คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2546 ฉบับเต็ม

#49828
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2546 บริษัท มัลติ-ลิสซิ่ง คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ นางสาว อำนวย โง่วเจียประเสริฐ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 131, มาตรา 132 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22, มาตรา 25 เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้าว่าคดีนี้อันเป็นคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์และมีคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเพื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะดำเนินการทวงหนี้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 25 บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งให้งดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ คดีนี้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แม้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การยกข้อต่อสู้คดีหลายประการ แต่ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดในคดีล้มละลายการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวเท่ากับเป็นการให้โอกาสแก่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงเจรจากับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของโจทก์แต่ผู้เดียวตามกฎหมาย หาทำให้จำเลยที่ 2 ต้องเสียหายไม่ ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจจำหน่ายคดีของโจทก์จึงเป็นการชอบด้วย พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 25 และคำสั่งดังกล่าวก็มิได้อยู่ในบังคับที่ต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131และมาตรา 132 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีขณะคดีอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดในคดีล้มละลายแล้ว อำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของโจทก์จึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวตามมาตรา 22แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไปดำเนินการทวงหนี้ตามมาตรา 119แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 และให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความและไม่คืนค่าขึ้นศาลให้ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แก้อุทธรณ์เองจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีของโจทก์ตามคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เพื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไปดำเนินการทวงหนี้แก่จำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 นั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้จำเลยที่ 2 เสียหายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้าว่าคดีนี้อันเป็นคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์และมีคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเพื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะดำเนินการทวงหนี้แก่จำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 กรณีเช่นนี้ พระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 25 บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งให้งดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ คดีนี้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แม้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การยกข้อต่อสู้คดีหลายประการแต่ในระหว่างการพิจารณาคดี คู่ความได้ขอเลื่อนคดีไปหลายนัด และศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ไปเพียงปากเดียวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้หลังจากนั้นคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงขอเลื่อนคดีเพื่อเจรจาตกลงกันโดยจำเลยที่ 2 แถลงจะนำจำเลยที่ 1 มาทำยอม แต่ก็ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้ามาว่าคดีและมีคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีดังกล่าว จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 2 จะไม่มีโอกาสคัดค้านพยานหลักฐานของโจทก์เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทวงหนี้ก็ดี หรือไม่มีโอกาสแสดงพยานหลักฐานต่อศาลก็ดีเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 สามารถดำเนินการได้ในชั้นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเท่ากับเป็นการให้โอกาสแก่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงเจรจากับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของโจทก์แต่ผู้เดียวตามกฎหมาย หาได้ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องเสียหายดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่ประการใดไม่ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจจำหน่ายคดีของโจทก์จึงเป็นการชอบด้วยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 และคำสั่งจำหน่ายคดีเช่นว่านี้ มิได้อยู่ในบังคับที่ต้องนำบทบัญญัติแห่ง มาตรา 131 และมาตรา 132 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แก้ฎีกาเองจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ (วิชัย วิวิตเสวี-เกรียงชัย จึงจตุรพิธ-สำรวจ อุดมทวี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49828
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082048123"
    }
}
date
2546
deka_no
301/2546
deka_running_no
301
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "เกรียงชัย จึงจตุรพิธ",
    "สำรวจ อุดมทวี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 131",
            "ม. 132"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 22",
            "ม. 25"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท มัลติ-ลิสซิ่ง คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว อำนวย โง่วเจียประเสริฐ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีขณะคดีอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดในคดีล้มละลายแล้ว อำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของโจทก์จึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวตามมาตรา 22แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไปดำเนินการทวงหนี้ตามมาตรา 119แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 และให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความและไม่คืนค่าขึ้นศาลให้

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แก้อุทธรณ์เองจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีของโจทก์ตามคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เพื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไปดำเนินการทวงหนี้แก่จำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 นั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้จำเลยที่ 2 เสียหายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้าว่าคดีนี้อันเป็นคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์และมีคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเพื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะดำเนินการทวงหนี้แก่จำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 กรณีเช่นนี้ พระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 25 บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งให้งดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ คดีนี้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แม้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การยกข้อต่อสู้คดีหลายประการแต่ในระหว่างการพิจารณาคดี คู่ความได้ขอเลื่อนคดีไปหลายนัด และศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ไปเพียงปากเดียวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้หลังจากนั้นคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงขอเลื่อนคดีเพื่อเจรจาตกลงกันโดยจำเลยที่ 2 แถลงจะนำจำเลยที่ 1 มาทำยอม แต่ก็ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้ามาว่าคดีและมีคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีดังกล่าว จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 2 จะไม่มีโอกาสคัดค้านพยานหลักฐานของโจทก์เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทวงหนี้ก็ดี หรือไม่มีโอกาสแสดงพยานหลักฐานต่อศาลก็ดีเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 สามารถดำเนินการได้ในชั้นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเท่ากับเป็นการให้โอกาสแก่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงเจรจากับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของโจทก์แต่ผู้เดียวตามกฎหมาย หาได้ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องเสียหายดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่ประการใดไม่ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจจำหน่ายคดีของโจทก์จึงเป็นการชอบด้วยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 และคำสั่งจำหน่ายคดีเช่นว่านี้ มิได้อยู่ในบังคับที่ต้องนำบทบัญญัติแห่ง มาตรา 131 และมาตรา 132 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แก้ฎีกาเองจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000968.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546