คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9871/2551 ฉบับเต็ม

#497415
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9871/2551 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัทแอบบรา จำกัด โจทก์ร่วม นายสัมฤทธิ์ บุญเรือน จำเลย ป.อ. มาตรา 335 (11), มาตรา 335 วรรคแรก จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม ตำแหน่งหัวหน้าแผนกจัดเก็บเงินและวางบิล มีหน้าที่นำส่งใบแจ้งหนี้แก่ลูกค้า รับเงินหรือเช็คที่ลูกค้าสั่งจ่ายชำระค่าสินค้า เมื่อจำเลยรับเช็คจากลูกค้าแล้วจะต้องถ่ายสำเนาเช็คดังกล่าวส่งให้แผนกรับเช็คเพื่อบันทึกรายการและตัดยอดบัญชีลูกค้า แล้วมอบเช็คแก่แผนกบัญชีของโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีโจทก์ร่วม แต่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยรับเช็คจำนวน 10 ฉบับ ซึ่งลูกค้าสั่งจ่ายชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วม จำเลยได้ถ่ายสำเนาเช็คดังกล่าวส่งให้แผนกรับเช็คเพื่อบันทึกรายการและตัดยอดบัญชีลูกค้าแล้วแต่ไม่ได้นำเช็คจำนวน 10 ฉบับ นั้น ไปส่งแผนกบัญชีของโจทก์ร่วม กลับนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินตามเช็คโดยเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย ดังนี้ เห็นว่า การที่จำเลยรับเช็คของลูกค้าของโจทก์ร่วมที่ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วมนั้นเป็นการรับในฐานะที่จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องนำเช็คดังกล่าวไปให้แผนกบัญชีของโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คนั้น การที่เช็คจำนวน 10 ฉบับ มาอยู่ที่จำเลยจึงเป็นเรื่องที่จำเลยยึดถือเช็คดังกล่าวเพื่อโจทก์ร่วมเท่านั้นเพราะสิทธิครอบครองในเช็คดังกล่าวอยู่ที่โจทก์ร่วมแล้ว เมื่อจำเลยนำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยจึงเป็นการเอาไปเสียซึ่งเช็คของโจทก์ร่วมโดยเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (11) ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 14,498,450 บาท แก่ผู้เสียหาย และเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ได้กระทำผิดทุกกรรมด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา บริษัทแอบบรา จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 7 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 14,498,450 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 14 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มีหน้าที่ส่งใบแจ้งหนี้แก่ลูกค้าและรับเช็คจากลูกค้านำส่งโจทก์ร่วม ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยนำเช็คพิพาทจำนวน 10 ฉบับ ที่บริษัทไทยแอ็ดว้านซ์ฟูด (1991) จำกัด สั่งจ่ายชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วม รวมเป็นเงิน 14,498,450 บาท ไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาท่าเรือสาธุประดิษฐ์ มีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมา ในปัญหานี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางทัสสินี กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมเบิกความว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม ตำแหน่งหัวหน้าแผนกจัดเก็บเงินและวางบิล มีหน้าที่จัดวางบิลแก่ลูกค้าเพื่อจัดเก็บเงินค่าสินค้า เมื่อจำเลยรับเช็คจากลูกค้าหรือพนักงานอื่นที่รับเช็คจากลูกค้าซึ่งนำมาให้จำเลยแล้ว จำเลยมีหน้าที่ถ่ายสำเนาเช็คดังกล่าวส่งให้แผนกรับเช็คเพื่อตัดยอดหนี้จากบัญชีลูกค้าแล้วมอบเช็คแก่แผนกบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่จำเลยนำเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักสีลม ที่บริษัทไทยแอ็ดว้านซ์ฟูด (1991) จำกัด สั่งจ่ายชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วมเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาท่าเรือสาธุประดิษฐ์ รวม 7 ครั้ง รวมเป็นเช็ค 10 ฉบับ จำนวนเงิน 14,498,450 บาท ต่อมาพยานทราบเรื่องเมื่อตรวจสอบรายงานทะเบียนเช็ครับ ซึ่งบันทึกรายการเช็คทั้ง 10 ฉบับ ไว้ แต่จำเลยมิได้นำไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีโจทก์ร่วม