คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9189/2552 ฉบับเต็ม

#497406
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9189/2552 นางลม่อม ภิรมย์ศรี โจทก์ นางเสนาะ สินสืบผล จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 653, มาตรา 654 ป.วิ.พ. มาตรา 289 เจ้าหนี้อื่นนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่จำเลยจำนองไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จำนองจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามคำขอของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับชำระหนี้ตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้อยู่แล้ว เมื่อจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์อีกนอกจากหนี้จำนองดังกล่าว การที่โจทก์กลับนำเอาหนี้จำนองนั้นมาให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินอีกโดยบวกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่จะเรียกได้ตามกฎหมาย อันทำให้ส่วนดอกเบี้ยที่กำหนดตกเป็นโมฆะโดยจำเลยมิได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแต่อย่างใด สัญญากู้ยืมเงินจึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,714,206 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 1,506,995 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท และกำหนดเงื่อนไขว่าหากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 74534 ตำบลบางกร่าง (บางข่า) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยไปแล้วเพียงใด ให้หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ระงับลงเพียงนั้น จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสัญญากู้ยืมเงินมีมูลหนี้ที่โจทก์จะบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำนวนเงินต้น 400,000 บาท ที่โจทก์นำมาบวกกับดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน เป็นเงินกู้จำนวน 1,506,995 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงินนั้น คือ เงินจำนองที่จำเลยยังค้างชำระแก่โจทก์ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินซึ่งต่อมาได้มีการขึ้นเงินจำนองตามสำเนาบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 1 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดในคดีหมายเลขแดงที่ ย. 486/2545 ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จำนองจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามคำขอของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับชำระหนี้ตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้อยู่แล้ว เมื่อจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์อีกนอกจากหนี้จำนองดังกล่าว การที่โจทก์กลับนำเอาหนี้จำนองนั้นมาให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินอีก โดยบวกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่จะเรียกได้ตามกฎหมาย อันทำให้ส่วนดอกเบี้ยที่กำหนดตกเป็นโมฆะโดยจำเลยมิได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแต่อย่างใด สัญญากู้ยืมเงินจึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการบังคับให้จำเลยชำระหนี้จำนวนเดียวกับที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์ที่จำเลยจำนองไว้แก่โจทก์ก่อนเจ้าหนี้อื่นจากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวและคดีถึงที่สุดไปแล้ว ฎีกาจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ. (สุพัฒน์ บุญยุบล-พรเพชร วิชิตชลชัย-ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายอดิศร คลี่สุวรรณ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุรพันธุ์ ละอองมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.293/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ140/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ485/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
497406
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายอดิศร คลี่สุวรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสุรพันธุ์ ละอองมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081999415"
    }
}
date
2552
deka_no
9189/2552
deka_running_no
9189
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "สุพัฒน์ บุญยุบล",
    "พรเพชร วิชิตชลชัย",
    "ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 653",
            "ม. 654"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 289"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางลม่อม ภิรมย์ศรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางเสนาะ สินสืบผล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,714,206 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 1,506,995 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท และกำหนดเงื่อนไขว่าหากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 74534 ตำบลบางกร่าง (บางข่า) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยไปแล้วเพียงใด ให้หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ระงับลงเพียงนั้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสัญญากู้ยืมเงินมีมูลหนี้ที่โจทก์จะบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำนวนเงินต้น 400,000 บาท ที่โจทก์นำมาบวกกับดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน เป็นเงินกู้จำนวน 1,506,995 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงินนั้น คือ เงินจำนองที่จำเลยยังค้างชำระแก่โจทก์ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินซึ่งต่อมาได้มีการขึ้นเงินจำนองตามสำเนาบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 1 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดในคดีหมายเลขแดงที่ ย. 486/2545 ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จำนองจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามคำขอของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิบังคับชำระหนี้ตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้อยู่แล้ว เมื่อจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์อีกนอกจากหนี้จำนองดังกล่าว การที่โจทก์กลับนำเอาหนี้จำนองนั้นมาให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินอีก โดยบวกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่จะเรียกได้ตามกฎหมาย อันทำให้ส่วนดอกเบี้ยที่กำหนดตกเป็นโมฆะโดยจำเลยมิได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแต่อย่างใด สัญญากู้ยืมเงินจึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการบังคับให้จำเลยชำระหนี้จำนวนเดียวกับที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์ที่จำเลยจำนองไว้แก่โจทก์ก่อนเจ้าหนี้อื่นจากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวและคดีถึงที่สุดไปแล้ว ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
พ140/2546
primary_red_case_no
พ485/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000530.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.293/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552