คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7465/2552 ฉบับเต็ม

#496019
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7465/2552 นายวริทธิ ศิริบรรเจิดพร โจทก์ นายณปกรณ์ นาคามาตย์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 1 (10), มาตรา 180 การที่จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การเป็นว่า สัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวง จึงไม่มีมูลหนี้และตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ปัญหาที่ว่านิติกรรมใดเป็นโมฆะหรือไม่ ถือเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การในเรื่องดังกล่าวได้ แม้เป็นการยื่นเมื่อพ้นระยะเวลาที่ ป.วิ.พ. มาตรา 180 กำหนดก็ตาม ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเป็นเงิน 535,277.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานในวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การในวันที่ 13 กรกฎาคม 2548 เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาเข้าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 แต่เกิดจากโจทก์ ภริยาโจทก์กับจำเลยที่ 2 และภริยาจำเลยที่ 2 วางแผนสมคบกันแสดงเจตนาลวงโดยนำเอกสารสัญญากู้ยืมเงินที่มีลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้กู้ แต่ยังมิได้กรอกข้อความและจำนวนเงินมาให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อในช่องผู้ค้ำประกันเพื่อให้จำเลยที่ 1 หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เข้าเป็นผู้ค้ำประกันจริง สัญญาค้ำประกัน จึงไม่มีมูลหนี้และตกเป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ทั้งตามคำร้องไม่มีเหตุสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนนั้น จึงไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 กรณีมีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 บัญญัติหลักเกณฑ์กำหนดระยะเวลาแก้ไขคำให้การไว้ว่า ต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ทั้งนี้วันสืบพยานตามความในมาตรา 1 (10) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หมายความว่า วันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน คือเป็นวันแรกที่มีการสืบพยานกันจริง ๆ นั่นเอง เมื่อศาลชั้นต้นนัดสืบพยานในวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 โดยไม่มีการชี้สองสถาน การที่จำเลยที่ 2 จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การจึงอาจทำได้ภายในวันที่ 12 กรกฎาคม 2548 เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การในวันที่ 13 กรกฎาคม 2548 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การเป็นว่า สัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวง จึงไม่มีมูลหนี้และตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ปัญหาที่ว่านิติกรรมใดเป็นโมฆะหรือไม่ ถือเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การในเรื่องดังกล่าวได้ แม้เป็นการยื่นเมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดก็ตาม ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น พิพากษากลับ อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การได้ตามคำร้องและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (บุญรอด ตันประเสริฐ-เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์-สนอง เล่าศรีวรกต) ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นายสมพงษ์ วีระชาญชัย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายประพนธ์ กองมะลิกันแก้ว แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.845/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ2813/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
496019
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา",
        "judge": "นายสมพงษ์ วีระชาญชัย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายประพนธ์ กองมะลิกันแก้ว"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082000105"
    }
}
date
2552
deka_no
7465/2552
deka_running_no
7465
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "บุญรอด ตันประเสริฐ",
    "เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์",
    "สนอง เล่าศรีวรกต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (10)",
            "ม. 180"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวริทธิ ศิริบรรเจิดพร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายณปกรณ์ นาคามาตย์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเป็นเงิน 535,277.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานในวันที่ 20 กรกฎาคม 2548

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การในวันที่ 13 กรกฎาคม 2548 เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาเข้าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 แต่เกิดจากโจทก์ ภริยาโจทก์กับจำเลยที่ 2 และภริยาจำเลยที่ 2 วางแผนสมคบกันแสดงเจตนาลวงโดยนำเอกสารสัญญากู้ยืมเงินที่มีลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้กู้ แต่ยังมิได้กรอกข้อความและจำนวนเงินมาให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อในช่องผู้ค้ำประกันเพื่อให้จำเลยที่ 1 หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เข้าเป็นผู้ค้ำประกันจริง สัญญาค้ำประกัน จึงไม่มีมูลหนี้และตกเป็นโมฆะ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ทั้งตามคำร้องไม่มีเหตุสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ก่อนนั้น จึงไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 กรณีมีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 บัญญัติหลักเกณฑ์กำหนดระยะเวลาแก้ไขคำให้การไว้ว่า ต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ทั้งนี้วันสืบพยานตามความในมาตรา 1 (10) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หมายความว่า วันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน คือเป็นวันแรกที่มีการสืบพยานกันจริง ๆ นั่นเอง เมื่อศาลชั้นต้นนัดสืบพยานในวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 โดยไม่มีการชี้สองสถาน การที่จำเลยที่ 2 จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การจึงอาจทำได้ภายในวันที่ 12 กรกฎาคม 2548 เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การในวันที่ 13 กรกฎาคม 2548 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การเป็นว่า สัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวง จึงไม่มีมูลหนี้และตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ปัญหาที่ว่านิติกรรมใดเป็นโมฆะหรือไม่ ถือเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การในเรื่องดังกล่าวได้ แม้เป็นการยื่นเมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดก็ตาม ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การได้ตามคำร้องและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ2813/2547
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000536.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.845/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552