คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4154/2551 ฉบับเต็ม

#497307
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4154/2551 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายพเนตร์ พรหมจรรย์ โจทก์ร่วม นายนอบ พรหมจรรย์ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 68 โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เพียงมีเรื่องโต้เถียงกันเท่านั้น แล้วโจทก์ร่วมไม่ได้กระทำอะไรอื่นอีก แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ร่วมเคยให้มีด พ. แทงจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมขู่จะแทงจำเลยที่ 1 ด้วย ก็เป็นเพียงคำพูดโต้ตอบกันเพราะขณะนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมจะทำร้ายจำเลยที่ 1 ก่อน การที่จำเลยที่ 1 ถือมีดของกลางเข้าไปหาโจทก์ร่วมแต่ถูกโจทก์ร่วมแย่งมีด แล้วจำเลยที่ 1 ใช้มีดของกลางแทงปักติดที่ไหล่ของโจทก์ร่วมนั้นเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 โกรธโจทก์ร่วมเองโดยที่โจทก์ร่วมไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายก่อเหตุก่อน และทำร้ายโจทก์ร่วมโดยใช้มีดของกลางแทงโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส จึงไม่ถือว่าเป็นการป้องกันตัวให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและไม่มีภยันอันตรายที่ใกล้จะถึง การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่อาจยกเอาเหตุป้องกันโดยชอบขึ้นมาอ้างได้ เพราะการป้องกันโดยชอบตาม ป.อ. มาตรา 68 ต้องเป็นกรณีที่ผู้กระทำถูกกระทำฝ่ายเดียวก่อนจึงได้กระทำไปเพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83, 80 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายพเนตร์ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (ที่ถูกมาตรา 297 (8)) จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ใช้มีดตะไบรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมของกลางเป็นอาวุธแทงโจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บและผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมไปหานายเชวงหรือฉุ้ยที่บ้านเกิดเหตุโดยมีจำเลยทั้งสองนั่งอยู่บนแคร่ข้างบ้านดังกล่าว ระหว่างรอนายเชวงอยู่ข้างนอกบ้านโจทก์ร่วมเดินไปหยิบยาเส้นที่วางอยู่ตรงกลางระหว่างจำเลยทั้งสองและขณะผู้เสียหายมวนยาเส้นได้ร้องเพลงว่า "จตุรภักดิ์เจ้ายักษ์หมดฤทธิ์" แล้วนั่งสูบยาเส้นบนแคร่ข้างจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ได้ลุกขึ้นเดินไปที่รถจักรยานยนต์เปิดเบาะรถแล้วเดินกลับมาหาผู้เสียหายโดยใช้มือซ้ายยันที่ไหล่ข้างซ้ายของผู้เสียหายแล้วใช้มือขวาถือมีดของกลางแทงผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนได้ความว่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายพูดจาตอบโต้กันแล้วผู้เสียหายพูดว่า "ถ้านั้นแทงเสียเล่าว่า" จำเลยที่ 1 จึงรู้สึกโกรธเนื่องจากผู้เสียหายเคยให้มีดนายพิดับแทงจำเลยที่ 1 จนขาพิการ จำเลยที่ 1 จึงเดินไปเอามีดของกลางลักษณะเป็นตะไบเหล็กรูปสามเหลี่ยมที่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์แล้วถือเดินไปหาโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมเห็นก็ได้เดินเข้าไปแย่งมีดของกลางและหักข้อมือจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้มีดของกลางแทงถูกขาข้างซ้ายของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงใช้มือขวากดไหล่ของผู้เสียหายแล้วใช้มีดของกลางแทงบริเวณหลังของผู้เสียหายจนมีดของกลางเสียบลงลึกไม่สามารถดึงออกได้จึงหลบหนีไปเห็นว่าโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เพียงมีเรื่องโต้เถียงกันเท่านั้นแล้วผู้เสียหายไม่ได้กระทำอะไรอื่นอีก แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ร่วมเคยให้มีดนายพิดับแทงจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมขู่จะแทงจำเลยที่ 1 ด้วยก็เป็นเพียงแต่คำพูดโต้ตอบกันเพราะขณะนั้นไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายจะทำร้ายจำเลยที่ 1 ก่อน การที่จำเลยที่ 1 ถือมีดของกลางเข้าไปหาโจทก์ร่วมแต่ถูกโจทก์ร่วมแย่งมีดแล้วจำเลยที่ 