คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8137/2551 ฉบับเต็ม

#497758
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8137/2551 นายประจักษ์ บูรพาชีพ โจทก์ บริษัทบูรพาชีพ จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 18 ป.วิ.พ. มาตรา 55 บริษัทจำเลยใช้ชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อของจำเลยโดยไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการที่จำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของนามสกุลบูรพาชีพต้องเสื่อมเสียประโยชน์ ต้องเสียหายหรือเป็นที่วิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป โจทก์จึงไม่อาจขอให้สั่งห้ามจำเลยมิให้ใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 บริษัทบูรพาโอสถ จำกัด เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ หากบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ได้รับความเสียหายอย่างไรจากการใช้ชื่อบูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลย ก็เป็นเรื่องที่บริษัทบูรพาโอสถจำกัด ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเอง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้สืบสกุลของนายปัญญา ซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนชื่อสกุลว่า บูรพาชีพ เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2543 โจทก์ทราบจากการลงโฆษณาประกาศรับสมัครงานของจำเลยในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า จำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อบริษัทซึ่งตรงกับชื่อสกุลของโจทก์ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบและดำเนินการเปลี่ยนชื่อจำเลยเป็นอย่างอื่น แต่จำเลยเพิกเฉย การที่จำเลยยังคงใช้ชื่อดังกล่าว ถือว่าจำเลยใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของนามดังกล่าวเสื่อมเสียประโยชน์ ประกอบกับโจทก์ประกอบธุรกิจการค้าผลิตและจำหน่ายยารักษาโรคโดยใช้ชื่อว่า บริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ส่วนจำเลยก็มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจการค้ายารักษาโรคเช่นเดียวกับโจทก์ทำให้บุคคลภายนอกสับสนและเข้าใจผิดว่าจำเลยเป็นบริษัทของโจทก์ หรือเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ หากจำเลยประสบความล้มเหลวในทางการค้าย่อมกระทบต่อชื่อสกุลของโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ห้ามจำเลยใช้คำว่า บูรพาชีพ ตั้งเป็นชื่อบริษัทของจำเลยอีกต่อไป และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้คำว่า บูรพาชีพเป็นชื่อของจำเลย จำเลยให้การว่า เดิมเมื่อปี 2486 บุคคลซึ่งใช้ชื่อสกุล บูรพวงศ์ จดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดบูรพาอาชีพขึ้น ต่อมาได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทจำกัด แต่ไม่สามารถใช้ชื่อซ้ำกับชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวได้ จึงใช้ชื่อว่า บูรพาชีพ โดยไม่เคยทราบมาก่อนว่าโจทก์ใช้ชื่อสกุลว่า บูรพาชีพ ชื่อจำเลยตรงกับชื่อสกุลของโจทก์โดยบังเอิญ โจทก์มิได้ใช้ชื่อ บูรพาชีพ ในทางการค้า ทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามตั้งชื่อนิติบุคคลตรงหรือซ้ำกับชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาส่วนบริษัทของโจทก์ก็ประกอบกิจการค้าแตกต่างกับจำเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลทั่วไปจะหลงหรือเข้าใจผิดว่าจำเลยเป็นบริษัทของโจทก์หรือเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายหรือห้ามจำเลยใช้ชื่อดังกล่าวได้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายปัญญา ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว บิดาโจทก์เป็นผู้ขอจดทะเบียนชื่อสกุลว่า บูรพาชีพ ที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2493 ส่วนจำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดใช้ชื่อว่า บริษัทบูรพาชีพ จำกัด เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2527 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิห้ามจำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อบริษัทหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลในการที่จะใช้นามอันชอบที่จะใช้ได้นั้น ถ้ามีบุคคลอื่นโต้แย้งก็ดี หรือบุคคลผู้เป็นเจ้าของนามนั้นต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามเดียวกันโดยมิได้รับอำนาจให้ใช้ได้ก็ดี บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามจะเรียกให้บุคคลนั้นระงับความเสียหายก็ได้ ถ้าและเป็นที่พึงวิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป จะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามซึ่งต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามเดียวกัน โดยมิได้รับอำนาจให้ใช้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามมิให้ใช้นามนั้นได้ต่อเมื่อการใช้นามดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายหรือเป็นที่วิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป และโจทก์ผู้เป็นเจ้าของนามมีหน้าที่นำสืบถึงความเสียหายดังกล่าวจากการที่จำเลยใช้คำว่า บูรพาชีพ ซึ่งเป็นชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อของจำเลย โจทก์มีตัวโจทก์อ้างตนเองเบิกความว่า เมื่อโจทก์ทราบว่า จำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อบริษัทซึ่งตรงกับชื่อสกุลของโจทก์ โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยเปลี่ยนชื่อจำเลยเป็นอย่างอื่น แต่จำเลยเพิกเฉยการกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของชื่อสกุล บูรพาชีพ ต้องเสื่อมเสียประโยชน์ประกอบกับวัตถุประสงค์ของจำเลยเป็นอย่างเดียวกับวัตถุประสงค์ของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นโดยบิดาโจทก์ ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจสับสนว่าจำเลยเป็นบริษัทในเครือของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด หากจำเลยประสบปัญหาทางการค้าจะทำให้ชื่อสกุลของโจทก์เสียหายไปด้วย และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เท่าที่จำได้ลูกค้าของจำเลยไม่เคยมาติดต่อกับบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด เพราะความสับสนและจำชื่อบริษัทผิด และยังไม่มีผู้ใดหลงหรือสับสนระหว่างชื่อจำเลยกับชื่อบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด จากพยานหลักฐานดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่า การที่จำเลยใช้ชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือโจทก์ได้รับความเสียหายหรือต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการที่จำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลย จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียประโยชน์ ต้องเสียหายหรือเป็นที่วิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป โจทก์จึงไม่อาจขอให้สั่งห้ามจำเลยมิให้ใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลยดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า วัตถุประสงค์ของจำเลยเป็นอย่างเดียวกับวัตถุประสงค์ของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ทำให้บุคคลภายนอกสับสนว่าจำเลยเป็นบริษัทในเครือของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ หากบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ได้รับความเสียหายอย่างไรจากการใช้ชื่อบูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลย ก็เป็นเรื่องที่บริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเอง ไม่เกี่ยวกับโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (มนตรี ยอดปัญญา-ดิเรก อิงคนินันท์-ธนัท วิรบุตร์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
497758
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082006986"
    }
}
date
2551
deka_no
8137/2551
deka_running_no
8137
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "ดิเรก อิงคนินันท์",
    "ธนัท วิรบุตร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายประจักษ์ บูรพาชีพ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทบูรพาชีพ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้สืบสกุลของนายปัญญา ซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนชื่อสกุลว่า บูรพาชีพ เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2543 โจทก์ทราบจากการลงโฆษณาประกาศรับสมัครงานของจำเลยในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า จำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อบริษัทซึ่งตรงกับชื่อสกุลของโจทก์ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบและดำเนินการเปลี่ยนชื่อจำเลยเป็นอย่างอื่น แต่จำเลยเพิกเฉย การที่จำเลยยังคงใช้ชื่อดังกล่าว ถือว่าจำเลยใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของนามดังกล่าวเสื่อมเสียประโยชน์ ประกอบกับโจทก์ประกอบธุรกิจการค้าผลิตและจำหน่ายยารักษาโรคโดยใช้ชื่อว่า บริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ส่วนจำเลยก็มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจการค้ายารักษาโรคเช่นเดียวกับโจทก์ทำให้บุคคลภายนอกสับสนและเข้าใจผิดว่าจำเลยเป็นบริษัทของโจทก์ หรือเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ หากจำเลยประสบความล้มเหลวในทางการค้าย่อมกระทบต่อชื่อสกุลของโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ห้ามจำเลยใช้คำว่า บูรพาชีพ ตั้งเป็นชื่อบริษัทของจำเลยอีกต่อไป และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้คำว่า บูรพาชีพเป็นชื่อของจำเลย

