ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 559/2546
นาย สมชัย เศรษฐสมภพ
โจทก์
กรมสรรพากร
จำเลย
ป.รัษฎากร มาตรา 19, มาตรา 39, มาตรา 40, มาตรา 57 ตรี
น. เป็นผู้ซื้อที่ดิน และต่อมา น. ตกลงยินยอมให้ ม. และ ว. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับค่าตอบแทน ต้องถือว่าเป็นการขายตามความในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรฯ น. จึงเป็นผู้มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 40(8) และเป็นเงินได้ในปีนั้น ซึ่งขณะนั้นโจทก์ยังเป็นสามี น. และอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี เงินได้ดังกล่าวของ น. ก็ต้องถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ตามมาตรา 57 ตรี ไม่ว่าเงินนั้นจะเป็นสินส่วนตัวหรือไม่
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์สมรสกับนางนพวรรณ เศรษฐสมภพ เมื่อวันที่ 3 เมษายน2529 และได้จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2536 ต่อมาเมื่อปี 2543 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ทำการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อโจทก์สำหรับเงินได้ของปี 2533 โดยอ้างว่าโจทก์มิได้นำเงินได้ที่นางนพวรรณได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางการค้าหรือหากำไรไปยื่นแบบรายการภาษี เป็นการยื่นแบบรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้อง โจทก์ต้องเสียภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีดังกล่าว แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับ การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
จำเลยให้การว่า การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เนื่องจากระหว่างวันที่ 3 เมษายน 2529 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2536 โจทก์และนางนพวรรณเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2532 นางนพวรรณได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 จากนางมาลัย ชูเพชร์ นาวาตรีวิโรจน์ ชูเพชร์ นาวาอากาศตรีกำพลชูเพชร์ นายอนันต์ ชูเพชร์ และพันจ่าอากาศเอกสถาพร ชูเพชร์ ในราคา 4,200,000บาท และซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 125917 จากนางสาววรรณี เลศะวณิช ในราคา 2,100,000บาท และได้ครอบครองที่ดินทั้งสองโฉนดตลอดมาโดยไม่ปรากฏว่าถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ใด ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2533 นางนพวรรณได้ทำนิติกรรมให้นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว โดยนางนพวรรณได้รับค่าตอบแทนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,738,750 บาท เมื่อโจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางนพวรรณและอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี 2533 เงินได้พึงประเมินของนางนพวรรณดังกล่าวจึงถือเป็นเงินได้ของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษี การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 1 ว่า นางนพวรรณมีเงินได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 และ 125917หรือไม่ ได้ความจากโจทก์ นางสรินญา (นางนพวรรณ) และนายวิชา พยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อปลายปี 2528 นางนพวรรณได้จองซื้อที่ดินไว้ 2 แปลง แปลงที่ 1เนื้อที่ 1 ไร่ แปลงที่ 2 เนื้อที่ 2 ไร่ จากกลุ่มนายหน้าโดยนางนพวรรณผ่อนชำระค่าซื้อที่ดินให้แก่กลุ่มนายหน้าจนถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2532 กลุ่มนายหน้าให้นางนพวรรณรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงไว้ทั้งหมดซึ่งมีเนื้อที่ 4 ไร่เศษ เหตุที่นางนพวรรณยอมถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนเนื่องจากกลุ่มนายหน้าบอกว่าลูกค้ามีปัญหานางนพวรรณเห็นว่าตนไม่เสียหายแต่อย่างใด ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2533 กลุ่มนายหน้าได้ทำหนังสือขึ้นฉบับหนึ่งเพื่อเป็นการยืนยันว่านางนพวรรณได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนนายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชา ซึ่งนางนพวรรณก็ได้ลงนามไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 10 ครั้นวันที่ 17 เมษายน 2533 นางนพวรรณจึงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ถือแทนไว้คืนแก่นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาโดยมีการทำบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 7เห็นว่า นางนพวรรณกับกลุ่มนายหน้า นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาต่างไม่เคยรู้จักกันมาก่อนย่อมไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นแต่ประการใดที่เจ้าของที่ดินหรือกลุ่มนายหน้าจะยอมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินใส่ชื่อนางนพวรรณเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวทั้ง ๆ ที่ยังอ้างว่านายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชา ผู้ซื้ออีก 3 คน ยังมีปัญหาเรื่องการเงินคือยังชำระเงินค่าซื้อที่ดินไม่ครบตามที่ตกลงกัน ซึ่งนายวิชาพยานโจทก์เบิกความว่า พยานจะต้องจ่ายเงินงวดสุดท้ายอีกประมาณสี่ล้านถึงห้าล้านบาท แต่ยังไม่มีเงินพอขอผัดผ่อนไปชำระต้นปี 2533 ดังนี้ เมื่อเจ้าของที่ดินหรือนายหน้าเห็นแล้วว่านายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาชำระราคาไม่ครบถ้วน จึงไม่ยอมจดทะเบียนโอนขายเพราะถ้าหากจดทะเบียนโอนขายแก่นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาไปแล้ว อาจมีปัญหาไม่ได้รับชำระราคาครบถ้วน เมื่อกลุ่มนายหน้าเกรงว่าจะไม่ได้รับชำระราคาจากนายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาเช่นนี้แล้ว ก็ควรที่กลุ่มนายหน้าจะรับโอนกรรมสิทธิไว้เสียเอง มิใช่เสี่ยงให้เจ้าของที่ดินโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อนางนพวรรณเป็นผู้ซื้อแต่เพียงผู้เดียว กรณีเช่นนี้ย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยของกลุ่มนายหน้าที่จะกระทำการให้ตนเองเสียเปรียบ และเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่นางนพวรรณทำบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวมที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขนในวันที่ 17 เมษายน 2533 โดยให้นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาถือกรรมสิทธิ์รวมคนละ 449.25 ส่วนใน 1,797 ส่วน ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 7ก็ปรากฏว่านางนพวรรณเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการในการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมและต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2533 นางนพวรรณ นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด ในราคา118,602,000 บาท ก็ปรากฏว่านางนพวรรณเป็นคนหนึ่งที่ได้รับมอบอำนาจจากนายชาตรีนายมณเฑียร และนายวิชาให้เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนโอนขาย ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 8 จากพฤติการณ์การกระทำของนางนพวรรณดังกล่าวจะเห็นได้ว่านางนพวรรณเป็นผู้ดำเนินการและเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดินทั้งสองแปลงมาตั้งแต่แรกจนกระทั่งขายให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด ดังนั้น การที่ผู้ขายจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 และ 125917 ทั้งสองแปลงแก่นางนพวรรณในลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นชัดว่านางนพวรรณเป็นผู้ซื้อ หาใช่ว่านางนพวรรณเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์บางส่วนแทนนายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชา ดังที่โจทก์อ้างไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางนพวรรณเป็นผู้ซื้อที่ดินในวันที่ 12 ธันวาคม 2532 ต่อมาวันที่ 17 เมษายน2533 นางนพวรรณได้ตกลงยินยอมให้นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจำนวนคนละ 449.25 ส่วน ราคาตารางวาละ 5,000 บาท ในจำนวน1,797 ส่วน นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาให้ค่าตอบแทนแก่นางนพวรรณเป็นจำนวนเงิน 6,738,750 บาท ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม เอกสารหมาย จ.1แผ่นที่ 7 ครั้นวันที่ 24 ตุลาคม 2533 นางนพวรรณ นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาได้ขายที่ดินดังกล่าวทั้งหมดแก่บริษัทการบินไทย จำกัด ในราคาสูงถึง 118,602,000 บาทฉะนั้น การที่นางนพวรรณจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมให้นายชาตรี นายมณเฑียรและนายวิชาเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมคนละ 449.25 ส่วนใน 1,797 ส่วน โดยได้รับค่าตอบแทนจำนวน 6,738,750 บาท ต้องถือว่าเป็นการขายตามความในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร แล้ว นางนพวรรณจึงเป็นผู้มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร และเป็นเงินได้ในปี 2533 ซึ่งขณะนั้นโจทก์ยังเป็นสามีนางนพวรรณและอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี เงินได้ดังกล่าวของนางนพวรรณก็ต้องถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ตามมาตรา 57 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรไม่ว่าเงินนั้นจะเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยมีอำนาจออกหมายเรียกและประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปยังโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้ยื่นแบบรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.91) เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2534 โดยไม่ได้นำเงินได้จำนวน 6,738,750 บาท ของนางนพวรรณที่ได้จากการขายที่ดินดังกล่าวมาแสดงไว้ในแบบรายการภาษี ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นตามมาตรา 57 ตรีแห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์ไม่ยื่นรายการภาษีตามแบบให้ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีอำนาจออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนได้ภายใน 2 ปีได้ แต่ต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร นางสาวกิ่งกาญจน์คุณสุทธิ์ พยานจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 6 ของจำเลยเบิกความว่า ได้มีการขออนุมัติให้ขยายเวลาออกหมายเรียกจากอธิบดีตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 122ซึ่งอธิบดีได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการกองบริหารงานตรวจภาษีอากรเป็นผู้อนุมัติ ตามคำสั่งกรมสรรพากร เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 114 