ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7017/2551
ยูนิเวอร์แซล ซิตี้ สทิวดิโอล์ อิงค์
โจทก์
บริษัทยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 18
ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, มาตรา 246
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2542 มาตรา 44, มาตรา 46
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures) ชื่อบริษัทในเครือเป็นชื่อทางการค้า และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการไว้ในต่างประเทศ ก่อนที่จำเลยที่ 1 เริ่มใช้ชื่อนิติบุคคลของตน และจำเลยที่ 2 ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งโจทก์ดำเนินธุรกิจการค้าครอบคลุมไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย โดยมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย โจทก์จึงมีสิทธิในชื่อทางการค้าคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" ในประเทศไทยดีกว่าจำเลยที่ 1 และเมื่อจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับโจทก์ ทั้งยังมีการใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล" ในการดำเนินธุรกิจ การที่จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อนิติบุคคลว่า "บริษัทยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด" จึงทำให้โจทก์เสื่อมเสียประโยชน์ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "UPT Universal Pictures (Thailand) Co., Ltd." ซึ่งมีคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures) รวมอยู่ด้วย ย่อมจะทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดเข้าใจได้ว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องทางการค้ากับโจทก์ โจทก์ในฐานะที่ใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการในคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" มาก่อน ย่อมจะมีสิทธิห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้คำดังกล่าวเป็นชื่อนิติบุคคลได้ แม้ปัจจุบันนี้โจทก์จะไม่ได้จดทะเบียนสาขาชื่อเดียวกันในประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์จะไม่มีการประกอบธุรกิจการค้าในประเทศไทย อันจะทำให้เป็นการไม่มีการแข่งขันกับกิจการของโจทก์สำหรับการพิจารณาว่าสาธารณชนเกิดความสับสนหลงผิดหรือไม่ นั้น ศาลย่อมพิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในสำนวน รวมทั้งคำเบิกความของพยานบุคคลและวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องรับฟังเฉพาะความรู้สึกหรือความเข้าใจของพยานบุคคลที่นำเข้าสืบเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 โดยห้ามใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" และอักษรโรมันคำว่า "Universal Pictures" กับชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 นั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 เพียงแต่ให้สิทธิโจทก์ร้องขอต่อศาลสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อนิติบุคคลคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" และอักษรโรมันคำว่า "Universal Pictures" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้ให้สิทธิแก่โจทก์ในการบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และไม่อาจกระทำได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5) เป็นเหตุให้ไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ยุติการใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" และอักษรโรมันคำว่า "Universal Pictures" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เท่านั้น
อนึ่งโจทก์แก้อุทธรณ์โดยขอให้แก้ไขคำพิพากษาที่ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกับขอให้จำเลยที่ 2 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวและให้เหตุผลไว้โดยชัดแจ้งแล้ว หากโจทก์ไม่เห็นด้วยหรือเห็นว่าเป็นคำพิพากษาที่ไม่ถูกต้องและต้องการขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไขในประเด็นดังกล่าว โจทก์ต้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มิใช่เพียงตั้งประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์ ทั้งกรณีหาใช่เป็นเรื่องที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามที่โจทก์กล่าวอ้างด้วย
