คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2552 ฉบับเต็ม

#497323
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2552 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสลักเพชร เทียบเพ็ชร์หรือเทียมเพ็ชร์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 216 ฎีกาของจำเลยเพียงแต่โต้แย้งคัดค้านคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบอย่างไรและจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาอุทธรณ์เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 ซอง น้ำหนัก 0.530 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.518 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย. 958/2550 ของศาลชั้นต้น ขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รอสั่งในวันนัดพร้อม สำเนาให้จำเลย" แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งสำเนาให้จำเลย ต่อมาวันที่ 11 เมษายน 2550 จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ก่อนพิพากษาคดี เป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์และพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง หากจำเลยทราบแล้ว จำเลยก็คงจะไม่รับสารภาพ เพราะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีทั้งโจทก์ก็ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยถูกฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.958/2550 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบว่าจำเลยถูกฟ้องในคดีดังกล่าวในวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจึงไม่สมเหตุผล นั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเพียงแต่โต้แย้งคัดค้านคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบอย่างไรและจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากศาลอุทธรณ์เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาของจำเลย (วิรัช ชินวินิจกุล-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
497323
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082005164"
    }
}
date
2552
deka_no
220/2552
deka_running_no
220
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "วิรัช ชินวินิจกุล",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 216"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสลักเพชร เทียบเพ็ชร์หรือเทียมเพ็ชร์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 ซอง น้ำหนัก 0.530 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.518 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย. 958/2550 ของศาลชั้นต้น ขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รอสั่งในวันนัดพร้อม สำเนาให้จำเลย" แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งสำเนาให้จำเลย ต่อมาวันที่ 11 เมษายน 2550 จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ก่อนพิพากษาคดี เป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์และพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง หากจำเลยทราบแล้ว จำเลยก็คงจะไม่รับสารภาพ เพราะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีทั้งโจทก์ก็ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยถูกฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.958/2550 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบว่าจำเลยถูกฟ้องในคดีดังกล่าวในวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจึงไม่สมเหตุผล นั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเพียงแต่โต้แย้งคัดค้านคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบอย่างไรและจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากศาลอุทธรณ์เพราะเหตุใด จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000580.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552