คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7128 -ที่ 7131/2552 ฉบับเต็ม

#496123
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7128 - 7131/2552 บริษัทเอสแอลซี ลิสซิ่ง จำกัด หรือ บริษัทซิทก้า ลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ บริษัทธนนิติ โบรคเคอร์เรจ จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 4, มาตรา 5, มาตรา 6 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) แม้ศาลล้มละลายกลางจะพิพากษาให้บริษัท อ. ล้มละลายแล้วก็ตาม แต่บริษัท อ. ก็สามารถเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นคดีอาญาในฐานความผิดยักยอก รับของโจร และความผิดต่อ พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 โดยขอให้ลงโทษทางอาญาแต่เพียงอย่างเดียว มิได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายมาด้วย จึงไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) ที่โจทก์จะต้องดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อีกทั้ง ป.วิ.อ. มาตรา 4, 5 และ 6 ก็มิได้กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการแทนลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือล้มละลายด้วย กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท อ. โจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ได้ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่สำนวนเอง คดีอยู่ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้องโดยศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง แล้วให้ศาลชั้นต้นยกคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ทั้งสี่สำนวนขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แม้จำเลยที่ 4 จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ต้องถือว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสิ้นผลไปแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจาก โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่สำนวน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 352, 353, 354, 357 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41, 42 ต่อมา หลังจากยื่นฟ้องแล้วโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุกสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุกสำนวนออกจากสารบบความ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องทั้งสี่สำนวน ศาลชั้นต้นให้รวมการไต่สวนมูลฟ้องเข้าด้วยกัน ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง นายเลสลี่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 21 ธันวาคม 2543 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ทั้งสี่สำนวน ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2545 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2545 และมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป จำเลยที่ 1 และที่ 4 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีตามคำสั่งลงวันที่ 17 ธันวาคม 2545 (ในคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2545) ให้ศาลชั้นต้นยกคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ทั้งสี่สำนวนขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ตามรูปคดี จำเลยที่ 4 ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์โดยนายประเสริฐกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 4 ไม่คัดค้านการขอถอนฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ตามคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจะระบุว่า โจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2548 และพิพากษาให้โจทก์ล้มละลาย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 แล้วก็ตาม แต่คดีทั้งสี่สำนวนนี้โจทก์เป็นนิติบุคคล ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นคดีอาญาในข้อหาหรือฐานความผิดยักยอก รับของโจร และความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 โดยขอให้ลงโทษทางอาญาแต่เพียงอย่างเดียวมิได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายมาด้วย กรณีจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) ที่โจทก์จะต้องดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อีกทั้งตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 4, 5, และ 6 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็หาได้กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการแทนลูกหนี้ ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษาให้ล้มละลายด้วยไม่ ดังนั้นโจทก์โดยนายประเสริฐกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ได้ ศาลฎีกา เห็นว่า คดีทั้งสี่สำนวนนี้โจทก์เป็นผู้ฟ้องคดีเอง คดีอยู่ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้องโดยศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นยกคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ทั้งสี่สำนวนขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แม้จำเลยที่ 4 จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ต้องถือว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสิ้นผลไปแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง แต่เมื่อศาลชั้นต้นส่งคำร้องมาศาลฎีกาในขณะที่ฎีกาของจำเลยที่ 4 อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไปเสียเลย เมื่อจำเลยที่ 4 ไม่คัดค้านการถอนฟ้อง จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ทั้งสี่สำนวนได้ กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 4 อีกต่อไป ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ. (ดิเรก อิงคนินันท์-ธนฤกษ์ นิติเศรณี-นิยุต สุภัทรพาหิรผล) ศาลอาญา - นายประสงค์ มหาลี้ตระกูล ศาลอุทธรณ์ - นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
496123
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายประสงค์ มหาลี้ตระกูล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082000329"
    }
}
date
2552
deka_no
7131/2552
deka_running_no
7131
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "ธนฤกษ์ นิติเศรณี",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 5",
            "ม. 6"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 22 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทเอสแอลซี ลิสซิ่ง จำกัด หรือ"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทซิทก้า ลิสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทธนนิติ โบรคเคอร์เรจ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจาก โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่สำนวน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 352, 353, 354, 357 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41, 42 ต่อมา หลังจากยื่นฟ้องแล้วโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุกสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุกสำนวนออกจากสารบบความ

ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องทั้งสี่สำนวน ศาลชั้นต้นให้รวมการไต่สวนมูลฟ้องเข้าด้วยกัน

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง นายเลสลี่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 21 ธันวาคม 2543 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ทั้งสี่สำนวน ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2545 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2545 และมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีตามคำสั่งลงวันที่ 17 ธันวาคม 2545 (ในคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2545) ให้ศาลชั้นต้นยกคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ทั้งสี่สำนวนขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ตามรูปคดี

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์โดยนายประเสริฐกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 4 ไม่คัดค้านการขอถอนฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ตามคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจะระบุว่า โจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2548 และพิพากษาให้โจทก์ล้มละลาย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 แล้วก็ตาม แต่คดีทั้งสี่สำนวนนี้โจทก์เป็นนิติบุคคล ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นคดีอาญาในข้อหาหรือฐานความผิดยักยอก รับของโจร และความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 โดยขอให้ลงโทษทางอาญาแต่เพียงอย่างเดียวมิได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายมาด้วย กรณีจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) ที่โจทก์จะต้องดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อีกทั้งตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 4, 5, และ 6 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็หาได้กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการแทนลูกหนี้ ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษาให้ล้มละลายด้วยไม่ ดังนั้นโจทก์โดยนายประเสริฐกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ได้ ศาลฎีกา เห็นว่า คดีทั้งสี่สำนวนนี้โจทก์เป็นผู้ฟ้องคดีเอง คดีอยู่ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้องโดยศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นยกคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ทั้งสี่สำนวนขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แม้จำเลยที่ 4 จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ต้องถือว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสิ้นผลไปแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง แต่เมื่อศาลชั้นต้นส่งคำร้องมาศาลฎีกาในขณะที่ฎีกาของจำเลยที่ 4 อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไปเสียเลย เมื่อจำเลยที่ 4 ไม่คัดค้านการถอนฟ้อง จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ทั้งสี่สำนวนได้ กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 4 อีกต่อไป

ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000538.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7128 -
year
2552