คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 112/2553 ฉบับเต็ม

#497410
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 112/2553 กรมชลประทาน โจทก์ บริษัทธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) โดย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 386, มาตรา 389 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22, มาตรา 24 คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมีผลเพียงทำให้ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ป. ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ด้วยตนเองต้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการแทน หามีผลทำให้สัญญาระหว่างโจทก์กับห้างดังกล่าวต้องสิ้นสุดหรือระงับไปด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าปรับได้จนถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญา ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,530,584.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,906,971.57 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลย จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยทำนองว่าเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณแล้วมีผลให้สัญญาระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณเป็นอันเลิกกันโดยปริยาย และเมื่อนำหนี้ระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณมาหักกลบลบหนี้กันแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณไม่เป็นหนี้โจทก์ จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิด เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และจำเลยต้องรับผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การต่อสู้คดีเพียงว่าโจทก์ผ่อนเวลาในการชำระหนี้ซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาเท่านั้น โจทก์ก็ยังมีหน้าที่นำสืบถึงจำนวนค่าเสียหายของโจทก์และศาลมีอำนาจพิจารณากำหนดค่าเสียหายให้ตามที่สมควร การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยทำนองว่า เมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณแล้วมีผลให้สัญญาระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณเป็นอันเลิกกันโดยปริยายก็เพื่อจะวินิจฉัยเกี่ยวกับการคิดคำนวณค่าปรับรายวันตามสัญญา โดยโจทก์คิดค่าปรับนับตั้งแต่วันครบกำหนดในสัญญาจนถึงวันที่บอกเลิกสัญญาคือวันที่ 13 เมษายน 2536 เป็นเวลา 204 วัน แต่เมื่อศาลเห็นว่าคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2535 มีผลให้สัญญาระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณเป็นอันเลิกกันโดยปริยาย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าปรับดังกล่าวต่อไปอีก ค่าปรับดังกล่าวจึงคิดคำนวณได้ถึงเพียงวันที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเท่านั้น ซึ่งเป็นเวลาเพียง 78 วัน ประกอบกับข้อเท็จจริงเรื่องที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณก็เป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากคำฟ้องและทางนำสืบพยานของโจทก์ คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณจึงไม่ใช่เรื่องนอกประเด็น อย่างไรก็ตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณมีผลเพียงทำให้ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณไม่สามารถดำเนินกิจการได้ด้วยตนเองต้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการแทน หามีผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณต้องสิ้นสุดหรือระงับไปด้วย สัญญาระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณจึงยังไม่ระงับสิ้นไป โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าปรับได้จนถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญา พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 924,935.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดวันฟ้อง (วันที่ 15 ธันวาคม 2542) ต้องไม่เกิน 623,612.52 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท (มนูพงศ์ รุจิกัณหะ-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-สมควร วิเชียรวรรณ) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายพริษฐ์ ปิยะนราธร ศาลอุทธรณ์ - นายปกรณ์ วงศาโรจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1243/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ13674/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ13033/2544 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
497410
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายพริษฐ์ ปิยะนราธร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายปกรณ์ วงศาโรจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081998979"
    }
}
date
2553
deka_no
112/2553
deka_running_no
112
deka_year
2553
department
แผนก
judges
[
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "สมควร วิเชียรวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 386",
            "ม. 389"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 22",
            "ม. 24"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมชลประทาน"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) โดย"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,530,584.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,906,971.57 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยทำนองว่าเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณแล้วมีผลให้สัญญาระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณเป็นอันเลิกกันโดยปริยาย และเมื่อนำหนี้ระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณมาหักกลบลบหนี้กันแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณไม่เป็นหนี้โจทก์ จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิด เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และจำเลยต้องรับผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การต่อสู้คดีเพียงว่าโจทก์ผ่อนเวลาในการชำระหนี้ซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาเท่านั้น โจทก์ก็ยังมีหน้าที่นำสืบถึงจำนวนค่าเสียหายของโจทก์และศาลมีอำนาจพิจารณากำหนดค่าเสียหายให้ตามที่สมควร การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยทำนองว่า เมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณแล้วมีผลให้สัญญาระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณเป็นอันเลิกกันโดยปริยายก็เพื่อจะวินิจฉัยเกี่ยวกับการคิดคำนวณค่าปรับรายวันตามสัญญา โดยโจทก์คิดค่าปรับนับตั้งแต่วันครบกำหนดในสัญญาจนถึงวันที่บอกเลิกสัญญาคือวันที่ 13 เมษายน 2536 เป็นเวลา 204 วัน แต่เมื่อศาลเห็นว่าคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2535 มีผลให้สัญญาระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณเป็นอันเลิกกันโดยปริยาย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าปรับดังกล่าวต่อไปอีก ค่าปรับดังกล่าวจึงคิดคำนวณได้ถึงเพียงวันที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเท่านั้น ซึ่งเป็นเวลาเพียง 78 วัน ประกอบกับข้อเท็จจริงเรื่องที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณก็เป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากคำฟ้องและทางนำสืบพยานของโจทก์ คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณจึงไม่ใช่เรื่องนอกประเด็น อย่างไรก็ตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณมีผลเพียงทำให้ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณไม่สามารถดำเนินกิจการได้ด้วยตนเองต้องให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการแทน หามีผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณต้องสิ้นสุดหรือระงับไปด้วย สัญญาระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประสิทธิ์สุพรรณจึงยังไม่ระงับสิ้นไป โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าปรับได้จนถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญา

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 924,935.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดวันฟ้อง (วันที่ 15 ธันวาคม 2542) ต้องไม่เกิน 623,612.52 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
พ13674/2542
primary_red_case_no
พ13033/2544
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000526.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1243/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2553