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "Universal" และ "Universal Pictures" ดีกว่าจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนชื่อนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทหรือจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "UPT Universal Pictures (Thailand) Co., Ltd." คำขอเลขที่ 481081 ออกจากทะเบียนกรมทรัพย์สินทางปัญญา ห้ามจำเลยทั้งสองใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล", "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" และอักษรโรมันคำว่า "Universal", "Universal Pictures" กับชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการและสินค้าหรือบริการหรือวัสดุอื่นใดในการประกอบธุรกิจของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 จะเพิกถอนชื่อหรือจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 และยุติการกระทำละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 481081
จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในคำว่า "Universal Pictures" ดีกว่าจำเลยทั้งสองให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 โดยห้ามใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" และอักษรโรมันคำว่า "Universal Pictures" กับชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการและสินค้าหรือบริการหรือวัสดุอื่นใดในการประกอบธุรกิจของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองละเมิดสิทธิของโจทก์หรือไม่ เมื่อคดีนี้มีข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" เป็นชื่อบริษัทในเครือ เป็นชื่อทางการค้า และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการไว้ในต่างประเทศ ส่วนจำเลยที่ 1 เริ่มใช้ชื่อนิติบุคคลของตน และจำเลยที่ 2 ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" มาก่อนจำเลยทั้งสอง ซึ่งโจทก์ดำเนินธุรกิจการค้าครอบคลุมไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย โดยมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย โจทก์จึงมีสิทธิในชื่อทางการค้าคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" ในประเทศไทยดีกว่าจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับโจทก์ ทั้งยังมีการใช้ชื่อว่า "ยูนิเวอร์แซล" ในการดำเนินธุรกิจ ย่อมจะเห็นได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อนิติบุคคลว่า "บริษัทยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด" ทำให้โจทก์เสื่อมเสียประโยชน์และหากยังคงปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ความเสียหายก็จะคงมีอยู่ต่อไป สำหรับการที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "UPT Universal Pictures (Thailand) Co., Ltd." ซึ่งมีคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" รวมอยู่ด้วยย่อมจะทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องทางการค้ากับโจทก์ ดังจะเห็นได้จากวัตถุพยานทั้งจำเลยที่ 2 ได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เคยเห็นคำว่า "ยูนิเวอร์แซล" จากภาพยนตร์ที่ดู ซึ่งเป็นรูปลูกโลก และคำว่า "ยูนิเวอร์แซล" ประกอบกัน นอกจากนี้จำเลยทั้งสองได้อุทธรณ์ในทำนองว่า แม้จะเคยเห็นโจทก์ใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" ในต่างประเทศ แล้วจำเลยทั้งสองนำมาใช้ก็มีสิทธิทำได้ ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบว่ามีบุคคลอื่นใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" เกี่ยวกับภาพยนตร์อยู่แล้วอันเป็นเจตนาไม่สุจริตในการแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงเกียรติคุณจากคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" ของโจทก์ ซึ่งโจทก์ในฐานะที่ใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการในคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" มาก่อน ย่อมจะมีสิทธิห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้คำดังกล่าวเป็นชื่อนิติบุคคลได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 แม้ปัจจุบันนี้โจทก์จะไม่ได้จดทะเบียนสาขาชื่อเดียวกันในประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์จะไม่มีการประกอบธุรกิจการค้าในประเทศไทย อันจะทำให้เป็นการไม่มีการแข่งขันกับกิจการของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โต้แย้ง หรือจะทำให้โจทก์ไม่ได้รับความคุ้มครองในชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการ ตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ว่า พยานโจทก์ไม่อาจยืนยันได้ว่าสาธารณชนสับสนหลงผิดนั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าสาธารณชนเกิดความสับสนหลงผิดหรือไม่นั้นศาลย่อมพิจารณาจากพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในสำนวนรวมทั้งคำเบิกความของพยานบุคคลและวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องรับฟังเฉพาะความรู้สึกหรือความเข้าใจของพยานบุคคลที่นำเข้าสืบเท่านั้นตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ส่วนข้อที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ด้วยว่า