คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9337/2552 ฉบับเต็ม

#497440
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9337/2552 พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา โจทก์ นายกันยา สุขัง จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ป.อ. มาตรา 364, มาตรา 365 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในห้องนอนอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิด ว่าจำเลยกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 365 ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278, 362, 364, 365 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำอนาจาร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ระหว่างฎีกา นางแสงเดือนผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารและความผิดฐานบุกรุก โจทก์แถลงว่า นางแสงเดือน เป็นผู้เสียหายจริง ศาลชั้นต้นให้ส่งคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์มายังศาลฎีกาเพื่อสั่ง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวัน จำเลยบุกรุกเข้าไปในห้องนอน อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรานี้ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยมาว่า จำเลยเดินตามผู้เสียหายเข้าไปในบ้านแล้วดึงตัวผู้เสียหายเข้าไปในอ้อมแขน พร้อมกดศรีษะผู้เสียหายลงที่เตียงนอนบุตรชายผู้เสียหาย ผู้เสียหายผลักจำเลยออกจากตัวผู้เสียหายแล้ววิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเข้าไปในเคหสถานโดยไม่มีเหตุอันสมควรอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อนึ่ง ก่อนจำเลยยื่นฎีกา ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารและความผิดฐานบุกรุกตามคำร้องลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งคำร้องดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องนั้นโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอีก เห็นว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลย เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 ส่วนความผิดฐานบุกรุก ศาลฎีกาฟังว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 366 เช่นกัน เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ส่วนคำร้องของจำเลยลงวันที่ 7 มกราคม 2552 ที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและศาลชั้นต้นให้ส่งศาลฎีกาเพื่อสั่งนั้น เมื่อวินิจฉัยว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งคำร้องนี้อีก ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ (มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-เฉลิมชัย ตันตยานนท์) ศาลจังหวัดพะเยา - นายธนเศรษฐ์ รุจิรโชติบัณฑิต ศาลอุทธรณ์ ภาค 5 - นายสมนึก พานิช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
497440
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพะเยา",
        "judge": "นายธนเศรษฐ์ รุจิรโชติบัณฑิต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ ภาค 5",
        "judge": "นายสมนึก พานิช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081999406"
    }
}
date
2552
deka_no
9337/2552
deka_running_no
9337
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด",
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "เฉลิมชัย ตันตยานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 364",
            "ม. 365"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายกันยา สุขัง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278, 362, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำอนาจาร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ระหว่างฎีกา นางแสงเดือนผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารและความผิดฐานบุกรุก โจทก์แถลงว่า นางแสงเดือน เป็นผู้เสียหายจริง ศาลชั้นต้นให้ส่งคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์มายังศาลฎีกาเพื่อสั่ง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวัน จำเลยบุกรุกเข้าไปในห้องนอน อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรานี้ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยมาว่า จำเลยเดินตามผู้เสียหายเข้าไปในบ้านแล้วดึงตัวผู้เสียหายเข้าไปในอ้อมแขน พร้อมกดศรีษะผู้เสียหายลงที่เตียงนอนบุตรชายผู้เสียหาย ผู้เสียหายผลักจำเลยออกจากตัวผู้เสียหายแล้ววิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเข้าไปในเคหสถานโดยไม่มีเหตุอันสมควรอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง ก่อนจำเลยยื่นฎีกา ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารและความผิดฐานบุกรุกตามคำร้องลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งคำร้องดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องนั้นโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอีก เห็นว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลย เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 ส่วนความผิดฐานบุกรุก ศาลฎีกาฟังว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 366 เช่นกัน เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ส่วนคำร้องของจำเลยลงวันที่ 7 มกราคม 2552 ที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและศาลชั้นต้นให้ส่งศาลฎีกาเพื่อสั่งนั้น เมื่อวินิจฉัยว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งคำร้องนี้อีก

ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000530.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552