผู้ซื้อฝาก แต่ผู้ขายฝากมอบที่ดินโดยมีเงื่อนไขว่าวันหลังจะเอาคืน ฉะนั้น แม้จะฟังว่าโจทก์ร่วมทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากครบกำหนดไถ่ก็ตาม แต่ก็เป็นการครอบครองโดยอาศัยอำนาจของจำเลยเพื่อทำการตัดไม้โกงกางไปเป็นประโยชน์เท่านั้น โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนข้อสัญญาข้อ 2 ที่ว่า ถ้าไม่ไถ่ถอนในกำหนดให้หลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยและโจทก์ร่วมทั้งสองมีเจตนาแท้จริงเพียงการขายฝากดังวินิจฉัยข้างต้นและพันตำรวจตรีพิสุทธิ์พยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์และจำเลยมาที่สถานีตำรวจภูธรตำบลคลองด่านเพื่อตกลงกัน พยานได้ทำบันทึกไว้ตามเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งสรุปได้ว่าจำเลยอ้างว่าหลังจากมีการติดต่อไถ่คืนโจทก์ร่วมที่ 2 ผัดผ่อนอ้างว่าได้นำ ส.ค.1 ไปฝากไว้กับญาติ ไม่อาจให้ไถ่ได้ ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 อ้างว่าหลังจากวันสิ้นสุดสัญญา จำเลยได้มาติดต่อขอไถ่คืน โจทก์ร่วมที่ 2 ได้เลื่อนนัดไปอีก 3 วัน เมื่อครบกำหนดจำเลยได้มาขอไถ่คืน โจทก์ร่วมที่ 2 ให้ไถ่ถอนในราคา 6 ล้านบาท จำเลยแจ้งว่าไม่มีปัญญาไถ่ พยานปากนี้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐทำการตามหน้าที่ราชการไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด นับเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักเชื่อได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยหาได้ยึดถือข้อความในสัญญาข้อ 2 กันจริงจังแต่ประการใดไม่ประกอบกับสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.13 เป็นแบบพิมพ์สัญญาสำเร็จรูปซึ่งนายจำปีผู้เขียนสัญญาเบิกความว่าโจทก์ร่วมที่ 2 บอกว่าไม่ได้นำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินมาแต่มีหนังสือสัญญาขายฝากมาด้วย จึงให้ทำเป็นสัญญาขายฝากซึ่งจำเลยอาจไม่ได้อ่านข้อความโดยละเอียดก็เป็นได้ แม้หลังจากครบกำหนดไถ่จำเลยจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและยังไม่ได้ไถ่ที่ดินพิพาทคืนมาก็ตาม สิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นของจำเลยอยู่ ยังถือไม่ได้ว่า จำเลยสละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์ร่วมทั้งสองดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมทั้งสองได้บอกกล่าวเปลี่ยนแปลงการยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนเองให้จำเลยทราบแต่ประการใด โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าโจทก์ร่วมทั้งสองผู้โอนไม่ว่าโจทก์จะรับโอนโดยสุจริตหรือไม่ก็ตาม กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อโต้แย้งอื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องต้องกันมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (เฉลิมชัย ตันตยานนท์-ธานิศ เกศวพิทักษ์-บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
495559
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082006991"
    }
}
date
2551
deka_no
8093/2551
deka_running_no
8093
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "เฉลิมชัย ตันตยานนท์",
    "ธานิศ เกศวพิทักษ์",
    "บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 456",
            "ม. 491",
            "ม. 1367",
            "ม. 1369",
            "ม. 1373",
            "ม. 1377"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84 เดิม",
            "ม. 183"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุวิทย์ เลิศพรมสนธิ์"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายชุบ ชื่นชุ่ม กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางประจวบ ไกล่เกลี่ย หรือนางไซ้จู แพรศิริ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2537 โจทก์ซื้อที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 170/98 เนื้อที่ 18 ไร่ จากนายชุบ และนางวาดโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวน 4,000,000 บาท และได้รับการส่งมอบการครอบครองที่ดินแล้ว เมื่อปลายปี 2537 จำเลยและบริวารเข้าครอบครองปลูกสร้างกระต๊อบและขุดลอกที่ดินทำบ่อเลี้ยงกุ้งปลาในที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ดินดังกล่าวโจทก์สามารถให้บุคคลอื่นเช่าในอัตราค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 