คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 590/2553 ฉบับเต็ม

#497407
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 590/2553 นายประไม พิมพ์บูลย์ กับพวก โจทก์ นายสมควร วิเชียรพงษ์ จำเลย นางประนอม ภูมิประสาท จำเลยร่วม ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 249 ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมที่ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาเกินคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองในเนื้อที่ดินที่ฟ้องหรือไม่ แม้เป็นประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยและจำเลยร่วมจึงยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์โดยรับในอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทฟังเป็นยุติว่ามีเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ จำเลยร่วมให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องแต่อย่างใด ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน และให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 12 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนางประนอม ภริยาจำเลยเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งโจทก์ทั้งสองเข้าไปตัดอ้อยในที่ดินของจำเลยร่วมคิดเป็นค่าเสียหาย 200,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องแย้ง และพิพากษาว่าจำเลยร่วมมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ ที่ดินตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลท่าสีดา อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะส่วนที่โจทก์ชนะคดีแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามาเกินคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองในเนื้อที่ดินที่ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นข้อนี้เป็นประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยและจำเลยร่วมจึงยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์ บรรยายว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ จำเลยให้การว่า จำเลยเช่าที่ดินโจทก์ที่ 1 เพียง 60 ถึง 70 ไร่ ต่อมาภริยาจำเลย (จำเลยร่วม) เช่าเพิ่มอีกจำนวน 60 ไร่ จำเลยร่วมให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 80 ไร่ ที่ดินพิพาททั้งผืนมีเนื้อประมาณ 130 ไร่ จำเลยร่วมครอบครองปลูกอ้อยส่วนที่เกินสัญญาเช่าประมาณ 50 ไร่ กำหนดประเด็นข้อพิพาท ข้อ 3 ว่า โจทก์ทั้งสองหรือจำเลยร่วมเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และสั่งว่าเนื่องจากโจทก์ทั้งสองและจำเลยร่วมพิพาทกันถึงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยร่วมเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ของราคาที่ดินพิพาท และคู่ความร่วมกันแถลงว่า ราคาที่ดินพิพาทมีราคา 130,000 บาท คู่ความจะขอชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มในวันนี้ โจทก์ทั้งสองและจำเลยร่วมต่างเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์โดยรับในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทฟังเป็นยุติว่ามีเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ เช่นนี้ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองฟ้องว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ จำเลยร่วมให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,500 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-ณรงค์พล ทองจีน-สุรภพ ปัทมะสุคนธ์) ศาลชั้นต้น - นายชัยรัตน์ ชีวะเศรษฐธรรม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2267/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ3356/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2832/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
497407
courts
[
    {
        "court": "ศาลชั้นต้น",
        "judge": "นายชัยรัตน์ ชีวะเศรษฐธรรม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081998652"
    }
}
date
2553
deka_no
590/2553
deka_running_no
590
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์",
    "ณรงค์พล ทองจีน",
    "สุรภพ ปัทมะสุคนธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142",
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายประไม พิมพ์บูลย์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมควร วิเชียรพงษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "นางประนอม ภูมิประสาท"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน และให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 12 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนางประนอม ภริยาจำเลยเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งโจทก์ทั้งสองเข้าไปตัดอ้อยในที่ดินของจำเลยร่วมคิดเป็นค่าเสียหาย 200,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องแย้ง และพิพากษาว่าจำเลยร่วมมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ ที่ดินตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลท่าสีดา อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะส่วนที่โจทก์ชนะคดีแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามาเกินคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองในเนื้อที่ดินที่ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นข้อนี้เป็นประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยและจำเลยร่วมจึงยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์ บรรยายว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ จำเลยให้การว่า จำเลยเช่าที่ดินโจทก์ที่ 1 เพียง 60 ถึง 70 ไร่ ต่อมาภริยาจำเลย (จำเลยร่วม) เช่าเพิ่มอีกจำนวน 60 ไร่ จำเลยร่วมให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 80 ไร่ ที่ดินพิพาททั้งผืนมีเนื้อประมาณ 130 ไร่ จำเลยร่วมครอบครองปลูกอ้อยส่วนที่เกินสัญญาเช่าประมาณ 50 ไร่ กำหนดประเด็นข้อพิพาท ข้อ 3 ว่า โจทก์ทั้งสองหรือจำเลยร่วมเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และสั่งว่าเนื่องจากโจทก์ทั้งสองและจำเลยร่วมพิพาทกันถึงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยร่วมเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ของราคาที่ดินพิพาท และคู่ความร่วมกันแถลงว่า ราคาที่ดินพิพาทมีราคา 130,000 บาท คู่ความจะขอชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มในวันนี้ โจทก์ทั้งสองและจำเลยร่วมต่างเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์โดยรับในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทฟังเป็นยุติว่ามีเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ เช่นนี้ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองฟ้องว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ จำเลยร่วมให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,500 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง
opensearch_id
primary_black_case_no
พ3356/2542
primary_red_case_no
พ2832/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000523.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2267/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553