คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6450/2552 ฉบับเต็ม

#496021
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6450/2552 บริษัทธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางวนิดา ตั้งกิจจารักษ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2), มาตรา 93 (2), มาตรา 122, มาตรา 125 จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ ช. เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนเพราะลายมือชื่อของ จ. และ ศ. ผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม เท่ากับจำเลยโต้แย้งคัดค้านว่าหนังสือมอบอำนาจไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 125 วรรคหนึ่ง เมื่อต้นฉบับเอกสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของโจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำต้นฉบับเอกสารมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 122 แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์กลับนำสืบว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้ ช. เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 3 ซึ่งเป็นหนังสือมอบอำนาจคนละฉบับกับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 โดยหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2538 มี จ. และ ศ. เป็นผู้ลงนามในฐานะกรรมการของโจทก์ แต่หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2536 มี จ. และ ป. เป็นผู้ลงนามในฐานะกรรมการของโจทก์ จึงมิใช่เอกสารฉบับเดียวกัน เมื่อโจทก์ไม่มีต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 มาแสดง โดยไม่ปรากฏว่าต้นฉบับเอกสารหาไม่ได้ เพราะสูญหายหรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัยหรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น จึงรับฟังข้อความตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ฟ้องของโจทก์จึงถือว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณามาแต่แรก ถึงแม้จะฟังว่ากรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้ ช. เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 3 ตามข้ออ้างของโจทก์ก็ตาม แต่เป็นหนังสือมอบอำนาจคนละฉบับกับที่โจทก์ใช้ยื่นฟ้องคดีนี้ และมิได้ส่งสำเนาให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ร่วมกันชำระเงิน 10,404,650.19 บาท ให้แก่โจทก์ เฉพาะจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชำระเงินจำนวน 3,491,250 บาท ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 11,058,143.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 4 เนื่องจากจำเลยที่ 4 ถึงแก่กรรมก่อนฟ้องคดี จำเลยที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีซ้ำกับคดีที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีมูลหนี้และยอดเงินเดียวกับคดีนี้และอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในศาล ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม มิได้บรรยายให้เห็นว่าบริษัทรวมไทยพัฒนา จำกัด เบิกเงินเกินบัญชีและชำระหนี้กับโจทก์เท่าใด ในอัตราดอกเบี้ยใด และถูกต้องตามสัญญาหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าถูกฟ้องในฐานะผู้ค้ำประกันหรือผู้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 14 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายชานนท์ เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนหรือไม่ เห็นว่า ในประเด็นนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายชานนท์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนเพราะลายมือชื่อของนายจุลกรและนายศักดิ์ ผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 เป็นลายมือชื่อปลอม เท่ากับจำเลยโต้แย้งคัดค้านว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 วรรคหนึ่ง เมื่อต้นฉบับเอกสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของโจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำต้นฉบับเอกสารมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 122 แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์กลับนำสืบว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายชานนท์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเป็นหนังสือมอบอำนาจคนละฉบับกับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 โดยหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2538 มีนายจุลกรและนายศักดิ์ เป็นผู้ลงนามในฐานะกรรมการของโจทก์ แต่หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2536 มีนายจุลกรและนายประเสริฐ เป็นผู้ลงนามในฐานะกรรมการของโจทก์ จึงมิใช่เอกสารฉบับเดียวกัน เมื่อโจทก์ไม่มีต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 มาแสดง โดยไม่ปรากฏว่าต้นฉบับเอกสารหาไม่ได้ เพราะสูญหายหรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัยหรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น จึงรับฟังข้อความตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ไม่ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายชานนท์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน ฟ้องของโจทก์ถือว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณามาแต่แรก ถึงแม้จะฟังว่ากรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้นายชานนท์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ตามข้ออ้างของโจทก์ก็ตาม แต่เป็นหนังสือมอบอำนาจคนละฉบับกับที่โจทก์ใช้ยื่นฟ้องคดีนี้ และมิได้ส่งสำเนาให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วิรัช ชินวินิจกุล-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์) ศาลแพ่ง - นายชัยพัฒน์ ชินวงศ์ ศาลอุทธรณ์ - นายชัยเจริญ ดุษฎีพร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.567/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ19832/2539 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ5620/2544 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
496021
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายชัยพัฒน์ ชินวงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายชัยเจริญ ดุษฎีพร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082000662"
    }
}
date
2552
deka_no
6450/2552
deka_running_no
6450
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "วิรัช ชินวินิจกุล",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 87 (2)",
            "ม. 93 (2)",
            "ม. 122",
            "ม. 125"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางวนิดา ตั้งกิจจารักษ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ร่วมกันชำระเงิน 10,404,650.19 บาท ให้แก่โจทก์ เฉพาะจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชำระเงินจำนวน 3,491,250 บาท ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 11,058,143.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 4 เนื่องจากจำเลยที่ 4 ถึงแก่กรรมก่อนฟ้องคดี

จำเลยที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีซ้ำกับคดีที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีมูลหนี้และยอดเงินเดียวกับคดีนี้และอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในศาล ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม มิได้บรรยายให้เห็นว่าบริษัทรวมไทยพัฒนา จำกัด เบิกเงินเกินบัญชีและชำระหนี้กับโจทก์เท่าใด ในอัตราดอกเบี้ยใด และถูกต้องตามสัญญาหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าถูกฟ้องในฐานะผู้ค้ำประกันหรือผู้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 14 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายชานนท์ เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนหรือไม่ เห็นว่า ในประเด็นนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายชานนท์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนเพราะลายมือชื่อของนายจุลกรและนายศักดิ์ ผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 เป็นลายมือชื่อปลอม เท่ากับจำเลยโต้แย้งคัดค้านว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วนหรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 วรรคหนึ่ง เมื่อต้นฉบับเอกสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของโจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำต้นฉบับเอกสารมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 122 แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์กลับนำสืบว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายชานนท์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเป็นหนังสือมอบอำนาจคนละฉบับกับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 โดยหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2538 มีนายจุลกรและนายศักดิ์ เป็นผู้ลงนามในฐานะกรรมการของโจทก์ แต่หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ทำขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2536 มีนายจุลกรและนายประเสริฐ เป็นผู้ลงนามในฐานะกรรมการของโจทก์ จึงมิใช่เอกสารฉบับเดียวกัน เมื่อโจทก์ไม่มีต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 มาแสดง โดยไม่ปรากฏว่าต้นฉบับเอกสารหาไม่ได้ เพราะสูญหายหรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัยหรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่น จึงรับฟังข้อความตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ไม่ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายชานนท์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน ฟ้องของโจทก์ถือว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณามาแต่แรก ถึงแม้จะฟังว่ากรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้นายชานนท์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ตามข้ออ้างของโจทก์ก็ตาม แต่เป็นหนังสือมอบอำนาจคนละฉบับกับที่โจทก์ใช้ยื่นฟ้องคดีนี้ และมิได้ส่งสำเนาให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ19832/2539
primary_red_case_no
พ5620/2544
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000541.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.567/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552