คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6862/2552 ฉบับเต็ม

#496010
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6862/2552 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โจทก์ นายทองหล่อ สมศรีมี กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 717 คำฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้เงินโจทก์ โดยจำเลยที่ 3 นำที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 ที่พิพาท (ปัจจุบันได้แบ่งแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580) มาจดทะเบียนจำนองไว้ต่อโจทก์ และคำขอบังคับตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 โจทก์ขอให้บังคับจำนองโฉนดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ ปัญหาการแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาท จึงเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอ้างว่าโจทก์เพิ่งหยิบยกและส่งสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทฉบับที่มีการแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580 ในชั้นอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ภายหลังจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำนองที่ดินพิพาทแล้วมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่พิพาทออกเป็นแปลงย่อยอีก 3 แปลง ซึ่งที่ดินที่แบ่งแยก บุคคลใดรับโอนไปผู้รับจำนองติดตามไปบังคับจำนองได้ เพราะเป็นทรัพย์สินซึ่งจำนองอยู่เดิม แม้จะแบ่งออกเป็นหลายส่วนจำนองยังครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วน นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่าที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทโจทก์ผู้รับจำนองยินยอมจดทะเบียนปลอดจำนอง เมื่อคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 เป็นคำขอให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 ที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 717 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 368,515.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 280,043.21 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ ให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 (ปัจจุบันแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580) พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเกินอัตรากำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และหากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดผิดสัญญา โจทก์คิดดอกเบี้ยเป็นเบี้ยปรับถึงอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ซึ่งเกินอัตราที่ตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน ดอกเบี้ยทั้งหมดจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 280,043.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2543 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 103578 และ 103580 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 2,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้ร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 280,043.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกัน และเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำเลยที่ 1 และที่ 3 นำที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 ที่พิพาท (ปัจจุบันได้แบ่งแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580) มาจดทะเบียนจำนองไว้ต่อโจทก์ และคำขอบังคับตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 โจทก์ขอให้บังคับจำนองโฉนดที่ดินที่พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ดังนี้ ปัญหาการแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่พิพาท จึงเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอ้างว่าโจทก์เพิ่งหยิบยกและส่งสำเนาโฉนดที่ดินที่พิพาทฉบับที่มีการแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580 ในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่ชอบ ภายหลังจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำนองที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทแล้วมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่พิพาทออกเป็นแปลงย่อยอีก 3 แปลง คือ เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580 ซึ่งที่ดินที่แบ่งแยกนี้ต้องติดจำนองทุกแปลง บุคคลใดรับโอนไปผู้รับจำนองติดตามไปบังคับจำนองได้ เพราะเป็นทรัพย์สินซึ่งจำนองอยู่เดิมแม้จะแบ่งออกเป็นหลายส่วนก็ตาม จำนองก็ยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วน นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่าที่ดินโฉนดที่ดินที่พิพาทโจทก์ผู้รับจำนองยินยอมจดทะเบียนปลอดจำนองแล้ว จำนองก็ยังคงติดอยู่หรือยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วน ฉะนั้น เมื่อคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 เป็นคำขอให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 717 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (มนูพงศ์ รุจิกัณหะ-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-สมควร วิเชียรวรรณ) ศาลจังหวัดขอนแก่น - นางสาวกานดา สิริฤทธิภักดี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายประมวญ รักศีลธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.256/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ3750/2543 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ824/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
496010
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดขอนแก่น",
        "judge": "นางสาวกานดา สิริฤทธิภักดี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายประมวญ รักศีลธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082000533"
    }
}
date
2552
deka_no
6862/2552
deka_running_no
6862
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "สมควร วิเชียรวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 225 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 717"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทองหล่อ สมศรีมี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 368,515.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 280,043.21 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ ให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 (ปัจจุบันแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580) พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเกินอัตรากำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และหากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดผิดสัญญา โจทก์คิดดอกเบี้ยเป็นเบี้ยปรับถึงอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ซึ่งเกินอัตราที่ตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน ดอกเบี้ยทั้งหมดจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 280,043.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2543 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 103578 และ 103580 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 2,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้ร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 280,043.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกัน และเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้จำเลยที่ 1 และที่ 3 นำที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 ที่พิพาท (ปัจจุบันได้แบ่งแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580) มาจดทะเบียนจำนองไว้ต่อโจทก์ และคำขอบังคับตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 โจทก์ขอให้บังคับจำนองโฉนดที่ดินที่พิพาทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ดังนี้ ปัญหาการแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่พิพาท จึงเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอ้างว่าโจทก์เพิ่งหยิบยกและส่งสำเนาโฉนดที่ดินที่พิพาทฉบับที่มีการแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580 ในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่ชอบ ภายหลังจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำนองที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทแล้วมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่พิพาทออกเป็นแปลงย่อยอีก 3 แปลง คือ เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 103578, 103579 และ 103580 ซึ่งที่ดินที่แบ่งแยกนี้ต้องติดจำนองทุกแปลง บุคคลใดรับโอนไปผู้รับจำนองติดตามไปบังคับจำนองได้ เพราะเป็นทรัพย์สินซึ่งจำนองอยู่เดิมแม้จะแบ่งออกเป็นหลายส่วนก็ตาม จำนองก็ยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วน นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่าที่ดินโฉนดที่ดินที่พิพาทโจทก์ผู้รับจำนองยินยอมจดทะเบียนปลอดจำนองแล้ว จำนองก็ยังคงติดอยู่หรือยังคงครอบไปถึงส่วนเหล่านั้นหมดทุกส่วน ฉะนั้น เมื่อคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 เป็นคำขอให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินที่พิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 717 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 68776 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ3750/2543
primary_red_case_no
พ824/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000540.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.256/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552