คำดังกล่าวเป็นคำสามัญทั่วไป โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะหวงกันไว้ใช้แต่ผู้เดียวนั้น เห็นว่า แม้คำว่า "Universal" และคำว่า "Pictures" จะเป็นคำสามัญทั่วไป แต่เมื่อโจทก์นำมาใช้ประกอบกันเป็นชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะห้ามมิให้บุคคลใดที่มีเจตนาไม่สุจริตนำคำทั้งสองคำนี้ไปใช้เป็นชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า หรือเครื่องหมายบริการเช่นเดียวกับโจทก์ จนทำให้สาธารณชนไม่สามารถแยกแยะความเป็นนิติบุคคล เจ้าของสินค้าหรือบริการออกจากกัน และอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 โดยห้ามใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" และอักษรโรมันคำว่า "Universal Pictures" กับชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่ายังไม่ถูกต้อง เพราะบทบัญญัติมาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพียงให้สิทธิโจทก์ร้องขอต่อศาลสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อนิติบุคคลคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" และอักษรโรมัน คำว่า "Universal Pictures" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้ให้สิทธิแก่โจทก์ในการบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และไม่อาจกระทำได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5) เป็นเหตุให้ไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ยุติการใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" อักษรโรมัน คำว่า "Universal Pictures" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า โจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจัดตั้งโดยใช้ชื่อนิติบุคคลดังกล่าวได้และไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน นั้น ยังหาใช่ข้อพิสูจน์ยืนยันว่าชื่อนิติบุคคลดังกล่าวจะไม่ซ้ำกับบุคคลอื่น และจะไม่ก่อความเสียหายให้แก่บุคคลอื่นแต่อย่างใดไม่ เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 มีคำที่เป็นชื่อทางการค้าเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการของโจทก์ โดยการใช้ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ในการประกอบธุรกิจที่มีลักษณะเช่นเดียวกับโจทก์เป็นไปโดยไม่สุจริตทั้งเป็นเหตุทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดเข้าใจไปได้ว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องทางธุรกิจกับโจทก์ ย่อมจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดในค่าเสียหายต่อโจทก์ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในทำนองที่ว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐานนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ให้การในประเด็นดังกล่าวไว้แต่อย่างใด เมื่อจำเลยทั้งสองนำมากล่าวอ้างในชั้นนี้จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
อนึ่ง ที่โจทก์แก้อุทธรณ์โดยขอให้แก้ไขคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กับขอให้จำเลยที่ 2 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว และได้ให้เหตุผลไว้โดยชัดแจ้งแล้ว หากโจทก์ไม่เห็นด้วยหรือเห็นว่าเป็นคำพิพากษาที่ไม่ถูกต้อง และต้องการขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในประเด็นดังกล่าวแล้ว โจทก์ต้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หาใช่เพียงตั้งประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์เช่นนี้ไม่ ทั้งกรณีนี้หาใช่เป็นเรื่องที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามที่โจทก์กล่าวอ้างด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยให้"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ยุติการใช้คำว่า ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส และอักษรโรมันคำว่า Universal Pictures เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