1 ใช้มีดของกลางแทงปักติดที่ไหล่ของโจทก์ร่วมนั้น ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ปรากฏเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 โกรธโจทก์ร่วมเองโดยที่โจทก์ร่วมไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายก่อเหตุก่อน และทำร้ายโจทก์ร่วมโดยใช้มีดของกลางแทงโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสตามฟ้อง จึงไม่ถือว่าเป็นการป้องกันตัวให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและไม่มีภยันตรายที่ใกล้จะถึง การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่อาจยกเอาเหตุป้องกันโดยชอบขึ้นมาอ้างได้ เพราะการป้องกันโดยชอบตาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ต้องเป็นกรณีที่ผู้กระทำถูกกระทำฝ่ายเดียวก่อนจึงได้กระทำไปเพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ได้แสดงความพยายามบรรเทาผลร้าย การที่จำเลยที่ 1 วางเงินต่อศาลตามที่อ้างในฎีกาก็เป็นการกระทำภายหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการแสดงให้เห็นถึงสำนึกในความผิดที่ตนได้กระทำ ประกอบกับนายแพทย์ศราวุธผู้รักษาโจทก์ร่วมเบิกความว่า รักษาโจทก์ร่วมโดยผ่าตัดช่องอกของโจทก์ร่วมเพื่อนำมีดของกลางออกและผ่าตัดเพื่อหยุดโลหิตตกในช่องอกตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บและผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งหากรักษาไม่ทันโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตายได้พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 1 นั้น เหมาะสมแก่สภาพความผิดแล้ว และแม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองให้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน (ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล-กีรติ กาญจนรินทร์-ศิริชัย วัฒนโยธิน) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ศาลฎีกาในคดีนี้เดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเดิม ๆ ที่ว่าผู้ก่อเหตุไม่อาจอ้างเหตุการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้ การที่เราจะเข้าใจเหตุผลของหลักการที่ศาลฎีกาวางไว้ข้างต้นก็ต่อเมื่อเราเข้าใจว่าแนวคิดพื้นฐานของการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายมีเนื้อหาอย่างไร ตามกฎหมายอาญาเยอรมัน ความเห็นฝ่ายข้างมากเห็นว่าการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายมีแนวคิดพื้นฐานที่สำคัญสองประการร่วมกันกล่าวคือ แนวคิดในการป้องกันตนเอง (Individualschutz) และแนวคิดในการรักษาระเบียบของกฎหมาย (Rechtsbewaehrung) ในส่วนของแนวคิดในการป้องกันตนเองมีความหมายว่าทุกคนมีสิทธิตามธรรมชาติที่จะใช้สิทธิป้องกันเพื่อคุ้มครองตนเองหรือบุคคลอื่น ในส่วนของแนวคิดในการรักษาระเบียบของกฎหมายเป็นไปตามหลักการที่ Berner ได้ให้ไว้เมื่อร้อยปีก่อนที่ว่าความถูกต้องไม่จำต้องอ่อนข้อให้กับความไม่ถูกต้อง (das Recht braucht dem Unrecht nicht zu weichen) เพราะระเบียบของกฎหมายย่อมไม่อาจที่จะคงอยู่ได้หากยอมจำนนกับความไม่ถูกต้อง (Vgl.Surasit Sangviroatjanapat, Einschraenkungen des Notwehrrechts im Rahmen ehelicher Beziehungen und andere enger Lebensgemeinschaften nach dem deutschen und thailaendischen Recht, 2003, หน้า 1ff) ในการตีความหลักกฎหมายในเรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายจึงต้องพิจารณาแนวคิดในการป้องกันตนเองและแนวคิดการรักษาระเบียบของกฎหมายไปพร้อม ๆ กัน หากคิดจากแนวคิดพื้นฐานทั้งสองประการของการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วก็จะเห็นได้ว่าผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนไม่อาจอ้างหลักป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้เพราะการกระทำของผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนไม่เป็นการป้องกันตนเองเพราะตัวเองไปทำร้ายคนอื่นก่อนอีกทั้งไม่เป็นการรักษาระเบียบของกฎหมายเพราะหากยอมให้คนที่ก่อเหตุไปทำร้ายคนอื่นก่อนแล้วอ้างการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายก็ไม่ใช่การรักษาระเบียบของกฎหมายแต่เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน การเข้าใจแนวคิดพื้นฐานของการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายยังช่วยในการตีความหลักกฎหมายในเรื่องป้องกันในกรณีอื่น ๆ ด้วย เช่น การป้องกันทำต่อสัตว์ไม่ได้เพราะแม้ว่าจะมีแนวคิดในการป้องกันตนเองแต่ก็ขาดแนวคิดในเรื่องการรักษาระเบียบของกฎหมายเพราะสัตว์ไม่อาจที่จะละเมิดต่อระเบียบของกฎหมายได้ ผู้อ้างสิทธิป้องกันไม่จำเป็นต้องหนีผู้ประทุษร้ายเพราะจะเป็นการขัดต่อหลักในเรื่องการรักษาระเบียบของกฎหมาย เป็นต้น สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
