คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2551 ฉบับเต็ม

#497117
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2551 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางวรรณา วรทวีธำรง ผู้ร้อง นายอวยชัย วรทวีธำรง โดยทายาทรวม 4 คน เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 23, มาตรา 226 (1), มาตรา 226 (2), มาตรา 227, มาตรา 228 คำร้องขอขยายระยะเวลาของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งตามที่เห็นสมควร คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณานอกเหนือจากคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 227, 228 ผู้ร้องจะต้องโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อไป เว้นแต่ผู้ร้องจะไม่มีโอกาสที่จะโต้แย้งได้ การที่ทนายผู้ร้องได้ลงชื่อรับทราบในคำร้องฉบับดังกล่าวเพื่อให้มาฟังคำสั่งในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 กรณีย่อมต้องถือว่า ผู้ร้องได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 ให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความ อันเป็นเวลาหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึง 4 วัน ผู้ร้องย่อมมีโอกาสเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งนี้ได้ แต่ผู้ร้องก็มิได้โต้แย้ง เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11145, 11146 ตำบลเชียงรากน้อย (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตก) อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องให้จำเลยเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนจากผู้ขายและมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนผู้ร้อง จำเลยไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ระหว่างไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ทนายผู้ร้องแถลงไม่ติดใจให้ศาลไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและขออนุญาตขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาลตามคำร้องขัดทรัพย์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันแถลงต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2548 อนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินไปถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาลออกไป 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันนั้นว่า ศาลได้ให้โอกาสผู้ร้องหาเงินมาชำระต่อศาลเป็นเวลา 30 วัน ก่อนหน้านี้แล้ว ตามคำร้องอ้างลอยๆ ว่าอยู่ระหว่างขอทำเรื่องกู้เงินจากสถาบันการเงินแต่ไม่มีหลักฐานมาแสดงไม่น่าเชื่อถือ และไม่ถือว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัย ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาล ให้ยกคำร้อง หลังจากพ้นกำหนดที่ผู้ร้องจะต้องชำระเงินแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 ว่าทนายผู้ร้องไม่มาดำเนินการตามคำสั่งศาล ถือว่าผู้ร้องไม่ติดใจให้ไต่สวนคำร้อง ให้ยกคำร้อง และให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ วันที่ 9 ธันวาคม 2548 ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งเกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่ผู้ร้องมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ ทั้งที่มีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วยในผล มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2548 และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้หมายเรียก นายโยธิน นางนราวัลย์ นายอมร และนายไพบูลย์ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ผู้ร้องมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว แต่ผู้ร้องมิได้โต้แย้งคำสั่ง ผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณานั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำร้องขอขยายระยะเวลาของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งตามที่เห็นสมควร คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณานอกเหนือจากคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227, 228 แล้ว ผู้ร้องจะต้องโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อไป เว้นแต่ผู้ร้องจะไม่มีโอกาสที่จะโต้แย้งได้ การที่ทนายผู้ร้องได้ลงชื่อรับทราบในคำร้องฉบับดังกล่าวเพื่อให้มาฟังคำสั่งในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 กรณีย่อมต้องถือว่า ผู้ร้องได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 ให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความ อันเป็นเวลาหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึง 4 วัน ผู้ร้องย่อมมีโอกาสเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งนี้ได้ แต่ผู้ร้องก็มิได้โต้แย้ง เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (มนตรี ยอดปัญญา-ดิเรก อิงคนินันท์-วีระพล ตั้งสุวรรณ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
497117
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082006776"
    }
}
date
2551
deka_no
8321/2551
deka_running_no
8321
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "วีระพล ตั้งสุวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 23",
            "ม. 226 (1)",
            "ม. 226 (2)",
            "ม. 227",
            "ม. 228"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางวรรณา วรทวีธำรง"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายอวยชัย วรทวีธำรง โดยทายาทรวม 4 คน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "เข้าเป็นคู่ความแทน"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11145, 11146 ตำบลเชียงรากน้อย (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตก) อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องให้จำเลยเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนจากผู้ขายและมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนผู้ร้อง จำเลยไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ระหว่างไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ทนายผู้ร้องแถลงไม่ติดใจให้ศาลไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและขออนุญาตขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาลตามคำร้องขัดทรัพย์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันแถลงต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2548 อนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินไปถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาลออกไป 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันนั้นว่า ศาลได้ให้โอกาสผู้ร้องหาเงินมาชำระต่อศาลเป็นเวลา 30 วัน ก่อนหน้านี้แล้ว ตามคำร้องอ้างลอยๆ ว่าอยู่ระหว่างขอทำเรื่องกู้เงินจากสถาบันการเงินแต่ไม่มีหลักฐานมาแสดงไม่น่าเชื่อถือ และไม่ถือว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัย ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาล ให้ยกคำร้อง หลังจากพ้นกำหนดที่ผู้ร้องจะต้องชำระเงินแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 ว่าทนายผู้ร้องไม่มาดำเนินการตามคำสั่งศาล ถือว่าผู้ร้องไม่ติดใจให้ไต่สวนคำร้อง ให้ยกคำร้อง และให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ วันที่ 9 ธันวาคม 2548 ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าขึ้นศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งเกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง

ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่ผู้ร้องมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ ทั้งที่มีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วยในผล มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2548 และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้หมายเรียก นายโยธิน นางนราวัลย์ นายอมร และนายไพบูลย์ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ผู้ร้องมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว แต่ผู้ร้องมิได้โต้แย้งคำสั่ง ผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณานั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำร้องขอขยายระยะเวลาของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งตามที่เห็นสมควร คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณานอกเหนือจากคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227, 228 แล้ว ผู้ร้องจะต้องโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อไป เว้นแต่ผู้ร้องจะไม่มีโอกาสที่จะโต้แย้งได้ การที่ทนายผู้ร้องได้ลงชื่อรับทราบในคำร้องฉบับดังกล่าวเพื่อให้มาฟังคำสั่งในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 กรณีย่อมต้องถือว่า ผู้ร้องได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 ให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความ อันเป็นเวลาหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึง 4 วัน ผู้ร้องย่อมมีโอกาสเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งนี้ได้ แต่ผู้ร้องก็มิได้โต้แย้ง เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000594.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551