ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6830/2551
นางสาวละม้าย วุฒิพงศ์
โจทก์
นายเจริญ อุ่นเสียม
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 193/12, มาตรา 193/30
การกู้ยืมเงินกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และตามมาตรา 193/12 บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป" จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 4 กำหนดให้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุกเดือน ซึ่งจะครบกำหนดชำระดอกเบี้ยเดือนแรกในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 การที่จำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จึงเป็นการผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยได้ทันทีตามสัญญาข้อ 6 โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนได้ ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไป โดยไม่จำต้องรอจนครบกำหนดชำระเงินคืนตามสัญญา อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 10 ปี ในวันที่ 10 มิถุนายน 2549 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2550 เกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 90,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 90,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 เมษายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท
จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 90,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกวันที่ 9 ของเดือน และต้องชำระต้นเงินคืนในวันที่ 9 พฤษภาคม 2540 ตามหนังสือสัญญากู้เงิน หลังจากทำสัญญาจำเลยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2550
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงิน กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง และจะต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2540 เมื่อจำเลยผิดสัญญา โจทก์จึงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2550 เกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า การกู้ยืมเงินกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และตามมาตรา 193/12 บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป" จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 4 กำหนดให้จำเลยจะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุกเดือน ซึ่งจะครบกำหนดชำระดอกเบี้ยเดือนแรกในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 การที่จำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จึงเป็นการผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยได้ทันทีตามสัญญาข้อ 6 โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไป โดยไม่จำต้องรอจนครบกำหนดชำระเงินคืนตามสัญญา อายุความจึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 10 ปี ในวันที่ 10 มิถุนายน 2549 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2550 เกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้เป็นพับ
(เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์-บุญรอด ตันประเสริฐ-สนอง เล่าศรีวรกต)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
อายุความฟ้องเรียกเงินที่ให้กู้ยืมคืนมีอยู่ 2 ระยะ ขึ้นอยู่กับว่ามีการผ่อนชำระต้นเงินคืนหรือไม่ 1. กรณีไม่มีการผ่อนชำระต้นเงินคืน ถือว่าไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ส่วนมากเป็นการกู้ยืมเงินระหว่างเอกชนด้วยกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2557/2538 การกู้ยืมเงินมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 164 เดิม (มาตรา 193/30) และตามมาตรา 169 เดิม (มาตรา 193/12) บัญญัติว่าอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปเมื่อตามสัญญาข้อ 4 จำเลยที่ 1 จะต้องชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เดือนแรกภายในวันที่ 4 มกราคม 2524 การที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เลยจึงเป็นการผิดสัญญาซึ่งสัญญาข้อ 6 ระบุว่าโจทก์ฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยได้ ถือได้ว่าระยะเวลาซึ่งโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2524 ซึ่งนับถึงวันฟ้องเกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้วินิจฉัยเดินตาม 2. กรณีผ่อนชำระต้นเงินเป็นงวด เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) จึงมีอายุความ 5 ปี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9842/2542 โจทก์และจำเลยตกลงกำหนดวิธีชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินคืนโดยผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) เมื่อปรากฏว่าหลังจากทำสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดแรกที่ต้องชำระภายในวันที่ 25 กันยายน 2528 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้ทั้งหมด อายุความเริ่มนับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 คือ วันที่ 26 กันยายน 2528 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2540 จึงพ้นกำหนดอายุความ 5 ปี กรณีดังกล่าวไม่ต้องคำนึงว่ามูลหนี้เงินกู้ยืมมาจากหนี้ใด เมื่อแปลงหนี้มาเป็นการกู้ยืมเงินแล้วก็อยู่ในบังคับในเรื่องการกู้ยืมเงิน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3777/2535 เดิมจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดและตั๋วแลกเงินพร้อมดอกเบี้ย ต่อมาได้ทำสัญญารับว่ายังเป็นหนี้โจทก์ในต้นเงินและดอกเบี้ย โดยตกลงชำระเป็นรายเดือน เริ่มชำระเดือนแรกภายในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2524 เดือนต่อไปชำระภายในวันที่ 13 ของเดือนและจะชำระให้เสร็จใน 54 เดือน หากผิดนัดเดือนหนึ่งเดือนใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด และยอมให้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ ถือได้ว่าโจทก์จำเลยได้ตกลงเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ใหม่โดยรวมเอาต้นเงินและดอกเบี้ยค้างส่งถึงวันทำสัญญาเพื่อผ่อนคืนเป็นงวด การฟ้องร้องจึงอยู่ภายในบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 166 (มาตรา 193/33 (2)) มีอายุความ 5 ปี จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาเพียงเดือนแรก แล้วผิดนัดไม่ชำระตั้งแต่เดือนที่สอง ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2524 และผิดนัดตลอดมาถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมดทุกงวด ดังนั้น สิทธิเรียกร้องเงินทั้งหมดจึงเกิดขึ้นแล้ว อายุความฟ้องร้องเรียกเงินจำนวนที่ค้างจากจำเลยจึงเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2524 มิใช่เริ่มนับเมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดสุดท้าย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2531 จึงเกิน 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 169 ประกอบมาตรา 166 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ มีข้อสังเกตว่าหากสัญญากู้ยืมกำหนดให้ผ่อนชำระเฉพาะดอกเบี้ย ส่วนต้นเงินกำหนดระยะเวลาชำระไว้ต่างไปอีกส่วนหนึ่งโดยไม่มีการผ่อนชำระ เช่นนี้อายุความฟ้องเรียกเงินคืนจะต้องฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาใด คำตอบก็คือให้พิจารณาเฉพาะต้นเงินเท่านั้นว่ามีการผ่อนชำระส่วนที่เป็นต้นเงินหรือไม่ โดยไม่ต้องพิจารณาส่วนของดอกเบี้ย หากผ่อนชำระต้นเงินก็เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) คืออายุความ 5 ปี หากมิได้มีการผ่อนชำระต้นเงิน แม้จะผ่อนชำระดอกเบี้ยเป็นงวดหรือรายเดือน ถือว่ากรณีไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดไว้ ต้องใช้อายุความ 10 ปี เช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ศิริชัย วัฒนโยธิน