คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2551 ฉบับเต็ม

#497847
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2551 พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ นายอภินันทร์หรืออ๊อด จันสิริวันดี จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 240 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 15 แม้ฝ่ายผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก และฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก แต่การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวมิได้มีผลถึงกับทำให้ถือว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องถูกลบล้างไปด้วย ศาลล่างทั้งสองจึงนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ หาใช่เป็นการนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาพิจารณาลงโทษจำเลย อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 240 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 283 ทวิ, 318 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าฝ่ายผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดสองฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แต่ศาลล่างทั้งสองยังนำข้อเท็จจริงตามคำฟ้องในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารมาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอันเป็นการนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาพิจารณาลงโทษจำเลยซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ฝ่ายผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก แต่การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวมิได้มีผลถึงกับทำให้ถือว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องถูกลบล้างไปด้วย ศาลล่างทั้งสองจึงนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้หาใช่เป็นการนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาพิจารณาลงโทษจำเลย อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 และเป็นการคุกคามทางเพศโดยอาศัยความไร้เดียงสาของผู้เสียหายที่ 1 ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างไรก็ตาม จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายจนฝ่ายผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป นับว่าจำเลยรู้สำนึกในความผิดและเป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้นแล้วว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำคุกจำเลยถึง 4 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น หนักเกินไป สมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารจำคุก 3 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 (พิทยา บุญชู-สิทธิชัย พรหมศร-พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้มีข้อสะดุดใจตรงที่การนำ ป.วิ.พ. มาตรา 240 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 มาวินิจฉัยในเรื่อง "ข้อเท็จจริงนอกสำนวน" ป.วิ.พ. มาตรา 240 บัญญัติว่า "ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะวินิจฉัยคดีโดยเพียงแต่พิจารณาฟ้องอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ เอกสารและหลักฐานทั้งปวงในสำนวนความซึ่งศาลชั้นต้นส่งขึ้นมา เว้นแต่..." บทบัญญัติของมาตรา 240 ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่กฎหมายให้อำนาจศาลอุทธรณ์ในการพิจารณาพิพากษาคดีจากสำนวนความที่ได้ส่งขึ้นมาโดยไม่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอีก เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตาม (1) (2) และ (3) หาใช่เป็นบทมาตราเกี่ยวกับเรื่องการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนไม่ ส่วนข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ปรากฏในคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย (ซึ่งต่อมาหลังจากถูกฟ้องแล้วได้มีการถอนคำร้องทุกข์) มาประกอบดุลพินิจในการลงโทษซึ่งจำเลยฎีกาเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวน ผู้หมายเหตุเห็นว่า ศาลย่อมมีอำนาจในการรับฟังข้อเท็จจริงทุกประเภทที่ปรากฏในคำฟ้อง คำให้การ คำร้อง คำแถลงต่าง ๆ ที่คู่ความนำเสนอต่อศาลได้อยู่แล้ว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องและคำร้องทุกข์เกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยซึ่งได้มีการนำเสนอต่อศาลแล้ว ศาลย่อมนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการลงโทษได้เพราะข้อเท็จจริงเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องนอกสำนวน และย่อมถือได้ว่าเป็นพยานหลักฐานในสำนวนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 พรเพชร วิชิตชลชัย
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
497847
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012022"
    }
}
date
2551
deka_no
907/2551
deka_running_no
907
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "พิทยา บุญชู",
    "สิทธิชัย พรหมศร",
    "พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 240 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอภินันทร์หรืออ๊อด จันสิริวันดี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 283 ทวิ, 318

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าฝ่ายผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดสองฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แต่ศาลล่างทั้งสองยังนำข้อเท็จจริงตามคำฟ้องในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารมาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอันเป็นการนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาพิจารณาลงโทษจำเลยซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ฝ่ายผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก และฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก แต่การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวมิได้มีผลถึงกับทำให้ถือว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องถูกลบล้างไปด้วย ศาลล่างทั้งสองจึงนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้หาใช่เป็นการนำข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาพิจารณาลงโทษจำเลย อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกินสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 และเป็นการคุกคามทางเพศโดยอาศัยความไร้เดียงสาของผู้เสียหายที่ 1 ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อย่างไรก็ตาม จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายจนฝ่ายผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป นับว่าจำเลยรู้สำนึกในความผิดและเป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้นแล้วว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำคุกจำเลยถึง 4 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น หนักเกินไป สมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องแก่พฤติการณ์แห่งคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารจำคุก 3 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้มีข้อสะดุดใจตรงที่การนำ ป.วิ.พ. มาตรา 240 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 มาวินิจฉัยในเรื่อง "ข้อเท็จจริงนอกสำนวน" ป.วิ.พ. มาตรา 240 บัญญัติว่า "ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะวินิจฉัยคดีโดยเพียงแต่พิจารณาฟ้องอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ เอกสารและหลักฐานทั้งปวงในสำนวนความซึ่งศาลชั้นต้นส่งขึ้นมา เว้นแต่..." บทบัญญัติของมาตรา 240 ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่กฎหมายให้อำนาจศาลอุทธรณ์ในการพิจารณาพิพากษาคดีจากสำนวนความที่ได้ส่งขึ้นมาโดยไม่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอีก เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตาม (1) (2) และ (3) หาใช่เป็นบทมาตราเกี่ยวกับเรื่องการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนไม่ ส่วนข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ปรากฏในคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย (ซึ่งต่อมาหลังจากถูกฟ้องแล้วได้มีการถอนคำร้องทุกข์) มาประกอบดุลพินิจในการลงโทษซึ่งจำเลยฎีกาเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวน ผู้หมายเหตุเห็นว่า ศาลย่อมมีอำนาจในการรับฟังข้อเท็จจริงทุกประเภทที่ปรากฏในคำฟ้อง คำให้การ คำร้อง คำแถลงต่าง ๆ ที่คู่ความนำเสนอต่อศาลได้อยู่แล้ว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องและคำร้องทุกข์เกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยซึ่งได้มีการนำเสนอต่อศาลแล้ว ศาลย่อมนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการลงโทษได้เพราะข้อเท็จจริงเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องนอกสำนวน และย่อมถือได้ว่าเป็นพยานหลักฐานในสำนวนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 พรเพชร วิชิตชลชัย
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000641.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551