(พรเพชร วิชิตชลชัย-พลรัตน์ ประทุมทาน-ธนพจน์ อารยลักษณ์)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ชื่อทางการค้า (Trade name) คือ ชื่อหรือคำเรียกขานที่บุคคลใช้ในการประกอบธุรกิจการค้าเพื่อแสดงว่าธุรกิจการค้านั้นเป็นของตน บุคคลที่ใช้ชื่อทางการค้าอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ โดยการใช้ชื่อทางการค้าอาจเป็นได้ทั้งกรณีที่บุคคลผู้เป็นเจ้าของใช้หรือเรียกขานชื่อนั้นกับธุรกิจของตนเอง หรือสาธารณชนเป็นผู้เรียกขานจนเป็นที่ยอมรับกันว่าชื่อหรือคำเรียกขานนั้นหมายถึงบุคคลผู้ประกอบธุรกิจรายใด ชื่อทางการค้าสามารถแสดงถึงภาพพจน์ (reputation) และความมีชื่อเสียง (goodwill) ของผู้ประกอบธุรกิจการค้านั้นได้ และบางครั้งชื่อทางการค้าสามารถเป็นหลักประกันถึงคุณภาพของสินค้าหรือบริการของธุรกิจการค้านั้นได้ทำนองเดียวกับเครื่องหมายการค้า ชื่อทางการค้าจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่มีประโยชน์ในการป้องกันความสับสนหลงผิดทางธุรกิจการค้า ในประเทศอังกฤษ ชื่อทางการค้าได้รับความคุ้มครองโดยหลักกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) เรื่องการลวงขาย (Passing off) ส่วนความตกลงระหว่างประเทศที่บัญญัติให้ความคุ้มครองแก่ชื่อทางการค้าในฐานะที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งไว้อย่างชัดแจ้งคือ อนุสัญญากรุงปารีส โดยมาตรา 8 บัญญัติว่า "ชื่อทางการค้าจะได้รับความคุ้มครองในทุกประเทศที่เป็นภาคีสมาชิก โดยปราศจากพันธกรณีที่จะต้องมีการยื่นคำร้องขอหรือจดทะเบียน และชื่อทางการค้าไม่จำเป็นต้องเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า" ทั้งนี้ประเทศภาคีสมาชิกของอนุสัญญากรุงปารีสอาจให้ความคุ้มครองแก่ชื่อทางการค้าโดยบัญญัติเป็นกฎหมายเฉพาะ (Sui generis) หรือจะให้ความคุ้มครองโดยกฎหมายภายในอื่น ๆ ก็ได้ อย่างไรก็ตามประเทศไทยเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกในอนุสัญญากรุงปารีสเมื่อปี 2551 นี้ ดังนั้นแม้พันธกรณีต่าง ๆ ตามอนุสัญญาดังกล่าวจะใช้บังคับในประเทศไทยด้วยก็ต้องการอนุวัตรการตามอนุสัญญาดังกล่าวก่อน ส่วนความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกคือความตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับการค้า (TRIPS) ไม่ได้บัญญัติให้ความคุ้มครองแก่ชื่อทางการค้าโดยตรง เพียงแต่บัญญัติให้ความคุ้มครองแก่เครื่องหมายการค้าและชื่อบุคคล (Personal Names) สามารถนำมาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะให้ความคุ้มครองแก่ชื่อทางการค้า แต่ก็มีกฎหมายหลายฉบับที่บัญญัติถึง และสามารถให้ความคุ้มครองแก่ชื่อทางการค้าได้ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ ป.อ. มาตรา 272, 275 พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ฯ มาตรา 4, 7, 8, 47 ป.พ.พ.ว่าด้วยละเมิด ตามมาตรา 420, 421และว่าด้วยการใช้ชื่อตามมาตรา 18, 1115 พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด ฯ มาตรา 13 และระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ.2535 รวมถึง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ฯ แม้ว่า ป.อ. มาตรา 272 และ 275 จะบัญญัติให้ความคุ้มครอง "ชื่อในการประกอบการค้า" อย่างชัดแจ้ง แต่ด้วยภาระการพิสูจน์สำหรับการดำเนินคดีอาญาที่มีหลักเกณฑ์เคร่งครัดกว่าการดำเนินคดีแพ่ง ประกอบกับผลของการดำเนินคดีอาญาที่ผู้กระทำความผิดจะได้รับโทษทางอาญา แต่ไม่อาจแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากความสับสนหลงผิดหรือความเสื่อมเสียของชื่อทางการค้าได้ บุคคลผู้เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าย่อมต้องการให้มีการชดใช้ความเสียหายและที่สำคัญคือให้มีการยุติหรือระงับการใช้ชื่อทางการค้าโดยบุคคลอื่นที่ไม่มีสิทธิและห้ามไม่ให้มีการกระทำอันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายนั้นอีกต่อไป ดังนั้นการดำเนินคดีทางแพ่งจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าสำหรับเจ้าของชื่อทางการค้าอย่างไรก็ตาม ชื่อทางการค้าไม่สามารถได้รับความคุ้มครองโดยตรงจาก พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า แม้ว่าชื่อทางการค้านั้นจะเป็นเครื่องหมายการค้าด้วยก็ตาม เพราะ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า ฯ มาตรา 47 บัญญัติรับรองว่าการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่เป็นการขัดขวางบุคคลที่ใช้ชื่อตัว ชื่อสกุล หรือชื่อสำนักงานการค้าโดยสุจริต แต่ไม่ได้บัญญัติให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าสามารถขอให้ศาลสั่งห้ามการใช้ชื่อโดยไม่สุจริต หรือขอให้เพิกถอนชื่อนั้นได้ สำหรับการคุ้มครองชื่อทางการค้าโดยอาศัย ป.พ.พ. มาตรา 18 นั้น แม้จะมีความเห็นของนักกฎหมายที่เห็นว่า ชื่อทางการค้าไม่อาจได้รับความคุ้มครองโดย ป.พ.พ. มาตรา 18 เพราะสิทธิของเจ้าของนามที่จะใช้นามตามมาตรา 18 นั้น หมายความถึงนามหรือชื่อของบุคคลที่มีชื่อตามสภาพบุคคล เช่น ชื่อตัว ชื่อสกุล ตาม พ.ร.บ.