พยานเรียกจำเลยมาสอบถามถึงสาเหตุ ปรากฏว่าจำเลยหลบหนีไปก่อน จากการสอบถามบริษัทไทยแอ็ดว้านซ์ฟูด (1991) จำกัด ผู้สั่งจ่ายเช็คแล้วได้ความว่า มีพนักงานโจทก์ร่วมรับเช็คพิพาททั้ง 10 ฉบับ นำไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลย พยานจึงแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลย เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวเบิกความได้สอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามฟ้องโจทก์ว่า จำเลยนำเช็คจำนวน 10 ฉบับ ซึ่งบริษัทไทยแอ็ดว้านซ์ฟูด (1991) จำกัด ลูกค้าโจทก์ร่วมสั่งจ่ายเพื่อชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วมไปเรียกเก็บเงินตามเช็ค โดยนำเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาท่าเรือสาธุประดิษฐ์ นอกจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวซึ่งไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุสงสัยว่าพยานดังกล่าวจะเบิกความกลั่นแกล้ง ปรักปรำจำเลยแล้ว โจทก์ยังมีพยานเอกสารแสดงให้เห็นถึงการนำเช็คจำนวน 10 ฉบับ เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยและมีการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าวไป ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยนำเช็คพิพาททั้ง 10 ฉบับ เรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพราะนายเอกดนัย สามีของนางทัสสินีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมมีคำสั่งห้ามจำเลยชะลอการนำเช็คเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีไว้ก่อนและอนุญาตให้จำเลยนำเช็คไปเบิกเงินใช้ก่อนได้เพื่อหลบเลี่ยงภาษีนั้น เห็นว่า เป็นข้อนำสืบที่ขัดต่อเหตุผลเพราะจำนวนเงินตามเช็คทั้ง 10 ฉบับรวมกันสูงถึง 14 ล้านบาทเศษ ไม่น่าเชื่อว่านายเอกดนัยหรือโจทก์ร่วมจะยินยอมให้พนักงานระดับจำเลยนำเงินไปใช้ก่อนโดยไม่มีหลักประกันให้เชื่อถือได้ว่าจำเลยจะนำเงินดังกล่าวมาใช้คืนให้แก่โจทก์ร่วมได้ ข้อต่อสู้ตามทางนำสืบของจำเลยจึงเป็นเรื่องเลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดฟังไม่ขึ้น... พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11 ) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 7 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมเป็นจำคุก 14 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ (พรเพชร วิชิตชลชัย-สุธี เทพสิทธา-ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน) ศาลอาญา - นายประสงค์ กระจ่างวุฒิชัย ศาลอุทธรณ์ - นายสัณธาน ขันทมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.7580/2547 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2375/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ476/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
497415
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายประสงค์ กระจ่างวุฒิชัย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสัณธาน ขันทมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082006073"
    }
}
date
2551
deka_no
9871/2551
deka_running_no
9871
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "พรเพชร วิชิตชลชัย",
    "สุธี เทพสิทธา",
    "ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 335 (11)",
            "ม. 335 วรรคแรก"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "บริษัทแอบบรา จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสัมฤทธิ์ บุญเรือน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (11) ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 14,498,450 บาท แก่ผู้เสียหาย และเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ได้กระทำผิดทุกกรรมด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทแอบบรา จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 7 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 14,498,450 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 14 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มีหน้าที่ส่งใบแจ้งหนี้แก่ลูกค้าและรับเช็คจากลูกค้านำส่งโจทก์ร่วม ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยนำเช็คพิพาทจำนวน 10 ฉบับ ที่บริษัทไทยแอ็ดว้านซ์ฟูด (1991) จำกัด สั่งจ่ายชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วม รวมเป็นเงิน 14,498,450 บาท ไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาท่าเรือสาธุประดิษฐ์ มีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมา ในปัญหานี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางทัสสินี กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมเบิกความว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม ตำแหน่งหัวหน้าแผนกจัดเก็บเงินและวางบิล มีหน้าที่จัดวางบิลแก่ลูกค้าเพื่อจัดเก็บเงินค่าสินค้า เมื่อจำเลยรับเช็คจากลูกค้าหรือพนักงานอื่นที่รับเช็คจากลูกค้าซึ่งนำมาให้จำเลยแล้ว จำเลยมีหน้าที่ถ่ายสำเนาเช็คดังกล่าวส่งให้แผนกรับเช็คเพื่อตัดยอดหนี้จากบัญชีลูกค้าแล้วมอบเช็คแก่แผนกบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่จำเลยนำเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักสีลม ที่บริษัทไทยแอ็ดว้านซ์ฟูด (1991) จำกัด สั่งจ่ายชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วมเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาท่าเรือสาธุประดิษฐ์ รวม 7 ครั้ง รวมเป็นเช็ค 10 ฉบับ จำนวนเงิน 14,498,450 บาท ต่อมาพยานทราบเรื่องเมื่อตรวจสอบรายงานทะเบียนเช็ครับ ซึ่งบันทึกรายการเช็คทั้ง 10 ฉบับ ไว้ แต่จำเลยมิได้นำไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีโจทก์ร่วม พยานเรียกจำเลยมาสอบถามถึงสาเหตุ ปรากฏว่าจำเลยหลบหนีไปก่อน จากการสอบถามบริษัทไทยแอ็ดว้านซ์ฟูด (1991) จำกัด ผู้สั่งจ่ายเช็คแล้วได้ความว่า มีพนักงานโจทก์ร่วมรับเช็คพิพาททั้ง 10 ฉบับ นำไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลย พยานจึงแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลย เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวเบิกความได้สอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามฟ้องโจทก์ว่า จำเลยนำเช็คจำนวน 10 ฉบับ ซึ่งบริษัทไทยแอ็ดว้านซ์ฟูด (1991) จำกัด ลูกค้าโจทก์ร่วมสั่งจ่ายเพื่อชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ร่วมไปเรียกเก็บเงินตามเช็ค โดยนำเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาท่าเรือสาธุประดิษฐ์ นอกจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวซึ่งไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุสงสัยว่าพยานดังกล่าวจะเบิกความกลั่นแกล้ง ปรักปรำจำเลยแล้ว โจทก์ยังมีพยานเอกสารแสดงให้เห็นถึงการนำเช็คจำนวน 10 ฉบับ เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยและมีการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าวไป ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยนำเช็คพิพาททั้ง 10 ฉบับ เรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพราะนายเอกดนัย สามีของนางทัสสินีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมมีคำสั่งห้ามจำเลยชะลอการนำเช็คเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีไว้ก่อนและอนุญาตให้จำเลยนำเช็คไปเบิกเงินใช้ก่อนได้เพื่อหลบเลี่ยงภาษีนั้น เห็นว่า เป็นข้อนำสืบที่ขัดต่อเหตุผลเพราะจำนวนเงินตามเช็คทั้ง 10 ฉบับรวมกันสูงถึง 14 ล้านบาทเศษ ไม่น่าเชื่อว่านายเอกดนัยหรือโจทก์ร่วมจะยินยอมให้พนักงานระดับจำเลยนำเงินไปใช้ก่อนโดยไม่มีหลักประกันให้เชื่อถือได้ว่าจำเลยจะนำเงินดังกล่าวมาใช้คืนให้แก่โจทก์ร่วมได้ ข้อต่อสู้ตามทางนำสืบของจำเลยจึงเป็นเรื่องเลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดฟังไม่ขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11 ) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 7 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมเป็นจำคุก 14 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2375/2546
primary_red_case_no
อ476/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000588.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.7580/2547
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551