คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9889/2552 ฉบับเต็ม

#496748
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9889/2552 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสิทธิศักดิ์ มะณีรัตน์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 91 ป.วิ.พ. มาตรา 249 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) เมื่อระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2547 ถึง 5 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีน 30 แท่ง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย (ข) เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวในข้อ (ก) 15 แท่ง ให้แก่ อ. และ บ. ในราคา 2,100,000 บาท (ค) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวในข้อ (ก) 15 แท่ง ให้แก่ อ. และ บ. ในราคา 2,100,000 บาท ดังนี้ฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดสามกรรมต่างวาระกัน ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องเท่ากับจำเลยยอมรับแล้วว่าได้กระทำความผิดสามกรรมต่างกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวไม่ โจทก์ฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนสองกรรมตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาโดยมิได้อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยฐานร่วมกับพวกมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนสองกรรมตามฟ้องได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนสองกรรมตามฟ้อง ทั้งศาลอุทธรณ์ก็ได้พิพากษายืนในส่วนนี้ การที่จำเลยฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 7 ริบเฮโรอีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ตะกร้าแบบพลาสติกทรงสูงสีเขียว 1 ใบ และถุงพลาสติกแบบมีซิปปิดเปิดด้านบนเป็นลายทางสีเขียวสลับขาว-ดำ 1 ใบ ของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (3), 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุเกือบยี่สิบปีบริบูรณ์ ถือว่าอยู่ในวัยที่ควรรู้ผิดชอบแล้วจึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมสองกระทงให้ลงโทษประหารชีวิตทั้งสองกระทง แต่เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตกระทงหนึ่งแล้ว จึงไม่นำโทษประหารชีวิตในกระทงที่เหลืออีกสองกระทงมารวมด้วย จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเฮโรอีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 0-9208-3672 ตะกร้าแบบพลาสติกทรงสูงสีเขียว และถุงพลาสติกแบบมีซิปปิดเปิดด้านบนลายทางสีเขียวสลับขาว-ดำ ของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดขณะมีอายุไม่ถึง 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (1) แล้ว ให้ลงโทษฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัม รวมสองกระทง ให้จำคุกตลอดชีวิตทั้งสองกระทง จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว จำคุกกระทงละ 25 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลย 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวไม่ใช่ความผิดหลายกรรมนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) เมื่อระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีน 30 แท่ง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย (ข) เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวในข้อ (ก) 15 แท่ง ให้แก่นายออดี้และนายบ๊อบบี้ในราคา 2,100,000 บาท (ค) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวในข้อ (ก) 15 แท่ง ให้แก่นายออดี้และนายบ๊อบบี้ในราคา 2,100,000 บาท ดังนี้ ฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดสามกรรมต่างวาระกัน ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เท่ากับจำเลยยอมรับแล้วว่าได้กระทำความผิดสามกรรมต่างกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า คดีนี้มีการตกลงซื้อขายเฮโรอีน 30 แท่ง ในราคา 2,100,000 บาท แม้จะมีการส่งมอบเฮโรอีน 2 ครั้ง ก็ถือว่ามีเจตนาจำหน่ายครั้งเดียว จึงเป็นความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีนกรรมเดียวเท่านั้น จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานร่วมกับพวกมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนสองกรรมตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา โดยมิได้อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยฐานร่วมกับพวกมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนสองกรรมตามฟ้องได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนสองกรรมตามฟ้อง ทั้งศาลอุทธรณ์ก็ได้พิพากษายืนในส่วนนี้ การที่จำเลยฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย... พิพากษายืน (วีระวัฒน์ ปวราจารย์-มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด-เฉลิมชัย ตันตยานนท์) ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายอัครพันธ์ สับปพันธ์ ศาลอุทธรณ์ - นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2506/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2866/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3776/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
496748
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญากรุงเทพใต้",
        "judge": "นายอัครพันธ์ สับปพันธ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081999172"
    }
}
date
2552
deka_no
9889/2552
deka_running_no
9889
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด",
    "เฉลิมชัย ตันตยานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสิทธิศักดิ์ มะณีรัตน์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 7 ริบเฮโรอีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ตะกร้าแบบพลาสติกทรงสูงสีเขียว 1 ใบ และถุงพลาสติกแบบมีซิปปิดเปิดด้านบนเป็นลายทางสีเขียวสลับขาว-ดำ 1 ใบ ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (3), 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุเกือบยี่สิบปีบริบูรณ์ ถือว่าอยู่ในวัยที่ควรรู้ผิดชอบแล้วจึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมสองกระทงให้ลงโทษประหารชีวิตทั้งสองกระทง แต่เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตกระทงหนึ่งแล้ว จึงไม่นำโทษประหารชีวิตในกระทงที่เหลืออีกสองกระทงมารวมด้วย จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเฮโรอีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 0-9208-3672 ตะกร้าแบบพลาสติกทรงสูงสีเขียว และถุงพลาสติกแบบมีซิปปิดเปิดด้านบนลายทางสีเขียวสลับขาว-ดำ ของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดขณะมีอายุไม่ถึง 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (1) แล้ว ให้ลงโทษฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัม รวมสองกระทง ให้จำคุกตลอดชีวิตทั้งสองกระทง จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว จำคุกกระทงละ 25 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลย 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวไม่ใช่ความผิดหลายกรรมนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) เมื่อระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีน 30 แท่ง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย (ข) เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวในข้อ (ก) 15 แท่ง ให้แก่นายออดี้และนายบ๊อบบี้ในราคา 2,100,000 บาท (ค) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2547 จำเลยกับพวกร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวในข้อ (ก) 15 แท่ง ให้แก่นายออดี้และนายบ๊อบบี้ในราคา 2,100,000 บาท ดังนี้ ฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดสามกรรมต่างวาระกัน ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เท่ากับจำเลยยอมรับแล้วว่าได้กระทำความผิดสามกรรมต่างกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า คดีนี้มีการตกลงซื้อขายเฮโรอีน 30 แท่ง ในราคา 2,100,000 บาท แม้จะมีการส่งมอบเฮโรอีน 2 ครั้ง ก็ถือว่ามีเจตนาจำหน่ายครั้งเดียว จึงเป็นความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีนกรรมเดียวเท่านั้น จำเลยมิได้กระทำความผิดฐานร่วมกับพวกมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนสองกรรมตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา โดยมิได้อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยฐานร่วมกับพวกมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนสองกรรมตามฟ้องได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนสองกรรมตามฟ้อง ทั้งศาลอุทธรณ์ก็ได้พิพากษายืนในส่วนนี้ การที่จำเลยฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย...

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2866/2547
primary_red_case_no
อ3776/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000528.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2506/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552