ชื่อสกุล ฯ อันเป็นสิทธิตามสภาพบุคคลเพื่อจำแนกบุคคล อันเป็นสิทธิในครอบครัวไม่อาจโอนกันได้ เป็นคนละเรื่องกับสิทธิในกองทรัพย์สิน เช่น สิทธิในชื่อทางการค้าซึ่งโอนกันได้ มาตรา 18 อยู่ในลักษณะบุคคลธรรมดา แต่ถ้าเป็นปัญหาเกี่ยวกับชื่อนิติบุคคลว่าเป็นนิติบุคคลใด ก็คงอนุโลมใช้มาตรา 18 นี้ได้ แต่จากคำพิพากษาศาลฎีกาในช่วง 50 ปี มานี้ ปรากฏแนวบรรทัดฐานชัดเจนว่าชื่อทางการค้าทั้งที่เป็นชื่อของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ไม่ว่าชื่อนั้นจะได้จดทะเบียนไว้หรือไม่ สามารถได้รับความคุ้มครองโดยอาศัย ป.พ.พ. มาตรา 18 ประกอบกับมาตรา 420 และ 421 กล่าวคือ ผู้ที่จะได้รับความคุ้มครองต้องเป็นเจ้าของชื่อโดยชอบ แต่บุคคลอื่นนำชื่อหรือคำที่คล้ายชื่อนั้นไปใช้ในการประกอบธุรกิจการค้าของบุคคลนั้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ และไม่มีอำนาจที่จะใช้ได้โดยชอบ ทั้งการใช้ชื่อนั้นเป็นการใช้โดยไม่สุจริต มีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากชื่อนั้นโดยไม่ชอบ ทำให้ผู้เป็นเจ้าของชื่อเสื่อมเสียประโยชน์ หรือเสียหายในทางใดทางหนึ่ง หากเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับความคุ้มครอง นอกจากผู้เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าจะมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420, 421 ประกอบมาตรา 438 แล้ว เจ้าของชื่อทางการค้ามีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ที่ใช้ชื่อโดยไม่ชอบนั้นระงับความเสียหายได้ โดยการร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามตามมาตรา 18 การขอให้ศาลพิพากษาระงับการใช้ชื่อตามมาตรา 18 นั้น จึงมีข้อน่าพิจารณาอยู่ว่า ศาลจะสั่งห้ามมิให้ผู้กระทำละเมิดใช้ชื่อทางการค้าของผู้เป็นเจ้าของอีกต่อไปได้เพียงประการเดียว หรือจะพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนชื่อ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หรือสั่งให้เจ้าพนักงานเพิกถอนการจดทะเบียนชื่อของผู้กระทำละเมิดได้ด้วย หากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของชื่อร้องขอ คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับข้อพิจารณาดังกล่าวมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ศาลพิพากษาห้ามมิให้ผู้กระทำละเมิดใช้ชื่อทางการค้าของผู้เป็นเจ้าของอีกต่อไปเพียงประการเดียว คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3070/2522 โจทก์ใช้ชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจมพลาซ่า ต่อมาจำเลยตั้งร้านค้าชื่อว่า เจ. พลาซ่า และจำหน่ายเพชรพลอยเครื่องประดับซึ่งเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน ชื่อทั้งสองคล้ายคลึงกัน ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้ว่า "เจ" เป็นชื่อย่อของ "เจม" และร้านจำเลยคือห้างของโจทก์ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากชื่อห้างของโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียประโยชน์ การกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิขอให้ศาลสั่งห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อร้านของจำเลย พิพากษาให้จำเลยระงับการใช้ชื่อร้าน "เจ. พลาซ่า" คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2350/2531 โจทก์ใช้ชื่อบริษัทฮิลตันอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ดำเนินธุรกิจโรงแรมและบริหารกิจการโรงแรมในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยใช้ชื่อฮิลตันประกอบชื่อโรงแรม ทั้งหลังจากฟ้องคดีนี้แล้วโจทก์ได้มาบริหารกิจการโรงแรมฮิลตันอินเตอร์เนชั่นแนลบางกอกในประเทศไทย เมื่อจำเลยใช้ชื่อว่าบริษัทบางกอกฮิลตันโฮเต็ล จำกัด ประกอบกิจการโรงแรมเช่นเดียวกับโจทก์ ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดได้ว่าจำเลยคือโจทก์และกิจการของจำเลยคือกิจการโจทก์พฤติการณ์บ่งชี้ว่าจำเลยนำเอาชื่อฮิลตันของโจทก์มาใช้โดยไม่สุจริตและทำให้โจทก์เสียหาย พิพากษาห้ามจำเลยใช้คำว่าฮิลตันเป็นชื่อบริษัทหรือโรงแรมของจำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 425/2537 จำเลยใช้ชื่อร้านว่า ส. เซ็นทรัลแม่สายในการประกอบกิจการทางการค้า และขายสินค้าหลายชนิดเช่นเดียวกับสินค้าของโจทก์ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดได้ว่ากิจการค้าของจำเลยคือกิจการของโจทก์ เป็นการนำชื่อเซ็นทรัลไปใช้โดยไม่สุจริตทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์มีสิทธิขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยไม่ให้ใช้ชื่อเซ็นทรัลในการประกอบกิจการร้านค้าของจำเลยแต่จะขอให้บังคับจำเลยถอนคำว่า "เซ็นทรัล" ออกจากชื่อร้านของจำเลยตามใบทะเบียนพาณิชย์ไม่ได้ เนื่องจากการถอนใบทะเบียนพาณิชย์เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตาม พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ ฯ มาตรา 16 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8433/2547 โจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าคำว่า "ไทยคม" ที่ใช้กับกิจการให้บริการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียม การที่จำเลยนำคำว่า "ไทยคม" มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทจำเลยว่าบริษัทไทยคมเทเลคอม จำกัด ประกอบกิจการค้าอุปกรณ์สื่อสารทำนองเดียวกับโจทก์ เป็นการเอาชื่อทางการค้าคำว่า "ไทยคม" ของโจทก์มาใช้โดยไม่สุจริต เป็นการแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงในชื่อทางการค้าของโจทก์โดยมิชอบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์มีสิทธิขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "ไทยคม" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5565/2548 กิจการค้าทองของโจทก์มีชื่อเสียงแพร่หลายเป็นที่รู้จักทั่วไปมานานหลายสิบปี การที่จำเลยใช้คำว่า "โต๊ะกัง" ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของชื่อทางการค้าคำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ของโจทก์ไปประกอบเป็นชื่อบริษัทจำเลยว่า "บริษัทห้างทองโต๊ะกังบุญสิริ จำกัด" ย่อมทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดได้ว่ากิจการค้าทองของจำเลยเป็นกิจการค้าทองของโจทก์ โจทก์มีสิทธิ์ขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" หรือ "ตั้งโต๊ะกัง" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อ การพิพากษาห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อจำเลยย่อมมีผลทำให้จำเลยไม่อาจประกอบกิจการค้าทองภายใต้ชื่อบริษัทห้างทองโต๊ะกังบุญสิริ กำจัด ได้อีก เป็นการระงับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่โจทก์ต่อไปอยู่ในตัวแล้ว หาจำต้องสั่งให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อ กลุ่มที่สอง ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนชื่อ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หรือสั่งให้เจ้าพนักงานเพิกถอนการจดทะเบียนชื่อของผู้กระทำละเมิดด้วยตามคำขอท้ายฟ้องฟ้องโจทก์ คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 64/2501 โจทก์นำคำว่า "เมืองทอง" มาใช้เรียกชื่อร้านโจทก์ก่อนจำเลย จำเลยขอจดทะเบียนชื่อบริษัทเป็น "บริษัทเมืองทองการแว่น จำกัด" เพื่อให้ลูกค้าและประชาชนหลงเชื่อหรือเข้าใจผิดว่า ชื่อบริษัทเมืองทองการแว่น จำกัด คือบริษัทเมืองทองแผนกแว่นตาของโจทก์ เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น เป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย พิพากษาห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อคำว่า เมืองทอง อยู่ในชื่อของบริษัทจำเลย และให้เจ้าพนักงานนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทถอนการจดทะเบียนชื่อบริษัทจำเลย โดยมิให้ใช้คำว่า "เมืองทอง" ต่อไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1346/2522 โจทก์เป็นนิติบุคคลต่างประเทศ ได้ใช้นาม "คริสเตียน ดีออร์" และ "ดีออร์" เป็นชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าแพร่หลายรวมทั้งในประเทศไทย จำเลยไม่มีสิทธิเอาคำว่า "ดีออร์" ไปใช้ประกอบเป็นนามของตนพิพากษาห้ามมิให้จำเลยใช้คำว่า "ดีออร์" ประกอบชื่อร้านค้า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนคำว่า "ดีออร์" ออกจากชื่อห้าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4767/2539 โจทก์ชื่อบริษัทโอเรียนเต็ล แล็ปปิดารี่ จำกัด ประกอบธุรกิจการค้าเครื่องประดับอัญมณีมาก่อนจำเลย 10 ปี จำเลยใช้ชื่อบริษัทโอเรียนเต็ลเจมส์แลปิดารี่ จำกัด ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับโจทก์ เห็นได้ว่าชื่อโจทก์และจำเลยคล้ายกัน การใช้ชื่อของจำเลยเป็นการเลียนแบบชื่อโจทก์ จนน่าจะลวงให้มหาชนหลงไปได้ จึงเป็นการละเมิดต่อสิทธิในนามของโจทก์ พิพากษาห้ามจำเลยใช้ชื่อบริษัทโอเรียนเต็ลเจมส์แลปิดารี่ จำกัด ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อของจำเลย หรือจดทะเบียนเพิกถอนชื่อจำเลย หากจำเลยไม่ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนชื่อ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2540 โจทก์และจำเลยทำพระรูปปั้นจำลองออกจำหน่ายเหมือนกัน โจทก์ใช้ชื่อ "จตุรเสนาสมาคม" มาก่อน จำเลยเปลี่ยนชื่อจากธรรมโชคเป็นจตุระสมาคม ซึ่งมีคำนำหน้าและอ่านออกเสียงเหมือนกัน ประชาชนทั่วไปอาจเกิดความสับสน เห็นเจตนาได้ว่าจำเลยจงใจเลียนชื่อโจทก์ พิพากษาให้จำเลยระงับการใช้ชื่อจตุระสมาคม ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนเปลี่ยนแปลงชื่อที่สำนักงานทะเบียนสมาคม กองบังคับการตำรวจสันติบาล หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8779/2542 โจทก์ใช้คำว่า "BMW" หรือบีเอ็มดับบลิวเป็นชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้า รวมทั้งใช้เป็นชื่อบริษัทในเครือของโจทก์จนมีชื่อเสียงแพร่หลายในหลายประเทศมาก่อนที่จำเลยจะจดทะเบียนจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยใช้ชื่อว่า บีเอ็มดับบลิว การที่จำเลยใช้ชื่อพ้องกับชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ซึ่งมีชื่อเสียงเกียรติคุณเป็นที่แพร่หลายอยู่ก่อนแล้วทำให้โจทก์เสื่อมเสียประโยชน์จากการใช้ชื่อ พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อมิให้ใช้คำว่า บีเอ็มดับบลิว หรือบี เอ็ม ดับบลิว หรือคำอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยใช้หรือเกี่ยวข้องกับชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 542/2546 ชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้าคำว่า SONY และ โซนี่ ของโจทก์เป็นที่แพร่หลายรู้จักกันทั่วไป การที่จำเลยขอจดทะเบียนคำว่า บริษัทโซนี่ อิมเป็กซ์ จำกัด กับ SONY IMPEX CO., LTD โดยไม่มีความสัมพันธ์หรือได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์จากความมีชื่อเสียงแพร่หลายของคำว่า SONY หรือ โซนี่ โดยไม่สุจริต ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิด จำเลยที่ 9 ซึ่งเป็นนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครรับจดทะเบียนชื่อจำเลยไว้โดยฝ่าฝืนระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ.2535 ข้อ 21 (5) พิพากษาให้จำเลยดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตราของจำเลย และให้จำเลยที่ 9 จัดการให้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตราของจำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5113/2548 โจทก์ใช้ชื่อว่า "อินเทล คอร์ปอเรชั่น" หรือ "Intel Corporation" จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในต่างประเทศตั้งแต่ปี 2511 คำว่า อินเทล และ Intel มีชื่อเสียงแพร่หลาย โจทก์ย่อมมีสิทธิใช้ชื่อดังกล่าวเป็นชื่อหรือนามของโจทก์ในประเทศไทย จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลใช้ชื่อว่า บริษัทอินเทลการ์ด อินดัสทรีส์ จำกัด เมื่อปี 2538 ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิด คิดว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย พิพากษาให้จำเลยเลิกใช้ชื่อนิติบุคคล ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการ คำว่า อินเทล และ Intel ของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคล ชื่อโดเมน เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการของจำเลยอีกต่อไป และให้จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคล ดวงตราประทับและชื่อโดเมน ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จากแนวคำพิพากษาฎีกา 2 กลุ่ม ดังกล่าวข้างต้น เห็นได้ว่าเดิมศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาให้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ แล้วแต่ว่าโจทก์จะขอให้ศาลสั่งห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อ ให้จำเลยระงับการใช้ชื่อให้เพิกถอนการจดทะเบียนชื่อ หรือให้เจ้าพนักงานถอนการจดทะเบียนชื่อจำเลย รวมทั้งหากจำเลยไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ซึ่งการที่พิพากษาให้มากกว่าห้ามจำเลยใช้ชื่อนั้นน่าจะเป็นการพิพากษาตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 เพื่อให้มีการบังคับให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการตามคำพิพากษาได้ แต่การที่ศาลพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น มีผู้ให้ความเห็นว่าถ้าจำเลยไม่ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อและโจทก์นำคำพิพากษาของศาลไปแสดงต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จะมีข้อขัดข้องในการปฏิบัติของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทว่า จะเปลี่ยนชื่อจำเลยใหม่เป็นชื่ออะไร และใครจะเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม ในทางปฏิบัติกรมทะเบียนการค้าจึงพยายามติดต่อกับจำเลยให้มาดำเนินการ แต่หากจำเลยเพิกเฉย กรมทะเบียนการค้าก็ไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ซึ่งกรมทะเบียนการค้าเห็นว่าโจทก์ควรดำเนินการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. โดยขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมคุมขังจำเลยหรือผู้แทนนิติบุคคลซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้จนกว่าจะปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาศาลฎีกาไม่พิพากษาให้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งหมดในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8433/2547 โดยวินิจฉัยว่า ป.