คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7423/2551 ฉบับเต็ม

#497047
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7423/2551 นางวรยาหรือเพ็ญนันท์ ธีรมิตตานนท์ กับพวก ผู้ร้อง ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. มาตรา 6, มาตรา 1382 ป.วิ.พ. มาตรา 24, มาตรา 172 วรรคสอง ตาราง 1 (2) ท้าย ป.วิ.พ. ในชั้นยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์นั้น ผู้ร้องทั้งสองเพียงแต่บรรยายให้ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบ โดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา 5 ปี หรือ 10 ปี แล้วแต่กรณี ก็ถือว่าเป็นคำร้องที่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามมาตรา 172 วรรคสอง แห่ง ป.วิ.พ. แล้ว ส่วนผู้คัดค้านจะเป็นบุคคลภายนอกและได้ทรัพย์ที่ผู้ร้องทั้งสองร้องขอครอบครองปรปักษ์มาโดยสุจริตหรือไม่ไม่ใช่สภาพแห่งข้อหาหรือข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่จำต้องบรรยายมาในคำร้องขอ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้านแล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้บรรยายให้ปรากฏในคำร้องว่า ผู้คัดค้านมิใช่บุคคลภายนอก และซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยไม่สุจริต ผู้คัดค้านจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่อาจยกเรื่องการครอบครองปรปักษ์ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นยันผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้แล้วพิพากษายกคำร้องขอ จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ตามอุทธรณ์และฎีกาจะขอให้ศาลสูงพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลล่างก็ตาม แต่เมื่อผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกามีผลเพียงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีหรือไม่เท่านั้น จึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนั้น จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้าน ___________________________ ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสองได้รับมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวจากนางอำไพ เมื่อปี 2533 และได้ครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ผู้ร้องทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสอง ศาลชั้นต้นให้ส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทราบ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองเคลือบคลุม ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเดิมเป็นของนางอำไพ ต่อมาเมื่อปี 2535 นางอำไพยกให้นางวัฒนา แล้วนางวัฒนานำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจำนองเป็นประกันหนี้แก่ผู้คัดค้าน ภายหลังผิดนัดชำระหนี้ ผู้คัดค้านจึงฟ้องบังคับจำนอง และต่อมาได้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทออกขายทอดตลาด ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นผู้ประมูลซื้อได้ และได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทมาเป็นของผู้คัดค้านแล้ว การได้มาซึ่งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงเป็นการได้มาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ทั้งผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ครบ 10 ปี ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่อาจยกเรื่องการครอบครองปรปักษ์ขึ้นยันผู้คัดค้านได้ ขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้านและต่อมามีคำพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้านตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้านตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่ ตามรูปคดีนั้น เป็นการชอบหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องทั้งสองทราบมาแต่ต้นแล้วว่าผู้คัดค้านมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องทั้งสองต้องบรรยายให้ปรากฏว่าผู้คัดค้านมิใช่บุคคลภายนอกและซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยไม่สุจริต เมื่อผู้ร้องทั้งสองไม่ได้บรรยายให้ปรากฏในคำร้อง ผู้คัดค้านก็ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต กรณีจึงไม่ต้องนำพยานเข้าสืบอีก เห็นว่า ในชั้นยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์นั้น ผู้ร้องทั้งสองเพียงแต่บรรยายให้ปรากฏว่า ผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบ โดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา 5 ปี หรือ 10 ปี แล้วแต่กรณี