จำเลยให้การว่า เดิมเมื่อปี 2486 บุคคลซึ่งใช้ชื่อสกุล บูรพวงศ์ จดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดบูรพาอาชีพขึ้น ต่อมาได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทจำกัด แต่ไม่สามารถใช้ชื่อซ้ำกับชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวได้ จึงใช้ชื่อว่า บูรพาชีพ โดยไม่เคยทราบมาก่อนว่าโจทก์ใช้ชื่อสกุลว่า บูรพาชีพ ชื่อจำเลยตรงกับชื่อสกุลของโจทก์โดยบังเอิญ โจทก์มิได้ใช้ชื่อ บูรพาชีพ ในทางการค้า ทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามตั้งชื่อนิติบุคคลตรงหรือซ้ำกับชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาส่วนบริษัทของโจทก์ก็ประกอบกิจการค้าแตกต่างกับจำเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลทั่วไปจะหลงหรือเข้าใจผิดว่าจำเลยเป็นบริษัทของโจทก์หรือเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายหรือห้ามจำเลยใช้ชื่อดังกล่าวได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายปัญญา ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว บิดาโจทก์เป็นผู้ขอจดทะเบียนชื่อสกุลว่า บูรพาชีพ ที่อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2493 ส่วนจำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดใช้ชื่อว่า บริษัทบูรพาชีพ จำกัด เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2527

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิห้ามจำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อบริษัทหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลในการที่จะใช้นามอันชอบที่จะใช้ได้นั้น ถ้ามีบุคคลอื่นโต้แย้งก็ดี หรือบุคคลผู้เป็นเจ้าของนามนั้นต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามเดียวกันโดยมิได้รับอำนาจให้ใช้ได้ก็ดี บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามจะเรียกให้บุคคลนั้นระงับความเสียหายก็ได้ ถ้าและเป็นที่พึงวิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป จะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามซึ่งต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามเดียวกัน โดยมิได้รับอำนาจให้ใช้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามมิให้ใช้นามนั้นได้ต่อเมื่อการใช้นามดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายหรือเป็นที่วิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป และโจทก์ผู้เป็นเจ้าของนามมีหน้าที่นำสืบถึงความเสียหายดังกล่าวจากการที่จำเลยใช้คำว่า บูรพาชีพ ซึ่งเป็นชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อของจำเลย โจทก์มีตัวโจทก์อ้างตนเองเบิกความว่า เมื่อโจทก์ทราบว่า จำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อบริษัทซึ่งตรงกับชื่อสกุลของโจทก์ โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยเปลี่ยนชื่อจำเลยเป็นอย่างอื่น แต่จำเลยเพิกเฉยการกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของชื่อสกุล บูรพาชีพ ต้องเสื่อมเสียประโยชน์ประกอบกับวัตถุประสงค์ของจำเลยเป็นอย่างเดียวกับวัตถุประสงค์ของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นโดยบิดาโจทก์ ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจสับสนว่าจำเลยเป็นบริษัทในเครือของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด หากจำเลยประสบปัญหาทางการค้าจะทำให้ชื่อสกุลของโจทก์เสียหายไปด้วย และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เท่าที่จำได้ลูกค้าของจำเลยไม่เคยมาติดต่อกับบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด เพราะความสับสนและจำชื่อบริษัทผิด และยังไม่มีผู้ใดหลงหรือสับสนระหว่างชื่อจำเลยกับชื่อบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด จากพยานหลักฐานดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่า การที่จำเลยใช้ชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือโจทก์ได้รับความเสียหายหรือต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการที่จำเลยใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลย จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียประโยชน์ ต้องเสียหายหรือเป็นที่วิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป โจทก์จึงไม่อาจขอให้สั่งห้ามจำเลยมิให้ใช้ชื่อ บูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลยดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า วัตถุประสงค์ของจำเลยเป็นอย่างเดียวกับวัตถุประสงค์ของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ทำให้บุคคลภายนอกสับสนว่าจำเลยเป็นบริษัทในเครือของบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ หากบริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ได้รับความเสียหายอย่างไรจากการใช้ชื่อบูรพาชีพ เป็นชื่อของจำเลย ก็เป็นเรื่องที่บริษัทบูรพาโอสถ จำกัด ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเอง ไม่เกี่ยวกับโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000596.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551