พ.พ. มาตรา 18 ให้สิทธิโจทก์ขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยใช้ชื่อเท่านั้น ไม่ได้ให้สิทธิที่จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อ แม้ต่อมาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5113/2548 จะยังคงพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ทั้งหมดแต่ในระยะเวลาใกล้เคียงกันคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5565/2548 ได้วินิจฉัยตามแนวทางของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8433/2547 โดยให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าการพิพากษาห้ามมิให้จำเลยใช้ชื่อย่อมมีผลทำให้จำเลยไม่อาจประกอบกิจการภายใต้ชื่อเดิมได้อีก เป็นการระงับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่โจทก์ต่อไปแล้วไม่จำต้องสั่งให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อ เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7017/2551 นี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ป.พ.พ. มาตรา 18 เพียงให้สิทธิโจทก์ร้องขอต่อศาลสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อนิติบุคคลคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" และ "Universal Pictures" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลเท่านั้น ไม่ได้ให้สิทธิโจทก์ในการบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อ จึงเป็นการยืนยันหลักการตีความมาตรา 18 ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8433/2547 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5565/2548 ซึ่งนอกจากจะเป็นการวางหลักสิทธิของโจทก์ตามมาตรา 18 แล้ว ศาลฎีกายังเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใด อุทธรณ์ศาลฎีกาก็จะต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป การที่ศาลฎีกาวางหลักว่ามาตรา 18 เพียงให้สิทธิโจทก์ร้องขอต่อศาลสั่งห้ามจำเลยใช้ชื่อเท่านั้น คงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของชื่อเกิดความไม่มั่นใจต่อการบังคับตามคำพิพากษาอยู่บ้างว่า การห้ามนั้นจะมีผลบังคับอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร คำตอบสำหรับปัญหานี้คือ เมื่อศาลสั่งห้ามใช้ชื่อแล้ว จำเลยมีหน้าที่ต้องกระทำการทุกอย่างเพื่อไม่ให้มีการใช้ชื่อนั้นอีกต่อไปตามคำพิพากษา ซึ่งหากปรากฏว่าจำเลยยังคงมีการใช้ชื่อที่ถูกห้ามไม่ว่าในทางใด โจทก์สามารถร้องขอให้มีการบังคับคดี โดยขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดีหรือคำบังคับได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 297, 298 ดังเช่น ในคดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 593/2550 ซึ่งเป็นคดีต่อเนื่องจากคดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5113/2548 ที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยเลิกใช้ชื่อนิติบุคคล ชื่อทางการค้าเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการ คำว่า อินเทล และ Intel ของโจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อและรื้อถอนป้ายชื่อเดิมหน้าบริษัทออกแล้ว แต่ยังคงใช้ป้ายชื่อบริษัทบนเสาสูงริมถนนหน้าบริษัทที่สำนักงานใหญ่และสาขากับยังคงใช้ชื่อโดเมนที่มีคำว่า intel อยู่ จำเลยจึงยังไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลทุกประการ เมื่อไม่มีวิธีอื่นใดที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะใช้บังคับได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญา ฯ มีคำสั่งให้ออกหมายจับ ก. กรรมการผู้จัดการของจำเลยฐานขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลจึงชอบแล้ว อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตอยู่ว่าแม้มาตรา 18 จะไม่ได้ให้สิทธิโจทก์ที่จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อ แต่หากการที่จำเลยใช้ชื่อโดยมิชอบนั้นเป็นการจดทะเบียนชื่อนิติบุคคล อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท พ.ศ.2535 ถ้าโจทก์ฟ้องนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเป็นจำเลยด้วย นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทซึ่งรับจดทะเบียนชื่อจำเลยไว้โดยฝ่าฝืนระเบียบดังกล่าวมีหน้าที่ต้องจัดการเปลี่ยนแปลงชื่อของจำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 542/2546 ดังนั้น หากโจทก์ต้องการให้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่เป็นนิติบุคคล คงจำเป็นต้องฟ้องนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเป็นจำเลยด้วย กรกันยา สุวรรณพาณิช