497307
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009456"
    }
}
date
2551
deka_no
4154/2551
deka_running_no
4154
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล",
    "กีรติ กาญจนรินทร์",
    "ศิริชัย วัฒนโยธิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 68"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายพเนตร์ พรหมจรรย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนอบ พรหมจรรย์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83, 80 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายพเนตร์ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (ที่ถูกมาตรา 297 (8)) จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ใช้มีดตะไบรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมของกลางเป็นอาวุธแทงโจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บและผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมไปหานายเชวงหรือฉุ้ยที่บ้านเกิดเหตุโดยมีจำเลยทั้งสองนั่งอยู่บนแคร่ข้างบ้านดังกล่าว ระหว่างรอนายเชวงอยู่ข้างนอกบ้านโจทก์ร่วมเดินไปหยิบยาเส้นที่วางอยู่ตรงกลางระหว่างจำเลยทั้งสองและขณะผู้เสียหายมวนยาเส้นได้ร้องเพลงว่า "จตุรภักดิ์เจ้ายักษ์หมดฤทธิ์" แล้วนั่งสูบยาเส้นบนแคร่ข้างจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ได้ลุกขึ้นเดินไปที่รถจักรยานยนต์เปิดเบาะรถแล้วเดินกลับมาหาผู้เสียหายโดยใช้มือซ้ายยันที่ไหล่ข้างซ้ายของผู้เสียหายแล้วใช้มือขวาถือมีดของกลางแทงผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนได้ความว่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายพูดจาตอบโต้กันแล้วผู้เสียหายพูดว่า "ถ้านั้นแทงเสียเล่าว่า" จำเลยที่ 1 จึงรู้สึกโกรธเนื่องจากผู้เสียหายเคยให้มีดนายพิดับแทงจำเลยที่ 1 จนขาพิการ จำเลยที่ 1 จึงเดินไปเอามีดของกลางลักษณะเป็นตะไบเหล็กรูปสามเหลี่ยมที่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์แล้วถือเดินไปหาโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมเห็นก็ได้เดินเข้าไปแย่งมีดของกลางและหักข้อมือจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้มีดของกลางแทงถูกขาข้างซ้ายของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงใช้มือขวากดไหล่ของผู้เสียหายแล้วใช้มีดของกลางแทงบริเวณหลังของผู้เสียหายจนมีดของกลางเสียบลงลึกไม่สามารถดึงออกได้จึงหลบหนีไปเห็นว่าโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เพียงมีเรื่องโต้เถียงกันเท่านั้นแล้วผู้เสียหายไม่ได้กระทำอะไรอื่นอีก แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ร่วมเคยให้มีดนายพิดับแทงจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมขู่จะแทงจำเลยที่ 1 ด้วยก็เป็นเพียงแต่คำพูดโต้ตอบกันเพราะขณะนั้นไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายจะทำร้ายจำเลยที่ 1 ก่อน การที่จำเลยที่ 1 ถือมีดของกลางเข้าไปหาโจทก์ร่วมแต่ถูกโจทก์ร่วมแย่งมีดแล้วจำเลยที่ 1 ใช้มีดของกลางแทงปักติดที่ไหล่ของโจทก์ร่วมนั้น ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ปรากฏเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 โกรธโจทก์ร่วมเองโดยที่โจทก์ร่วมไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายก่อเหตุก่อน และทำร้ายโจทก์ร่วมโดยใช้มีดของกลางแทงโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสตามฟ้อง จึงไม่ถือว่าเป็นการป้องกันตัวให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและไม่มีภยันตรายที่ใกล้จะถึง การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่อาจยกเอาเหตุป้องกันโดยชอบขึ้นมาอ้างได้ เพราะการป้องกันโดยชอบตาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ต้องเป็นกรณีที่ผู้กระทำถูกกระทำฝ่ายเดียวก่อนจึงได้กระทำไปเพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ได้แสดงความพยายามบรรเทาผลร้าย การที่จำเลยที่ 1 วางเงินต่อศาลตามที่อ้างในฎีกาก็เป็นการกระทำภายหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการแสดงให้เห็นถึงสำนึกในความผิดที่ตนได้กระทำ ประกอบกับนายแพทย์ศราวุธผู้รักษาโจทก์ร่วมเบิกความว่า รักษาโจทก์ร่วมโดยผ่าตัดช่องอกของโจทก์ร่วมเพื่อนำมีดของกลางออกและผ่าตัดเพื่อหยุดโลหิตตกในช่องอกตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บและผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งหากรักษาไม่ทันโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตายได้พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 1 นั้น เหมาะสมแก่สภาพความผิดแล้ว และแม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองให้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ศาลฎีกาในคดีนี้เดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเดิม ๆ ที่ว่าผู้ก่อเหตุไม่อาจอ้างเหตุการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้ การที่เราจะเข้าใจเหตุผลของหลักการที่ศาลฎีกาวางไว้ข้างต้นก็ต่อเมื่อเราเข้าใจว่าแนวคิดพื้นฐานของการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายมีเนื้อหาอย่างไร ตามกฎหมายอาญาเยอรมัน ความเห็นฝ่ายข้างมากเห็นว่าการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายมีแนวคิดพื้นฐานที่สำคัญสองประการร่วมกันกล่าวคือ แนวคิดในการป้องกันตนเอง (Individualschutz) และแนวคิดในการรักษาระเบียบของกฎหมาย (Rechtsbewaehrung) ในส่วนของแนวคิดในการป้องกันตนเองมีความหมายว่าทุกคนมีสิทธิตามธรรมชาติที่จะใช้สิทธิป้องกันเพื่อคุ้มครองตนเองหรือบุคคลอื่น ในส่วนของแนวคิดในการรักษาระเบียบของกฎหมายเป็นไปตามหลักการที่ Berner ได้ให้ไว้เมื่อร้อยปีก่อนที่ว่าความถูกต้องไม่จำต้องอ่อนข้อให้กับความไม่ถูกต้อง (das Recht braucht dem Unrecht nicht zu weichen) เพราะระเบียบของกฎหมายย่อมไม่อาจที่จะคงอยู่ได้หากยอมจำนนกับความไม่ถูกต้อง (Vgl.Surasit Sangviroatjanapat, Einschraenkungen des Notwehrrechts im Rahmen ehelicher Beziehungen und andere enger Lebensgemeinschaften nach dem deutschen und thailaendischen Recht, 2003, หน้า 1ff) ในการตีความหลักกฎหมายในเรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายจึงต้องพิจารณาแนวคิดในการป้องกันตนเองและแนวคิดการรักษาระเบียบของกฎหมายไปพร้อม ๆ กัน หากคิดจากแนวคิดพื้นฐานทั้งสองประการของการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วก็จะเห็นได้ว่าผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนไม่อาจอ้างหลักป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้เพราะการกระทำของผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนไม่เป็นการป้องกันตนเองเพราะตัวเองไปทำร้ายคนอื่นก่อนอีกทั้งไม่เป็นการรักษาระเบียบของกฎหมายเพราะหากยอมให้คนที่ก่อเหตุไปทำร้ายคนอื่นก่อนแล้วอ้างการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายก็ไม่ใช่การรักษาระเบียบของกฎหมายแต่เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน การเข้าใจแนวคิดพื้นฐานของการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายยังช่วยในการตีความหลักกฎหมายในเรื่องป้องกันในกรณีอื่น ๆ ด้วย เช่น การป้องกันทำต่อสัตว์ไม่ได้เพราะแม้ว่าจะมีแนวคิดในการป้องกันตนเองแต่ก็ขาดแนวคิดในเรื่องการรักษาระเบียบของกฎหมายเพราะสัตว์ไม่อาจที่จะละเมิดต่อระเบียบของกฎหมายได้ ผู้อ้างสิทธิป้องกันไม่จำเป็นต้องหนีผู้ประทุษร้ายเพราะจะเป็นการขัดต่อหลักในเรื่องการรักษาระเบียบของกฎหมาย เป็นต้น สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000618.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551