170/98 หมู่ที่ 11 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ปรับสภาพที่ดินให้คืนสภาพเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยและให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ปรับสภาพที่ดินและออกจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 170/98 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2517 ตลอดมาและไม่เคยแสดงเจตนาสละสิทธิ นายชุบและนางวาดจึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว โจทก์กับนายชุบและนางวาดไม่ได้ซื้อขายที่ดินพิพาทกันจริง แต่ทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวโดยมีเจตนาฉ้อฉลจำเลย โจทก์ทราบว่าสัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะ นายชุบและนางวาดไม่สามารถฟ้องบังคับจำเลยตามสัญญาขายฝากได้ จึงสมคบกับนายชุบและนางวาดทำสัญญาซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อจะใช้สัญญาซื้อขายที่ดินนั้นมาฟ้องขับไล่จำเลย โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกนายชุบและนางวาด เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องว่า โจทก์ร่วมที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ร่วมที่ 2 ดำเนินคดี เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2533 จำเลยนำที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 170/98 หมู่ที่ 11 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ มาขายฝากแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ตกลงว่าหากไม่ไถ่ถอนภายในกำหนด ยอมให้ที่ดินหลุดเป็นสิทธิของโจทก์ร่วมทั้งสอง แต่จำเลยไม่ไถ่ถอนภายในกำหนด ต่อมาโจทก์ร่วมทั้งสองขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองให้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.13 กับโจทก์ร่วมทั้งสอง และโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับเงินจากจำเลยเดือนละ 7,500 บาท นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2533 ถึงเดือนกรกฎาคม 2534 ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการแรกว่า ศาลล่างทั้งสองพิจารณาในลักษณะให้ภาระนำสืบตกแก่โจทก์เป็นทำนองว่าทำให้โจทก์และโจทก์ร่วมตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบทางคดีไม่ต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 และเป็นการพิจารณาผิดระเบียบตามมาตรา 27 นั้น เห็นว่า ข้อนี้ได้ความว่า ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก่อนขายให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ และจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์และต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใดโดยประเด็นทั้งสองข้อนี้ เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นฝ่ายกล่าวอ้างภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์และโจทก์ร่วม และที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) แต่แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหลักฐานที่รับฟังได้แต่เพียงว่า ขณะแจ้งการครอบครองผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้งที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) หาใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดินตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 อันจะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองแต่อย่างใดไม่ จำเลยเป็นฝ่ายยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369 ว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตน จึงตกเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ประกอบทั้งได้พิจารณาพยานหลักฐานในประเด็นทั้งสองนี้แล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยร่วมกัน แม้โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบก่อน จำเลยก็ถามค้านให้พยานโจทก์มีโอกาสอธิบายและนำสืบถึงข้อความเหล่านั้นโดยบริบูรณ์แล้ว โจทก์ โจทก์ร่วมหาเสียเปรียบไม่ ศาลล่างทั้งสองหาได้ดำเนินกระบวนพิจารณาขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 ไม่ และไม่เป็นการพิจารณาผิดระเบียบตามมาตรา 27 