ก็ถือว่าเป็นคำร้องที่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามมาตรา 172 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว ส่วนผู้คัดค้านจะเป็นบุคคลภายนอกและได้ทรัพย์ที่ผู้ร้องทั้งสองร้องขอครอบครองปรปักษ์มาโดยสุจริตหรือไม่ ไม่ใช่สภาพแห่งข้อหาหรือข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่จำต้องบรรยายมาในคำร้องขอ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้าน แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้บรรยายให้ปรากฏในคำร้องว่า ผู้คัดค้านมิใช่บุคคลภายนอก และซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยไม่สุจริต ผู้คัดค้านจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่า กระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่อาจยกเรื่องการครอบครองปรปักษ์ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นยันผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้ แล้วพิพากษายกคำร้องขอ จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น อนึ่ง แม้ตามอุทธรณ์และฎีกาจะขอให้ศาลสูงพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลล่างก็ตาม แต่เมื่อผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกามีผลเพียงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีหรือไม่เท่านั้นจึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนั้น จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้าน" พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-รัตน กองแก้ว-ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ผลของการครอบครองจนได้กรรมสิทธิ์หรือการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 นั้น แยกพิจารณาออกเป็น 2 กรณี คือ 1. กรณีอสังหาริมทรัพย์นั้นปราศจากภาระผูกพันใดๆ ผู้ครอบครองย่อมได้กรรมสิทธิ์ไปโดยสมบูรณ์ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า 1.1 ผู้ครอบครองคนใดร้องต่อศาลจนศาลมีคำสั่งถึงที่สุดว่าผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองแล้วและได้จดทะเบียนการได้มาตามกฎหมายแล้ว กรณีนี้ผู้ครอบครองย่อมเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบครองโดยสมบูรณ์ เช่นเดียวกับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไป 1.2 ผู้ครอบครองยังมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าเป็นผู้ได้สิทธิครอบครอง กรณีนี้ผู้ครอบครองมีสิทธิยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยไม่สุจริต และผู้ที่ได้รับการโอนโดยไม่เสียค่าตอบแทน แต่ไม่สามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้ที่รับโอนโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง 2. กรณีที่อสังหาริมทรัพย์ที่ครอบครองนั้นติดภาระผูกพัน เช่น ติดภาระจำนองเช่นเดียวกับกรณีหมายเหตุนี้ จำนองยังคงติดกับตัวทรัพย์ไปตลอดเพราะการครอบครองจนได้กรรมสิทธิ์ไม่ทำให้จำนองระงับสิ้นไปแต่อย่างใด ดังนั้น ผู้ครอบครองย่อมรับภาระจำนองตกติดไปด้วยแม้ผู้ครอบครองจะมีการขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์และศาลได้มีคำสั่งและผู้ครอบครองได้จดทะเบียนสิทธิแล้วก็ตาม มีข้อพิจารณาว่าผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์ไม่ว่าจะจดทะเบียนสิทธิแล้วหรือไม่หากมีการบังคับจำนอง ผู้ซื้อทรัพย์จำนองจากการขายทอดตลอด จะต้องกระทำการโดยสุจริตหรือไม่ คำตอบคงไม่ เพราะการบังคับจำนองเป็นการกระทำตามขั้นตอนที่กฎหมายสารบัญญัติบัญญัติไว้ ผู้ครอบครองแม้จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่จำนองก็ต้องรับภาระจำนองต่อไปด้วย เพียงแต่การบังคับจำนองต้องแจ้งแก่ผู้ครอบครองซึ่งเป็นเจ้าของให้ทราบก่อนเท่านั้น ข้อเท็จจริงในคดีนี้ผู้คัดค้านซื้อที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่าครอบครองจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว แม้เป็นความจริงก็ไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้ผู้คัดค้านที่ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด อันสืบเนื่องมาจากการบังคับจำนองได้ ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
497047
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082007408"
    }
}
date
2551
deka_no
7423/2551
deka_running_no
7423
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "รัตน กองแก้ว",
    "ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 6",
            "ม. 1382"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 24",
            "ม. 172 วรรคสอง ตาราง 1 (2) ท้าย ป.วิ.พ."
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางวรยาหรือเพ็ญนันท์ ธีรมิตตานนท์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสองได้รับมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวจากนางอำไพ เมื่อปี 2533 และได้ครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ผู้ร้องทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสอง ศาลชั้นต้นให้ส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทราบ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองเคลือบคลุม ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเดิมเป็นของนางอำไพ ต่อมาเมื่อปี 2535 นางอำไพยกให้นางวัฒนา แล้วนางวัฒนานำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจำนองเป็นประกันหนี้แก่ผู้คัดค้าน ภายหลังผิดนัดชำระหนี้ ผู้คัดค้านจึงฟ้องบังคับจำนอง และต่อมาได้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทออกขายทอดตลาด ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเป็นผู้ประมูลซื้อได้ และได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทมาเป็นของผู้คัดค้านแล้ว การได้มาซึ่งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงเป็นการได้มาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ทั้งผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ครบ 10 ปี ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่อาจยกเรื่องการครอบครองปรปักษ์ขึ้นยันผู้คัดค้านได้ ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้านและต่อมามีคำพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้านตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้านตามประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่ ตามรูปคดีนั้น เป็นการชอบหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องทั้งสองทราบมาแต่ต้นแล้วว่าผู้คัดค้านมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องทั้งสองต้องบรรยายให้ปรากฏว่าผู้คัดค้านมิใช่บุคคลภายนอกและซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยไม่สุจริต เมื่อผู้ร้องทั้งสองไม่ได้บรรยายให้ปรากฏในคำร้อง ผู้คัดค้านก็ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต กรณีจึงไม่ต้องนำพยานเข้าสืบอีก เห็นว่า ในชั้นยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์นั้น ผู้ร้องทั้งสองเพียงแต่บรรยายให้ปรากฏว่า ผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบ โดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา 5 ปี หรือ 10 ปี แล้วแต่กรณี ก็ถือว่าเป็นคำร้องที่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามมาตรา 172 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว ส่วนผู้คัดค้านจะเป็นบุคคลภายนอกและได้ทรัพย์ที่ผู้ร้องทั้งสองร้องขอครอบครองปรปักษ์มาโดยสุจริตหรือไม่ ไม่ใช่สภาพแห่งข้อหาหรือข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่จำต้องบรรยายมาในคำร้องขอ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานผู้ร้องทั้งสองและพยานผู้คัดค้าน แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้บรรยายให้ปรากฏในคำร้องว่า ผู้คัดค้านมิใช่บุคคลภายนอก และซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยไม่สุจริต ผู้คัดค้านจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่า กระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่อาจยกเรื่องการครอบครองปรปักษ์ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นยันผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้ แล้วพิพากษายกคำร้องขอ จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ตามอุทธรณ์และฎีกาจะขอให้ศาลสูงพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลล่างก็ตาม แต่เมื่อผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกามีผลเพียงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีหรือไม่เท่านั้นจึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนั้น จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้าน"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ผลของการครอบครองจนได้กรรมสิทธิ์หรือการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 นั้น แยกพิจารณาออกเป็น 2 กรณี คือ 1. กรณีอสังหาริมทรัพย์นั้นปราศจากภาระผูกพันใดๆ ผู้ครอบครองย่อมได้กรรมสิทธิ์ไปโดยสมบูรณ์ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า 1.1 ผู้ครอบครองคนใดร้องต่อศาลจนศาลมีคำสั่งถึงที่สุดว่าผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองแล้วและได้จดทะเบียนการได้มาตามกฎหมายแล้ว กรณีนี้ผู้ครอบครองย่อมเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบครองโดยสมบูรณ์ เช่นเดียวกับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไป 1.2 ผู้ครอบครองยังมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าเป็นผู้ได้สิทธิครอบครอง กรณีนี้ผู้ครอบครองมีสิทธิยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยไม่สุจริต และผู้ที่ได้รับการโอนโดยไม่เสียค่าตอบแทน แต่ไม่สามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้ที่รับโอนโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง 2. กรณีที่อสังหาริมทรัพย์ที่ครอบครองนั้นติดภาระผูกพัน เช่น ติดภาระจำนองเช่นเดียวกับกรณีหมายเหตุนี้ จำนองยังคงติดกับตัวทรัพย์ไปตลอดเพราะการครอบครองจนได้กรรมสิทธิ์ไม่ทำให้จำนองระงับสิ้นไปแต่อย่างใด ดังนั้น ผู้ครอบครองย่อมรับภาระจำนองตกติดไปด้วยแม้ผู้ครอบครองจะมีการขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์และศาลได้มีคำสั่งและผู้ครอบครองได้จดทะเบียนสิทธิแล้วก็ตาม มีข้อพิจารณาว่าผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์ไม่ว่าจะจดทะเบียนสิทธิแล้วหรือไม่หากมีการบังคับจำนอง ผู้ซื้อทรัพย์จำนองจากการขายทอดตลอด จะต้องกระทำการโดยสุจริตหรือไม่ คำตอบคงไม่ เพราะการบังคับจำนองเป็นการกระทำตามขั้นตอนที่กฎหมายสารบัญญัติบัญญัติไว้ ผู้ครอบครองแม้จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่จำนองก็ต้องรับภาระจำนองต่อไปด้วย เพียงแต่การบังคับจำนองต้องแจ้งแก่ผู้ครอบครองซึ่งเป็นเจ้าของให้ทราบก่อนเท่านั้น ข้อเท็จจริงในคดีนี้ผู้คัดค้านซื้อที่ดินที่ผู้ร้องอ้างว่าครอบครองจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว แม้เป็นความจริงก็ไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้ผู้คัดค้านที่ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด อันสืบเนื่องมาจากการบังคับจำนองได้ ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000600.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551