คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2540/2551 ฉบับเต็ม

#497961
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2540/2551 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนนทบุรี โจทก์ นายนพดล แอประเสริฐ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 176, มาตรา 185 พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, มาตรา 6, มาตรา 34 โจทก์ฟ้องจำเลยว่าร่วมกันกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ มาตรา 4, 6, 34 และตาม ป.อ. มาตรา 287 และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากจำเลยได้ความว่า จำเลยเป็นเพียงลูกจ้างรับจ้างจำหน่ายจึงไม่ต้องตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ มาตรา 6 ที่ประสงค์จะลงโทษเฉพาะผู้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้ประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการในรูปของค่าธรรมเนียมสมาชิกหรือด้วยวิธีการอื่นใด แต่ผู้ประกอบกิจการนั้นประกอบกิจการไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนก่อน ดังนี้ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องและศาลชั้นต้นสอบโจทก์แล้ว โจทก์ไม่ติดใจสืบพยาน ก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ ได้ ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายด้วยประการใดๆ ซึ่งแถบบันทึกภาพลามก แผ่นซีดีบันทึกภาพลามกอันเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจและได้ประโยชน์ตอบแทนจากกิจการดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน และจำเลยทั้งสองร่วมกันมีแถบบันทึกภาพลามก แผ่นซีดีบันทึกภาพลามก หนังสืออันเป็นสิ่งพิมพ์ลามกที่มีภาพชายหญิงเปลือยกายอวดอวัยวะเพศ แสดงการร่วมประเวณี ตลอดจนบรรยายข้อความเป็นเรื่องราวการร่วมเพศระหว่างชายหญิงในลักษณะอันลามก ไว้ในครอบครองเพื่อประสงค์แห่งการค้า เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดแถบบันทึกภาพลามก แผ่นซีดีบันทึกภาพลามกและหนังสือลามกเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 287 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (ที่ถูกต้องระบุประกอบมาตรา 83) จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองโดยให้มารายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนดเวลาคนละ 1 ปี ให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยทั้งสองและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนดเวลาคนละ 20 ชั่วโมง ภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 และ 34 โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาขอเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายด้วยประการใดๆ ซึ่งแถบบันทึกภาพลามก แผ่นซีดีบันทึกภาพลามกโดยทำเป็นธุรกิจและได้ประโยชน์ตอบแทนจากกิจการดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 และจำเลยทั้งสองร่วมกันมีแถบบันทึกภาพลามก แผ่นซีดีบันทึกภาพลามก และหนังสือพิมพ์อันเป็นสิ่งพิมพ์ลามกไว้ในครอบครองเพื่อประสงค์แห่งการค้า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติประจำจังหวัดนนทบุรีสืบเสาะและพินิจพร้อมทั้งทำความเห็นเสนอต่อศาลและนัดฟังคำพิพากษา โจทก์มาศาลในวันนัดดังกล่าวศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยทั้งสองทราบ และสอบข้อเท็จจริงจากจำเลยทั้งสองแล้วจำเลยทั้งสองยืนยันว่าประกอบอาชีพรับจ้างเป็นพนักงานขายในร้านที่เกิดเหตุตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ศาลชั้นต้นสอบโจทก์แล้วแถลงไม่ติดใจสืบพยาน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าเมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพศาลจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 และจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากจำเลยทั้งสองในวันนัดฟังคำพิพากษาแล้วได้ความว่า จำเลยทั้งสองเป็นเพียงลูกจ้างรับจ้างจำหน่าย จึงไม่ต้องตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 ที่ประสงค์จะลงโทษเฉพาะผู้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้ประโยชน์ตอบแทน ด้วยการคิดค่าบริการในรูปแบบของค่าธรรมเนียมสมาชิกหรือด้วยวิธีการอื่นใด แต่ผู้ประกอบกิจการนั้นประกอบกิจการไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนก่อน ดังนี้ แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง ก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ณรงค์พล ทองจีน-สุรภพ ปัทมะสุคนธ์-สิริรัตน์ จันทรา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ มาตรา 6 มุ่งประสงค์จะลงโทษเฉพาะผู้ประกอบกิจการโดยใช้คำว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายด้วยประการใดๆ..." ด้วยเหตุนี้จึงลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้เพราะจำเลยเป็นเพียงลูกจ้าง จึงชอบด้วยหลักกฎหมายแล้ว แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแสดงว่าจำเลยทราบดีว่านายจ้างประกอบกิจการโดยผิดกฎหมาย ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลย (MENS REA) จำเลยจึงจะต้องรับโทษทางอาญาด้วย มิใช่ว่าเมื่อเป็นลูกจ้างแล้วมิต้องรับโทษ การที่จำเลยรู้ว่านายจ้างประกอบกิจการผิดกฎหมายแล้ว ยังมาช่วยกิจการของนายจ้างจึงเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดของนายจ้างต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน เทียงเคียงกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4086/2536 ซึ่งวินิจฉัยว่าการที่จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าโรงงานแปรรูปไม้ที่จำเลยทั้งสองอยู่เป็นโรงงานที่ไม่ได้รับอนุญาตและไม้สักแปรรูปที่ใช้ทำเครื่องประดิษฐ์เป็นไม้แปรรูปที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายแต่จำเลยทั้งสองยังยินยอมทำงานเป็นลูกจ้างของเจ้าของโรงงานเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าของโรงงานกระทำความผิดต่อกฎหมาย หากจะมองว่า พ.