แต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาประการหลังว่า จำเลยหาได้ครอบครองที่ดินพิพาทระหว่างปี 2534 ถึงก่อนปลายปี 2537 แต่เพิ่งเข้ามาครอบครองที่ดินพิพาทในปลายปี 2537 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พ้นกำหนดไถ่ถอนและสัญญาขายฝากได้สิ้นสุดไปหลายปีแล้ว และเป็นช่วงเวลาภายหลังที่โจทก์ซื้อเดือนกันยายน 2537 จากโจทก์ร่วมบ่งชี้ชัดว่าจำเลยตกลงให้สิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ร่วมในวันทำสัญญาจริง และถ้าไม่ไถ่ถอนในกำหนดให้หลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ร่วมกรณีจึงถือข้อความในสัญญาขายฝากถูกต้องตามเจตนา คู่กรณีให้ใช้บังคับผูกพันตามสัญญา และว่าจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า ในปัญหาที่ว่า จำเลยสละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้หลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมทั้งสองกับจำเลย ตามเอกสารหมาย จ.13 ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาขายฝากดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 ประกอบมาตรา 456 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการขายฝากเกิดขึ้นเลย เมื่อสัญญาขายฝากนี้เป็นโมฆะแล้วโจทก์ร่วมทั้งสองย่อมจะอ้างสิทธิการได้มาโดยการครอบครองโดยนิติกรรมการขายฝากนั้นไม่ได้ เพราะการขายฝากมิใช่ว่าผู้ขายฝากสละเจตนาครอบครองโดยเด็ดขาดให้แก่ผู้ซื้อฝาก แต่ผู้ขายฝากมอบที่ดินโดยมีเงื่อนไขว่าวันหลังจะเอาคืน ฉะนั้น แม้จะฟังว่าโจทก์ร่วมทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากครบกำหนดไถ่ก็ตาม แต่ก็เป็นการครอบครองโดยอาศัยอำนาจของจำเลยเพื่อทำการตัดไม้โกงกางไปเป็นประโยชน์เท่านั้น โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนข้อสัญญาข้อ 2 ที่ว่า ถ้าไม่ไถ่ถอนในกำหนดให้หลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยและโจทก์ร่วมทั้งสองมีเจตนาแท้จริงเพียงการขายฝากดังวินิจฉัยข้างต้นและพันตำรวจตรีพิสุทธิ์พยานโจทก์เบิกความว่า โจทก์และจำเลยมาที่สถานีตำรวจภูธรตำบลคลองด่านเพื่อตกลงกัน พยานได้ทำบันทึกไว้ตามเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งสรุปได้ว่าจำเลยอ้างว่าหลังจากมีการติดต่อไถ่คืนโจทก์ร่วมที่ 2 ผัดผ่อนอ้างว่าได้นำ ส.ค.1 ไปฝากไว้กับญาติ ไม่อาจให้ไถ่ได้ ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 อ้างว่าหลังจากวันสิ้นสุดสัญญา จำเลยได้มาติดต่อขอไถ่คืน โจทก์ร่วมที่ 2 ได้เลื่อนนัดไปอีก 3 วัน เมื่อครบกำหนดจำเลยได้มาขอไถ่คืน โจทก์ร่วมที่ 2 ให้ไถ่ถอนในราคา 6 ล้านบาท จำเลยแจ้งว่าไม่มีปัญญาไถ่ พยานปากนี้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐทำการตามหน้าที่ราชการไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด นับเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักเชื่อได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยหาได้ยึดถือข้อความในสัญญาข้อ 2 กันจริงจังแต่ประการใดไม่ประกอบกับสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.13 เป็นแบบพิมพ์สัญญาสำเร็จรูปซึ่งนายจำปีผู้เขียนสัญญาเบิกความว่าโจทก์ร่วมที่ 2 บอกว่าไม่ได้นำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินมาแต่มีหนังสือสัญญาขายฝากมาด้วย จึงให้ทำเป็นสัญญาขายฝากซึ่งจำเลยอาจไม่ได้อ่านข้อความโดยละเอียดก็เป็นได้ แม้หลังจากครบกำหนดไถ่จำเลยจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและยังไม่ได้ไถ่ที่ดินพิพาทคืนมาก็ตาม สิทธิการครอบครองที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นของจำเลยอยู่ ยังถือไม่ได้ว่า จำเลยสละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์ร่วมทั้งสองดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมทั้งสองได้บอกกล่าวเปลี่ยนแปลงการยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนเองให้จำเลยทราบแต่ประการใด โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าโจทก์ร่วมทั้งสองผู้โอนไม่ว่าโจทก์จะรับโอนโดยสุจริตหรือไม่ก็ตาม กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อโต้แย้งอื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องต้องกันมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000596.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551