คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5792/2551 ฉบับเต็ม

#497863
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5792/2551 นายดวง ดาโสม กับพวก โจทก์ นายวิรัช พรประสิทธิ์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง, มาตรา 1349 วรรคสอง ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้" ทางสาธารณะมิได้จำกัดเฉพาะทางบกเท่านั้นทางน้ำเช่นแม่น้ำนครชัยศรี ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐก็เป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรทางแม่น้ำนครชัยศรีจะไม่สะดวกไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบกดังที่โจทก์ทั้งสองอ้าง ก็หาทำให้แม่น้ำนครชัยศรีสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ ทั้งที่ดินของโจทก์ทั้งสองตลอดแนวด้านทิศตะวันออกติดแม่น้ำนครชัยศรี โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองสู่แม่น้ำนครชัยศรี ต้องข้ามสระ บึง หรือมีที่ชันอันมีระดับที่ดินกับแม่น้ำนครชัยศรีซึ่งเป็นทางสาธารณะสูงกว่ากันมาก อันจะถือเป็นเหตุอนุโลมเสมือนว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสอง ___________________________ คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 995/2545 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 996/2545 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 998/2545 และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 999/2545 ของศาลชั้นต้น แต่คดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันเปิดทางในที่ดินโฉนดเลขที่ 173 ตำบลบางยุง (บางเลน) อำเภอบางปลา (บางเลน) แขวงเมืองนครไชยศรี (จังหวัดนครปฐม) กว้างประมาณ 6 เมตร ยาวจากทางสาธารณะจนถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 172 ของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งแปดรื้อถอนประตูรั้วและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินส่วนที่เป็นทางดังกล่าว หากจำเลยทั้งแปดไม่ดำเนินการให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยทั้งแปดเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย จำเลยทั้งแปดให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์แต่ละสำนวนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งแปด โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนละ 3,000 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งแปด 1,000 บาท โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองโฉนดเลขที่ 172 ตำบลบางยุง (บางเลน) อำเภอบางปลา (บางเลน) แขวงเมืองนครไชยศรี (จังหวัดนครปฐม) ด้านทิศตะวันออกตลอดแนวติดแม่น้ำนครชัยศรี ทิศเหนือและทิศตะวันตกติดที่ดินผู้มีชื่อ ทิศใต้ติดที่ดินของจำเลยทั้งแปดโฉนดเลขที่ 173 ตำบลบางยุง (บางเลน) อำเภอบางปลา (บางเลน) แขวงเมืองนครไชยศรี (จังหวัดนครปฐม) จำเลยทั้งแปดทำทางพิพาทกว้างประมาณ 6 เมตร จากทางสาธารณะเข้ามาในที่ดินของจำเลยทั้งแปด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งแปดเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า แม้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองอยู่ติดแม่น้ำนครชัยศรี แต่แม่น้ำนครชัยศรีเป็นที่ดินของรัฐ ถือว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีที่ดินของผู้อื่นล้อมรอบอยู่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้" ทางสาธารณะมิได้จำกัดเฉพาะทางบกเท่านั้น ทางน้ำเช่นแม่น้ำนครชัยศรีซึ่งเป็นที่ดินของรัฐก็เป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรทางแม่น้ำนครชัยศรีจะไม่สะดวกไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบกดังที่โจทก์ทั้งสองอ้าง ก็หาทำให้แม่น้ำนครชัยศรีสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ ทั้งที่ดินของโจทก์ทั้งสองตลอดแนวด้านทิศตะวันออกติดแม่น้ำนครชัยศรี โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองสู่แม่น้ำนครชัยศรีต้องข้ามสระ บึง หรือมีที่ชันอันมีระดับที่ดินกับแม่น้ำนครชัยศรีซึ่งเป็นทางสาธารณะสูงกว่ากันมาก อันจะถือเป็นเหตุอนุโลมเสมือนว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งแปดเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมศักดิ์ เนตรมัย-รัตน กองแก้ว-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ทางสาธารณะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 นั้นมิได้จำกัดเฉพาะทางบกเท่านั้น ทางน้ำ เช่น แม่น้ำหรือลำคลอง ก็เป็นทางสาธารณะได้ แต่ก็มิได้หมายความว่าทุกแม่น้ำหรือทุกลำคลองจะเป็นทางสาธารณะเสมอไป ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าแม่น้ำหรือลำคลองเป็นทางสาธารณะ เช่น คลองมหาชัยเป็นคลองที่ประชาชนใช้ในการสัญจรไปมาอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นทางสาธารณะตามมาตรา 1349 การที่ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่มิได้ใช้เป็นทางสัญจรทางน้ำ เนื่องจากไม่สะดวกเท่าการสัญจรทางบกหาได้ทำให้คลองมหาชัยสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1768/2548) คลองหม่อมเจิมเป็นทางสาธารณะตามมาตรา 1349 การที่ปัจจุบันราษฎรมิได้ใช้เป็นทางสัญจรทางน้ำเนื่องจากไม่สะดวกเท่าการสัญจรทางบก หาได้ทำให้คลองหม่อมเจิมสิ้นสภาพจากการเป็นทางสาธารณะไปไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2229/2542) กรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม่น้ำหรือลำคลองไม่เป็นทางสาธารณะ เช่น คลองไม่มีน้ำที่จะใช้เป็นทางสัญจรทางเรือตลอดเวลาเพราะบางฤดูน้ำแห้งประชาชนที่ได้ใช้เส้นทางสัญจรคงมีแต่แม่ค้าพายเรือขายของบ้างเป็นครั้งคราวถือไม่ได้ว่าคลองนั้นเป็นทางสาธารณะมาตรา 1349 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1491/2516) ปัจจุบันแม่น้ำบางปะกงไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจร คงมีแต่เรือหาปลาไม่มีเรือโดยสาร โดยกิจการเรือโดยสารได้เลิกมาหลายสิบปีแล้ว ดังนี้กรณีที่ดินโจทก์จึงต้องตามบทบัญญัติมาตรา 1349 วรรคสอง คือ ที่ดินโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้แต่ต้องข้ามสระ บึง ทะเล หรือสภาพยากลำบากในทำนองเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเพื่อขอเปิดทางจำเป็น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7322/2550) คำพิพากษาศาลฎีกานี้วินิจฉัยว่า แม้การสัญจรทางแม่น้ำนครชัยศรีจะไม่สะดวกไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบก ก็หาทำให้แม่น้ำนครชัยศรีสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยยืนยันหลักที่ศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1768/2548 และ 2229/2542
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
497863
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082008450"
    }
}
date
2551
deka_no
5792/2551
deka_running_no
5792
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "รัตน กองแก้ว",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1349 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 1349 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายดวง ดาโสม กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิรัช พรประสิทธิ์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 995/2545 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 996/2545 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 998/2545 และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 999/2545 ของศาลชั้นต้น แต่คดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันเปิดทางในที่ดินโฉนดเลขที่ 173 ตำบลบางยุง (บางเลน) อำเภอบางปลา (บางเลน) แขวงเมืองนครไชยศรี (จังหวัดนครปฐม) กว้างประมาณ 6 เมตร ยาวจากทางสาธารณะจนถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 172 ของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งแปดรื้อถอนประตูรั้วและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินส่วนที่เป็นทางดังกล่าว หากจำเลยทั้งแปดไม่ดำเนินการให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยทั้งแปดเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งแปดให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์แต่ละสำนวนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งแปด โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนละ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งแปด 