ร.บ.ควบคุมกิจเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ เพ่งเล็งถึงคุณสมบัติของผู้กระทำความผิดว่าต้องเป็นผู้ประกอบการเท่านั้น เมื่อเป็นลูกจ้างมิใช่ผู้ประกอบการก็ไม่สามารถลงโทษได้ ก็น่าจะคลาดเคลื่อนอีกเพราะกรณีที่กฎหมายกำหนดคุณสมบัติของผู้กระทำความผิด หากมีผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติร่วมกระทำความผิดด้วยก็ยังคงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ เช่น กรณีเจ้าพนักงานกระทำความผิด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2196/2521 ราษฎรร่วมกับเจ้าพนักงานยักยอกเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ราษฎรเป็นผู้สนับสนุน เจ้าพนักงานที่เป็นตัวการตายราษฎรก็ยังถูกฟ้องและลงโทษได้ กรณีนี้แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นตัวการหากฟังว่าเป็นเพียงผู้สนับสนุนก็สามารถลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ เพราะมิใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3433/2551 จำเลยที่ 2 ตอบจำเลยที่ 1 ว่า "ไว้ใจได้ ขายเขาไปเถอะ" เพื่อช่วยในการตัดสินใจของจำเลยที่ 1 ที่จะขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับให้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำควาผิด ป.อ. มาตรา 86 แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลฎีกาก็ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ได้เนื่องจากเป็นข้อแตกต่างที่มิใช่สาระสำคัญทั้งจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ศิริชัย วัฒนโยธิน หมายเหตุ การที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษที่สถานหนักกว่านั้น คดีนี้ศาลสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจก่อนพิพากษา ซึ่งตามรายงานของพนักงานคุมประพฤตินั้นถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงขัดแย้งกับคำรับสารภาพ ศาลก็จะนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาลบล้างคำรับสารภาพของจำเลยไม่ได้ แต่กรณีนี้ศาลสอบข้อเท็จจริงจากจำเลยแล้ว จำเลยยืนยันว่าประกอบอาชีพรับจ้างเป็นพนักงานขายในร้านที่เกิดเหตุตามรายงานของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งศาลก็ได้สอบโจทก์แล้วแต่โจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่จำเลยแถลงซึ่งเมื่อจำเลยมีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างรับจ้างจำหน่าย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ พรเพชร วิชิตชลชัย
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
497961
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082010562"
    }
}
date
2551
deka_no
2540/2551
deka_running_no
2540
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ณรงค์พล ทองจีน",
    "สุรภพ ปัทมะสุคนธ์",
    "สิริรัตน์ จันทรา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 176",
            "ม. 185"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 6",
            "ม. 34"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนนทบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนพดล แอประเสริฐ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายด้วยประการใดๆ ซึ่งแถบบันทึกภาพลามก แผ่นซีดีบันทึกภาพลามกอันเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจและได้ประโยชน์ตอบแทนจากกิจการดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน และจำเลยทั้งสองร่วมกันมีแถบบันทึกภาพลามก แผ่นซีดีบันทึกภาพลามก หนังสืออันเป็นสิ่งพิมพ์ลามกที่มีภาพชายหญิงเปลือยกายอวดอวัยวะเพศ แสดงการร่วมประเวณี ตลอดจนบรรยายข้อความเป็นเรื่องราวการร่วมเพศระหว่างชายหญิงในลักษณะอันลามก ไว้ในครอบครองเพื่อประสงค์แห่งการค้า เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดแถบบันทึกภาพลามก แผ่นซีดีบันทึกภาพลามกและหนังสือลามกเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 287 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (ที่ถูกต้องระบุประกอบมาตรา 83) จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองโดยให้มารายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนดเวลาคนละ 1 ปี ให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยทั้งสองและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนดเวลาคนละ 20 ชั่วโมง ภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 และ 34

