คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1825/2552 ฉบับเต็ม

#498549
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1825/2552 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายศราวุธ ประเทืองสุขพงษ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 145, มาตรา 337 วรรคแรก ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (4), มาตรา 19 วรรคสอง (ก) (ข), มาตรา 19 (2), มาตรา 39 (2), มาตรา 120, มาตรา 140 ความผิดฐานกรรโชกและฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ที่ผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์ ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ โดยเฉพาะความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น เป็นความผิดซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย สิทธิฟ้องคดีของพนักงานอัยการโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน รวมทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลประเวศและสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยถูกจับที่เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนกรณีจับผู้ต้องหาได้แล้วเช่นนี้ จึงเป็นที่แน่ชัดว่าคือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคสอง (ก) การที่ น. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศได้ทำการสอบสวนคดีนี้หลังจากจับจำเลยได้แล้ว น. คงเป็นพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนเท่านั้น แต่ น. มิได้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ทั้งมิใช่กรณีที่จับผู้ต้องหายังไม่ได้อันจะถือว่าพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคสอง (ข) ได้ เมื่อ น. มิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบซึ่งมีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 140 แม้จะดำเนินการสอบสวนต่อไปจนเสร็จ ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนโดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145, 337, 91, 83 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145, 337 วรรคแรก, 80, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกรรโชกและแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกรรโชกซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี กระทงหนึ่ง ฐานพยายามกรรโชก จำคุก 2 ปี 8 เดือน อีกกระทงหนึ่ง ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และ 1 ปี 9 เดือน 10 วัน ตามลำดับ รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี 17 เดือน 10 วัน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางสาวพรศิริ และนางสาวเมษณี ผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์นั้น ความผิดฐานกรรโชกและฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการ ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ โดยเฉพาะความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการเป็นความผิดซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย สิทธิฟ้องคดีของพนักงานอัยการโจทก์จึงไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และเห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเป็นการกระทำความผิดหลายท้องที่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลหัวหมากและสถานีตำรวจนครบาลประเวศซึ่งเกิดขึ้นในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลประเวศก่อน แต่ยังจับกุมจำเลยไม่ได้ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลหัวหมากจับกุมจำเลยได้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมากจึงมีอำนาจสอบสวน มิใช่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศผู้สอบสวนคดีนี้ การสอบสวนจึงไม่ชอบ นอกจากนี้ ความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานกับความผิดฐานกรรโชกตามฟ้องเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน รวมทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลประเวศและสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (4) ฉะนั้น ร้อยตำรวจเอกนิคม พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ แต่ปรากฏว่าจำเลยถูกจับที่เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนกรณีจับผู้ต้องหาได้แล้วเช่นนี้ จึงเป็นที่แน่ชัดว่าคือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคสอง (ก) การที่ร้อยตำรวจเอกนิคมได้ทำการสอบสวนคดีนี้หลังจากจับจำเลยได้แล้ว ร้อยตำรวจเอกนิคมคงเป็นพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนเท่านั้น แต่ร้อยตำรวจเอกนิคมมิได้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ทั้งมิใช่กรณีที่จับผู้ต้องหายังไม่ได้อันจะถือว่าพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคสอง (ข) ได้ เมื่อร้อยตำรวจเอกนิคมมิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบซึ่งมีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 แม้จะดำเนินการสอบสวนต่อไปจนเสร็จ ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วฎีกาของจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง. (ไพโรจน์ วายุภาพ-ธนัท วิรบุตร์-พิชัย อภิชาตอำมฤต) ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายวุฒิ เอกกิตติ ศาลอุทธรณ์ - นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.7007/2547 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ989/2541 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ9350/2544 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
498549
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญากรุงเทพใต้",
        "judge": "นายวุฒิ เอกกิตติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082004129"
    }
}
date
2552
deka_no
1825/2552
deka_running_no
1825
deka_year
2552
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "ธนัท วิรบุตร์",
    "พิชัย อภิชาตอำมฤต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 145",
            "ม. 337 วรรคแรก"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 19 วรรคหนึ่ง (4)",
            "ม. 19 วรรคสอง (ก) (ข)",
            "ม. 19 (2)",
            "ม. 39 (2)",
            "ม. 120",
            "ม. 140"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายศราวุธ ประเทืองสุขพงษ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145, 337, 91, 83 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145, 337 วรรคแรก, 80, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกรรโชกและแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกรรโชกซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี กระทงหนึ่ง ฐานพยายามกรรโชก จำคุก 2 ปี 8 เดือน อีกกระทงหนึ่ง ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และ 1 ปี 9 เดือน 10 วัน ตามลำดับ รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี 17 เดือน 10 วัน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางสาวพรศิริ และนางสาวเมษณี ผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์นั้น ความผิดฐานกรรโชกและฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการ ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ โดยเฉพาะความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการเป็นความผิดซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย สิทธิฟ้องคดีของพนักงานอัยการโจทก์จึงไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และเห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเป็นการกระทำความผิดหลายท้องที่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลหัวหมากและสถานีตำรวจนครบาลประเวศซึ่งเกิดขึ้นในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลประเวศก่อน แต่ยังจับกุมจำเลยไม่ได้ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลหัวหมากจับกุมจำเลยได้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมากจึงมีอำนาจสอบสวน มิใช่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศผู้สอบสวนคดีนี้ การสอบสวนจึงไม่ชอบ

นอกจากนี้ ความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานกับความผิดฐานกรรโชกตามฟ้องเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน รวมทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลประเวศและสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (4) ฉะนั้น ร้อยตำรวจเอกนิคม พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ แต่ปรากฏว่าจำเลยถูกจับที่เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนกรณีจับผู้ต้องหาได้แล้วเช่นนี้ จึงเป็นที่แน่ชัดว่าคือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคสอง (ก) การที่ร้อยตำรวจเอกนิคมได้ทำการสอบสวนคดีนี้หลังจากจับจำเลยได้แล้ว ร้อยตำรวจเอกนิคมคงเป็นพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนเท่านั้น แต่ร้อยตำรวจเอกนิคมมิได้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ทั้งมิใช่กรณีที่จับผู้ต้องหายังไม่ได้อันจะถือว่าพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคสอง (ข) ได้ เมื่อร้อยตำรวจเอกนิคมมิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบซึ่งมีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 แม้จะดำเนินการสอบสวนต่อไปจนเสร็จ ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วฎีกาของจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
opensearch_id
primary_black_case_no
อ989/2541
primary_red_case_no
อ9350/2544
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000571.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.7007/2547
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2552