1,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองโฉนดเลขที่ 172 ตำบลบางยุง (บางเลน) อำเภอบางปลา (บางเลน) แขวงเมืองนครไชยศรี (จังหวัดนครปฐม) ด้านทิศตะวันออกตลอดแนวติดแม่น้ำนครชัยศรี ทิศเหนือและทิศตะวันตกติดที่ดินผู้มีชื่อ ทิศใต้ติดที่ดินของจำเลยทั้งแปดโฉนดเลขที่ 173 ตำบลบางยุง (บางเลน) อำเภอบางปลา (บางเลน) แขวงเมืองนครไชยศรี (จังหวัดนครปฐม) จำเลยทั้งแปดทำทางพิพาทกว้างประมาณ 6 เมตร จากทางสาธารณะเข้ามาในที่ดินของจำเลยทั้งแปด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งแปดเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า แม้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองอยู่ติดแม่น้ำนครชัยศรี แต่แม่น้ำนครชัยศรีเป็นที่ดินของรัฐ ถือว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีที่ดินของผู้อื่นล้อมรอบอยู่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้" ทางสาธารณะมิได้จำกัดเฉพาะทางบกเท่านั้น ทางน้ำเช่นแม่น้ำนครชัยศรีซึ่งเป็นที่ดินของรัฐก็เป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรทางแม่น้ำนครชัยศรีจะไม่สะดวกไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบกดังที่โจทก์ทั้งสองอ้าง ก็หาทำให้แม่น้ำนครชัยศรีสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ ทั้งที่ดินของโจทก์ทั้งสองตลอดแนวด้านทิศตะวันออกติดแม่น้ำนครชัยศรี โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองสู่แม่น้ำนครชัยศรีต้องข้ามสระ บึง หรือมีที่ชันอันมีระดับที่ดินกับแม่น้ำนครชัยศรีซึ่งเป็นทางสาธารณะสูงกว่ากันมาก อันจะถือเป็นเหตุอนุโลมเสมือนว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งแปดเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ทางสาธารณะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 นั้นมิได้จำกัดเฉพาะทางบกเท่านั้น ทางน้ำ เช่น แม่น้ำหรือลำคลอง ก็เป็นทางสาธารณะได้ แต่ก็มิได้หมายความว่าทุกแม่น้ำหรือทุกลำคลองจะเป็นทางสาธารณะเสมอไป ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าแม่น้ำหรือลำคลองเป็นทางสาธารณะ เช่น คลองมหาชัยเป็นคลองที่ประชาชนใช้ในการสัญจรไปมาอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นทางสาธารณะตามมาตรา 1349 การที่ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่มิได้ใช้เป็นทางสัญจรทางน้ำ เนื่องจากไม่สะดวกเท่าการสัญจรทางบกหาได้ทำให้คลองมหาชัยสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1768/2548) คลองหม่อมเจิมเป็นทางสาธารณะตามมาตรา 1349 การที่ปัจจุบันราษฎรมิได้ใช้เป็นทางสัญจรทางน้ำเนื่องจากไม่สะดวกเท่าการสัญจรทางบก หาได้ทำให้คลองหม่อมเจิมสิ้นสภาพจากการเป็นทางสาธารณะไปไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2229/2542) กรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม่น้ำหรือลำคลองไม่เป็นทางสาธารณะ เช่น คลองไม่มีน้ำที่จะใช้เป็นทางสัญจรทางเรือตลอดเวลาเพราะบางฤดูน้ำแห้งประชาชนที่ได้ใช้เส้นทางสัญจรคงมีแต่แม่ค้าพายเรือขายของบ้างเป็นครั้งคราวถือไม่ได้ว่าคลองนั้นเป็นทางสาธารณะมาตรา 1349 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1491/2516) ปัจจุบันแม่น้ำบางปะกงไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจร คงมีแต่เรือหาปลาไม่มีเรือโดยสาร โดยกิจการเรือโดยสารได้เลิกมาหลายสิบปีแล้ว ดังนี้กรณีที่ดินโจทก์จึงต้องตามบทบัญญัติมาตรา 1349 วรรคสอง คือ ที่ดินโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้แต่ต้องข้ามสระ บึง ทะเล หรือสภาพยากลำบากในทำนองเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเพื่อขอเปิดทางจำเป็น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7322/2550) คำพิพากษาศาลฎีกานี้วินิจฉัยว่า แม้การสัญจรทางแม่น้ำนครชัยศรีจะไม่สะดวกไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบก ก็หาทำให้แม่น้ำนครชัยศรีสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยยืนยันหลักที่ศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1768/2548 และ 2229/2542
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000609.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551