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาขอเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายด้วยประการใดๆ ซึ่งแถบบันทึกภาพลามก แผ่นซีดีบันทึกภาพลามกโดยทำเป็นธุรกิจและได้ประโยชน์ตอบแทนจากกิจการดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 และจำเลยทั้งสองร่วมกันมีแถบบันทึกภาพลามก แผ่นซีดีบันทึกภาพลามก และหนังสือพิมพ์อันเป็นสิ่งพิมพ์ลามกไว้ในครอบครองเพื่อประสงค์แห่งการค้า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติประจำจังหวัดนนทบุรีสืบเสาะและพินิจพร้อมทั้งทำความเห็นเสนอต่อศาลและนัดฟังคำพิพากษา โจทก์มาศาลในวันนัดดังกล่าวศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยทั้งสองทราบ และสอบข้อเท็จจริงจากจำเลยทั้งสองแล้วจำเลยทั้งสองยืนยันว่าประกอบอาชีพรับจ้างเป็นพนักงานขายในร้านที่เกิดเหตุตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ศาลชั้นต้นสอบโจทก์แล้วแถลงไม่ติดใจสืบพยาน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าเมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพศาลจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 และจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากจำเลยทั้งสองในวันนัดฟังคำพิพากษาแล้วได้ความว่า จำเลยทั้งสองเป็นเพียงลูกจ้างรับจ้างจำหน่าย จึงไม่ต้องตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 ที่ประสงค์จะลงโทษเฉพาะผู้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้ประโยชน์ตอบแทน ด้วยการคิดค่าบริการในรูปแบบของค่าธรรมเนียมสมาชิกหรือด้วยวิธีการอื่นใด แต่ผู้ประกอบกิจการนั้นประกอบกิจการไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนก่อน ดังนี้ แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง ก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ตาม พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ มาตรา 6 มุ่งประสงค์จะลงโทษเฉพาะผู้ประกอบกิจการโดยใช้คำว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายด้วยประการใดๆ..." ด้วยเหตุนี้จึงลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้เพราะจำเลยเป็นเพียงลูกจ้าง จึงชอบด้วยหลักกฎหมายแล้ว แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแสดงว่าจำเลยทราบดีว่านายจ้างประกอบกิจการโดยผิดกฎหมาย ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลย (MENS REA) จำเลยจึงจะต้องรับโทษทางอาญาด้วย มิใช่ว่าเมื่อเป็นลูกจ้างแล้วมิต้องรับโทษ การที่จำเลยรู้ว่านายจ้างประกอบกิจการผิดกฎหมายแล้ว ยังมาช่วยกิจการของนายจ้างจึงเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดของนายจ้างต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน เทียงเคียงกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4086/2536 ซึ่งวินิจฉัยว่าการที่จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าโรงงานแปรรูปไม้ที่จำเลยทั้งสองอยู่เป็นโรงงานที่ไม่ได้รับอนุญาตและไม้สักแปรรูปที่ใช้ทำเครื่องประดิษฐ์เป็นไม้แปรรูปที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายแต่จำเลยทั้งสองยังยินยอมทำงานเป็นลูกจ้างของเจ้าของโรงงานเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าของโรงงานกระทำความผิดต่อกฎหมาย หากจะมองว่า พ.ร.บ.ควบคุมกิจเทปและวัสดุโทรทัศน์ฯ เพ่งเล็งถึงคุณสมบัติของผู้กระทำความผิดว่าต้องเป็นผู้ประกอบการเท่านั้น เมื่อเป็นลูกจ้างมิใช่ผู้ประกอบการก็ไม่สามารถลงโทษได้ ก็น่าจะคลาดเคลื่อนอีกเพราะกรณีที่กฎหมายกำหนดคุณสมบัติของผู้กระทำความผิด หากมีผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติร่วมกระทำความผิดด้วยก็ยังคงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ เช่น กรณีเจ้าพนักงานกระทำความผิด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2196/2521 ราษฎรร่วมกับเจ้าพนักงานยักยอกเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ราษฎรเป็นผู้สนับสนุน เจ้าพนักงานที่เป็นตัวการตายราษฎรก็ยังถูกฟ้องและลงโทษได้ กรณีนี้แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นตัวการหากฟังว่าเป็นเพียงผู้สนับสนุนก็สามารถลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ เพราะมิใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3433/2551 จำเลยที่ 2 ตอบจำเลยที่ 1 ว่า "ไว้ใจได้ ขายเขาไปเถอะ" เพื่อช่วยในการตัดสินใจของจำเลยที่ 1 ที่จะขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับให้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำควาผิด ป.อ. มาตรา 86 แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลฎีกาก็ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ได้เนื่องจากเป็นข้อแตกต่างที่มิใช่สาระสำคัญทั้งจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ ศิริชัย วัฒนโยธิน หมายเหตุ การที่จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษที่สถานหนักกว่านั้น คดีนี้ศาลสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจก่อนพิพากษา ซึ่งตามรายงานของพนักงานคุมประพฤตินั้นถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงขัดแย้งกับคำรับสารภาพ ศาลก็จะนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาลบล้างคำรับสารภาพของจำเลยไม่ได้ แต่กรณีนี้ศาลสอบข้อเท็จจริงจากจำเลยแล้ว จำเลยยืนยันว่าประกอบอาชีพรับจ้างเป็นพนักงานขายในร้านที่เกิดเหตุตามรายงานของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งศาลก็ได้สอบโจทก์แล้วแต่โจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่จำเลยแถลงซึ่งเมื่อจำเลยมีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างรับจ้างจำหน่าย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ พรเพชร วิชิตชลชัย
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000628.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551