และผู้ที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดีก็ได้อนุมัติให้ขยายเวลาออกหมายเรียกได้ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 118 ในวันที่ 26มกราคม 2538 เจ้าพนักงานประเมินได้ส่งหมายเรียกตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 120ส่งให้โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับหมายเรียกดังกล่าวแล้วตามไปรษณีย์ตอบรับเอกสารหมาย ล.2แผ่นที่ 116 ส่วนโจทก์เบิกความว่า ได้รับหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรดังกล่าวเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2538 โดยมิได้นำสืบว่าอธิบดีมิได้อนุมัติให้ออกหมายเรียกแต่ประการใด ฉะนั้น เมื่อจำเลยมีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารประกอบ ส่วนโจทก์มิได้นำสืบปฏิเสธในส่วนนี้ ทำให้พยานจำเลยมีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ขออนุมัติอธิบดีออกหมายเรียกโจทก์ซึ่งอธิบดีก็ได้อนุมัติแล้วเจ้าพนักงานจึงออกหมายเรียกโจทก์เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2538 จึงยังไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ 28 มีนาคม 2534 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้ยื่นรายกาตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ฉะนั้น การออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงเป็นการออกหมายเรียกที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้วเห็นว่านางนพวรรณภริยาโจทก์มีเงินได้จากการขายที่ดินจำนวน 6,738,750 บาท ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากรแต่โจทก์มิได้นำเงินได้ส่วนนี้ของนางนพวรรณมายื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษีให้ถูกต้องทั้งไม่ปรากฏว่ามีการประเมินเรียกเก็บภาษีสำหรับเงินได้ดังกล่าวจากโจทก์หรือนางนพวรรณมาก่อน เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2533 จากโจทก์ในส่วนที่นางนพวรรณมีเงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าวได้ ไม่ถือว่าเป็นการประเมินภาษีซ้ำซ้อน ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ 572/2537 จำเลยจะขยายเวลาการออกหมายเรียกได้จะต้องเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี แต่โจทก์ไม่เคยมีพฤติการณ์ดังกล่าวโดยปรากฏหลักฐาน ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร แล้วว่าโจทก์มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอีกทั้งจำเลยได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกโจทก์จาก 2 ปี เป็น 5 ปีภายหลังจากครบระยะเวลา 2 ปีแล้ว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์อ้างในคำฟ้องแต่เพียงว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินภาษีย้อนหลังไปเกินกว่า 2 ปีโดยมิได้รับอนุมัติจากอธิบดีเท่านั้น โดยโจทก์มิได้อ้างเหตุตามข้ออุทธรณ์ดังกล่าวไว้ในคำฟ้อง ปัญหาที่โจทก์ยกขึ้นอุทธรณ์ว่าไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีก็ดี มีการขยายเวลาหลังครบ 2 ปีก็ดี เป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์-สมศักดิ์ วงศ์ยืน-โนรี จันทร์ทร)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี วรรคหนึ่ง ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ถ้าสามีและภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี แต่ถ้ามีภาษีค้างชำระและภริยาได้รับแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันแล้วให้ภริยาร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย บทบัญญัตินี้ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ หากภริยาเป็นผู้มีเงินได้ฝ่ายเดียวส่วนสามีไม่มีเงินได้ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ก็ไม่อยู่ในบังคับให้ถือเอาเงินได้ของภริยาเป็นเงินได้ของสามีที่สามีจะต้องรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีแต่อย่างใด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6652/2542) นอกจากนี้กรณีที่ภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1)แห่งประมวลรัษฎากร ภริยาจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) ตามที่มีบัญญัติไว้ในมาตรา 57 เบญจแห่งประมวลรัษฎากรก็ได้ ดังนั้น กรณีที่ภริยาแยกยื่นรายการสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) ต่างหากจากสามี เงินได้ดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นเงินได้ของสามีที่สามีจะต้องรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษี และในกรณีนี้ถ้าสามีค้างชำระภาษีภริยาก็ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย เพราะตามมาตรา 57 ตรี วรรคหนึ่ง ภริยาจะต้องร่วมรับผิดในหนี้ภาษีที่สามีค้างชำระจะต้องเป็นกรณีที่เงินได้ของภริยาถือเป็นเงินได้ของสามี(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2538) ปัญหามีว่าบทบัญญัติมาตรา 57 ตรี และ 57 เบญจ ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 48/2545 ลงวันที่ 12 กันยายน2545 วินิจฉัยว่า "ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี กำหนดให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามีและให้สามีมีหน้าที่ยื่นรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนภริยานั้น แม้จะกระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลผู้เป็นสามีอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็เป็นไปเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีของรัฐ มิได้กระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพทั้งส่วนบุคคล ครอบครัว และทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 นอกจากนี้บทบัญญัติมาตราดังกล่าวมีผลใช้บังคับกับสามีและภริยาทั้งหมดที่มีเงินได้พึงประเมินเป็นการทั่วไปอย่างเท่าเทียมกัน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เพศ อายุ... ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 30วรรคสาม ส่วนมาตรา 57 เบญจ ที่บัญญัติให้ภริยาแยกยื่นเสียภาษีต่างหากจากสามีได้หากมีรายได้ตามมาตรา 40(1) ด้วยนั้น เห็นว่าบทบัญญัติมาตราดังกล่าว เป็นบทยกเว้นของมาตรา 57 ตรี และมิได้เป็นบทบังคับแต่อย่างใดเพียงแต่ให้สิทธิภริยาที่จะแยกยื่นเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะเงินได้ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของหญิงผู้เป็นภริยาเท่านั้น ซึ่งสิทธิดังกล่าวย่อมเป็นประโยชน์ทั้งสามีและภริยา มิได้เป็นประโยชน์แก่ภริยาฝ่ายเดียว จึงไม่ใช่กฎหมายที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศหรือสถานะบุคคล ทั้งยังเป็นกฎหมายเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีของรัฐที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 69 กำหนดไว้เท่าที่จำเป็น โดยมิได้กระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพของสามีหรือภริยาแต่อย่างใด สำหรับบัญชีอัตราภาษีเงินได้ที่เป็นอัตราภาษีก้าวหน้านั้น ประมวลรัษฎากรกำหนดตามความสามารถในการเสียภาษีของบุคคลและใช้บังคับเป็นการทั่วไปแก่คนโสดและคู่สามีและภริยาทุกคน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และด้วยเหตุผลดังกล่าว มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ได้ขัดขวางต่อการส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย หรือขัดขวางต่อการเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัวและความเข้มแข็งของชุมชน ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 80 ดังนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 80" คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นสามีมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) เช่นเดียวกับภริยาและภริยายังมีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เนื่องจากตกลงให้บุคคลอื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับค่าตอบแทน ภริยาย่อมแยกยื่นรายการและเสียภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) ได้ แต่เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวต้องถือเป็นเงินได้ของโจทก์ เพราะในปีที่มีการขายนั้นโจทก์และภริยาอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี และเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์นั้นถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) โจทก์จึงต้องนำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีด้วยไม่ว่าเงินได้ดังกล่าวจะเป็นสินส่วนตัวของภริยาหรือไม่ก็ตาม เพราะบทบัญญัติมาตรา 57ตรี วรรคหนึ่ง ที่ให้ถือเอาเงินได้ของภริยาเป็นเงินได้ของสามีนั้นไม่ได้กำหนดว่าเงินได้นั้นจะต้องเป็นสินสมรสเท่านั้น หรือต้องมิใช่สินส่วนตัวของภริยา คดีนี้ไม่มีประเด็นว่าโจทก์ซึ่งเป็นสามีมีสิทธิเลือกไม่นำเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ของภริยามารวมคำนวณภาษีตามมาตรา 48(4) แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่? ซึ่งมาตรา 48(4) บัญญัติว่า "ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ เฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40(8) ที่ได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร..." หากมีประเด็นดังกล่าวก็ต้องพิจารณาว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ของภริยาเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรหรือไม่ ถ้าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรและได้เสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำนักงานที่ดินขณะมีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(5) แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเลือกไม่นำเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ของภริยามารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีได้ แต่ถ้าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรแล้ว สามีต้องนำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี เว้นแต่การขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวเป็นการขายภายใน5 ปี นับแต่วันที่ภริยาได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นซึ่งได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(5) และได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะไว้แล้ว โจทก์จึงจะมีสิทธิเลือกไม่นำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีได้ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 376) พ.ศ. 2544 มาตรา 3ดังนั้น ถ้าคดีนี้มีประเด็นดังกล่าว ผลของคดีอาจเปลี่ยนแปลงเป็นโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีก็ได้ ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม