คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1074/2546 ฉบับเต็ม

#49857
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1074/2546 สหกรณ์การเกษตรบ้านเขว้า จำกัด โจทก์ นาย สมศักดิ์หรือทรงศักดิ์ จินชัย จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 217, มาตรา 219, มาตรา 460 การที่โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกให้จำเลยสีเป็นข้าวสารแล้วส่งคืนข้าวสารแก่โจทก์โดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นปลายข้าวและรำข้าวนั้น ถือว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง จำเลยมีหน้าที่จะต้องนำข้าวเปลือกจำนวนที่ได้รับมอบจากโจทก์อันกำหนดไว้แน่นอนมาดำเนินการสีเป็นข้าวสารส่งมอบให้แก่โจทก์ ต่อมาเกิดไฟไหม้โรงสีข้าวของจำเลยซึ่งขณะนั้นในโรงสีไม่มีข้าวเปลือกมีแต่ข้าวสารแสดงว่าข้าวสารที่จำเลยจะต้องส่งมอบแก่โจทก์นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว ฉะนั้น การที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้เพราะเหตุไฟไหม้ที่ไม่ปรากฏว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใด จึงถือไม่ได้ว่าเหตุไฟไหม้นั้นเนื่องมาจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ การชำระหนี้ของจำเลยด้วยการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์ย่อมกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 219 วรรคหนึ่ง ส่วนกรณีที่จำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารแม้การชำระหนี้จะกลายเป็นพ้นวิสัยนั้น ปรากฏว่าการที่จำเลยจะต้องส่งข้าวสารคืนแก่โจทก์นั้นต้องรอคำสั่งจากโจทก์ว่าจะให้ส่งไปจำนวนเท่าใด เมื่อโจทก์ยังมิได้เรียกให้จำเลยส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์อันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 217 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกจำนวน 94,987 กิโลกรัมให้แก่จำเลยเพื่อนำไปสีเป็นข้าวสาร จำเลยส่งข้าวสารไม่ครบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 222,461 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน21,483.62 บาท รวมเป็นเงิน 243,944.62 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 243,944.62บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 222,461 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยไม่สามารถป้องกันได้ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยคืนข้าวสาร ความเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่เกิน 20,000 บาทขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารโดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนเป็นปลายข้าวและรำข้าว เมื่อสีข้าวเสร็จแล้วจำเลยจะเก็บข้าวสารไว้ที่โรงสีของจำเลยและทยอยส่งให้แก่โจทก์ตามเวลาที่โจทก์กำหนดระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกแก่จำเลยรวมจำนวน 94,987 กิโลกรัม จำเลยสีเป็นข้าวสารและส่งมอบให้แก่โจทก์แล้ว112 กระสอบ หนัก 11,200 กิโลกรัม ต่อมาเกิดไฟไหม้โรงสีข้าวของจำเลย หลังจากนั้นจำเลยส่งมอบข้าวสารที่เหลือจากไฟไหม้ให้แก่โจทก์อีกคิดเป็นเงิน 73,275 บาท ยังเหลือข้าวสารที่จำเลยไม่ส่งมอบแก่โจทก์คิดเป็นเงิน 222,461 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาประการแรกว่า การที่จำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัยซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดหรือไม่ในประเด็นนี้จำเลยกล่าวอ้างว่า การที่จำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัย ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกแก่จำเลย โดยจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 เวลา 22 นาฬิกา ขณะที่จำเลยกำลังนอนหลับอยู่ที่บ้านได้เกิดไฟไหม้โรงสีจนกระทั่งเวลา 2 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้นไฟจึงสงบเจ้าพนักงานตำรวจบอกจำเลยว่ากรณีไฟไหม้โรงสีของจำเลยนั้นหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ขณะเกิดไฟไหม้โรงสีไม่มีข้าวเปลือกคงมีแต่ข้าวสาร การที่โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกของโจทก์ให้จำเลยสีเป็นข้าวสารแล้วส่งคืนข้าวสารแก่โจทก์ โดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นปลายข้าวและรำข้าวถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่งซึ่งจำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องนำข้าวเปลือกจำนวนที่ได้รับมอบจากโจทก์อันกำหนดเอาไว้แน่นอนมาดำเนินการสีเป็นข้าวสารแล้วส่งมอบให้แก่โจทก์ เมื่อขณะที่ไฟไหม้โรงสีไม่มีข้าวเปลือกแล้วมีแต่ข้าวสาร ดังนี้แสดงว่าข้าวสารที่จำเลยจะต้องส่งมอบแก่โจทก์นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้วเมื่อการที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้เป็นเหตุเนื่องมาจากไฟไหม้โรงสีของจำเลยทำให้ข้าวสารดังกล่าวเสียหาย ทั้งเหตุที่ไฟไหม้ดังกล่าวนั้นได้ความจากคำเบิกความของจำเลยประกอบกับรายงานการสอบสวนว่า ไม่ปรากฏว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใด และเจ้าพนักงานตำรวจไม่พบร่องรอยหรือหลักฐานที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้แต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าเหตุที่เกิดไฟไหม้โรงสีนั้นเนื่องมาจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ ดังนั้น การชำระหนี้ของจำเลยด้วยการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์นั้นย่อมกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตามบทบัญญัติมาตรา 219วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารและจะต้องรับผิดชอบแม้การชำระหนี้จะกลายเป็นพ้นวิสัยด้วยหรือไม่ โจทก์อ้างว่า ในการส่งข้าวเปลือกไปให้จำเลยนั้นจะทยอยส่งเป็นงวดโดยกำหนดให้จำเลยสีข้าวเปลือกให้เสร็จตามระยะเวลา แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยสีข้าวเปลือกเสร็จแล้วจะต้องส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์เมื่อใด และทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแล้วแก่โจทก์เลยด้วยและกลับได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า ในการส่งข้าวสารคืนโจทก์นั้นต้องรอคำสั่งจากโจทก์ว่าจะให้ส่งไปจำนวนเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้เรียกให้จำเลยส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์อันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 217 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (โนรี จันทร์ทร-พินิจ เพชรรุ่ง-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยความหมายของคำว่า "พ้นวิสัย" ไว้ว่า หมายถึงเหตุการณ์เกิดขึ้นทำให้การชำระหนี้เป็นไปไม่ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2394/2522) ดังนั้นการชำระหนี้พ้นวิสัย จึงหมายความว่า การชำระหนี้ที่ไม่สามารถกระทำได้ตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ หรือไม่อาจเกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปไม่ได้นั่นเอง อนึ่งการชำระหนี้ที่เป็นไปไม่ได้นี้ต้องมีลักษณะเป็นการถาวร และต้องเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ด้วย กล่าวคือไม่ว่ากรณีใด ๆ ไม่สามารถชำระหนี้ดังกล่าวได้เลย หากชำระได้แต่ยากหรือต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเช่นนี้แล้วถือไม่ได้ว่าเป็นการชำระหนี้ที่พ้นวิสัย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2521,2829/2522) สำหรับการชำระหนี้ด้วยการส่งมอบโดยมีทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้น หากลูกหนี้อ้างว่าไม่สามารถส่งมอบให้แก่เจ้าหนี้ได้เนื่องจากทรัพย์นั้นสูญหายหรือถูกทำลายไปในภายหลังที่เกิดหนี้ขึ้นแล้วนั้น มีปัญหาว่าการชำระหนี้ดังกล่าวกลายเป็นพ้นวิสัยหรือไม่นั้น คงต้องพิจารณาเสียก่อนว่าทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้ดังกล่าวเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งหรือไม่ หากยังไม่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง ลูกหนี้จะอ้างว่าการชำระหนี้นั้นเป็นพ้นวิสัยไม่ได้ ดังเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2046/2531 วินิจฉัยว่าวัตถุแห่งหนี้เป็นดินขาวย่อมสามารถจัดหาวัตถุดังกล่าวจากแหล่งอื่นได้ไม่ยากนักและตามสัญญาหาได้เจาะจงให้นำจากแหล่งผลิตของจำเลยในจังหวัดนราธิวาสโดยเฉพาะไม่ ทั้งลักษณะของทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งหนี้มิใช่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งที่จะต้องส่งมอบแก่โจทก์ตามสัญญา จึงไม่เป็นการพ้นวิสัยที่จำเลยจะบอกปัดความรับผิดนั้นได้หรือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4341/2531 สัญญาซื้อขายข้าวสารระหว่างโจทก์กับจำเลยมิได้กำหนดให้จำเลยจัดหาข้าวสารเพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์จากที่ใด การที่จำเลยทำสัญญาซื้อข้าวสารจากโรงสีชุมนุมสหกรณ์ที่จังหวัดนครนายก โจทก์ไม่ได้รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องด้วย เมื่อเกิดเพลิงไหม้โรงสีและข้าวเปลือกที่เตรียมไว้สีเป็นข้าวสารถูกเพลิงไหม้ไปด้วย จำเลยก็สามารถจัดหาข้าวสารจากที่อื่นส่งมอบให้แก่โจทก์ได้ จำเลยจะอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ไม่ได้ แต่ถ้าทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง แล้วทรัพย์นั้นสูญหายหรือถูกทำลายลงย่อมถือได้ว่าการชำระหนี้ด้วยการส่งมอบทรัพย์นั้นเป็นอันพ้นวิสัยทรัพย์เฉพาะสิ่งหมายถึงทรัพย์สินซึ่งเป็นสิ่งที่ได้บ่งตัวไว้เป็นการเฉพาะแน่นอนแล้ว กรณีที่ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้ได้ระบุไว้ชัดแจ้งเป็นที่แน่นอนแล้วว่าเป็นทรัพย์ใด ย่อมถือได้ว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว อนึ่ง การที่ทรัพย์ใดจะตกเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งได้ต้องมีการกระทำตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 195 วรรคสองบัญญัติไว้ หรือหากวัตถุแห่งหนี้นั้นเกิดจากมูลสัญญาซื้อขาย ทรัพย์สินที่ซื้อขายจะเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งต่อเมื่อได้หมายหรือนับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือกหรือทำโดยวิธีอื่น เพื่อให้บ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็นแน่นอนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 460 เมื่อการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย เจ้าหนี้ก็ไม่อาจเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้แต่ลูกหนี้จะพ้นความรับผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า การชำระหนี้ที่พ้นวิสัยนั้นเกิดขึ้นในระหว่างเวลาใด หรือเกิดขึ้นเพราะพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบหรือไม่ กล่าวคือถ้าเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ลูกหนี้ผิดนัด ลูกหนี้จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายนั้นไม่ว่าจะเกิดจากความประมาทเลินเล่อหรือเป็นอุบัติเหตุ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าแม้จะได้ชำระหนี้ทันเวลากำหนดก็คงจะต้องเกิดมีอยู่นั่นเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 217(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1306/2491)ถ้าเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัดต้องพิจารณาต่อไปว่าเกิดขึ้นเพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดชอบหรือไม่ ถ้าเกิดขึ้นเพราะพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ เช่น เกิดจากความประมาทเลินเล่อของลูกหนี้หรือของตัวแทนลูกหนี้ เช่นนี้ลูกหนี้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 218(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 473/2519) แต่ถ้าเกิดจากพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ เช่น เกิดจากเหตุสุดวิสัย เกิดจากความผิดของเจ้าหนี้ หรือเกิดจากเหตุการณ์ภายนอกอื่น เช่นนี้ ลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149/2539,7246/2538) สำหรับคดีนี้ โจทก์ว่าจ้างจำเลยสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารโดยตกลงให้ค่าตอบแทนเป็นปลายข้าวและรำข้าว เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบข้าวสารที่ได้สีมาจากข้าวเปลือกของโจทก์ เมื่อวัตถุแห่งหนี้เป็นข้าวสารที่สีมาจากข้าวเปลือกซึ่งมีกำหนดแน่นอนตามจำนวนที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยและตามจำนวนที่จำเลยสีได้จากข้าวเปลือกนั้น ดังนี้ ข้าวสารดังกล่าวซึ่งได้จากการกระทำของจำเลยที่สีข้าวเปลือกจนเป็นข้าวสาร เพื่อเตรียมส่งมอบให้โจทก์จึงเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 195 วรรคสอง แม้ว่าข้าวเปลือกหรือข้าวสารที่สีได้นั้นจะเป็นของโจทก์อยู่แล้วก็ตาม ต่อมาในระหว่างที่จำเลยยังมิได้ส่งมอบข้าวสารให้โจทก์ เกิดไฟไหม้โรงสีของจำเลย ทำให้ข้าวสารที่สีได้มาแล้วนั้นเสียหายเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารให้แก่โจทก์ได้ อันเป็นการชำระหนี้ด้วยการส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวกลายเป็นพ้นวิสัย มีปัญหาว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าการชำระหนี้พ้นวิสัยดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ลูกหนี้ผิดนัดหรือไม่ ตามทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าได้กำหนดเวลาชำระหนี้กันไว้ตามวันแห่งปฏิทิน หรือต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 204 วรรคสอง ดังนี้ การที่ลูกหนี้จะตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระและลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น เจ้าหนี้จะต้องให้คำเตือนลูกหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ให้ชำระหนี้ก่อนแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ด้วยการส่งมอบข้าวสารดังกล่าว เมื่อการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยในระหว่างเวลาที่ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัด ต้องพิจารณาต่อไปว่าการพ้นวิสัยนั้นเกิดจากพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดชอบหรือไม่คดีนี้จำเลยอ้างเหตุสุดวิสัยจากการที่โรงสีข้าวของจำเลยถูกไฟไหม้ดังกล่าวเพื่อปฏิเสธความรับผิด พฤติการณ์ที่เข้าลักษณะเป็นเหตุสุดวิสัยในการชำระหนี้ได้นั้น ท่านอาจารย์จี๊ดเศรษฐบุตรได้อธิบายไว้ในหนังสือหลักกฎหมายแพ่งลักษณะหนี้(ศ.ดร.จี๊ดเศรษฐบุตร,หลักกฎหมายแพ่งลักษณะหนี้ พิมพ์ครั้งที่ 8 โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กรุงเทพฯ พ.ศ. 2535 หน้า 11-12) ว่าต้องมีลักษณะ 3 ประการ ดังนี้ 1. เป็นพฤติการณ์ที่มีลักษณะไม่สามารถหลีกเลี่ยงป้องกันได้ (irresistibilite)กล่าวคือ อยู่นอกเหนือความสามารถของมนุษย์ที่จะบังคับป้องกันได้ หรืออีกนัยหนึ่งคือความเป็นไปไม่ได้ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น 2. เป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นโดยคาดเห็นไม่ได้ (imprevisibilite) 3. เป็นพฤติการณ์ที่อยู่ในเงื่อนไขว่าจะต้องมีลักษณะเกิดขึ้นนอกขอบเขตที่ลูกหนี้จะตอบโต้ได้ (exteriorite) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ให้ความหมายคำว่า "เหตุสุดวิสัย"ว่าหมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี อันจะให้ผลพิบัติก็ดี ไม่มีใครจะอาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น ดังนั้น เมื่อเหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจคาดคิด ป้องกันขัดขวาง หรือหลีกเลี่ยงได้แล้ว จึงเป็นพฤติการณ์อันทำให้การชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยอย่างหนึ่งซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ลูกหนี้ไม่ได้มีส่วนผิด เมื่อคดีนี้เหตุที่ไฟไหม้โรงสีดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใด และพิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยมีส่วนผิดในพฤติการณ์ดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเพราะพฤติการณ์ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 เช่นนี้แล้ว จำเลยจึงหลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 เว้นแต่โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันให้จำเลยรับผิดชดใช้ความเสียหายในกรณีเหตุสุดวิสัยด้วยซึ่งการตกลงดังกล่าวไม่ถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2492) แต่คดีนี้ไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกันเช่นนั้น มีข้อสังเกตว่า สัญญาต่างตอบแทนที่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ต้องชำระหนี้ตอบแทนซึ่งกันและกันเมื่อการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบเป็นผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากการชำระหนี้ไปแล้ว ลูกหนี้นั้นก็ย่อมไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 372 วรรคหนึ่ง ด้วย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282/2525 และ 7246/2538) วรวุฒิ เทพทอง
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
49857
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082046997"
    }
}
date
2546
deka_no
1074/2546
deka_running_no
1074
deka_year
2546
department
แผนก
judges
[
    "โนรี จันทร์ทร",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 217",
            "ม. 219",
            "ม. 460"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "สหกรณ์การเกษตรบ้านเขว้า จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สมศักดิ์หรือทรงศักดิ์ จินชัย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกจำนวน 94,987 กิโลกรัมให้แก่จำเลยเพื่อนำไปสีเป็นข้าวสาร จำเลยส่งข้าวสารไม่ครบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 222,461 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน21,483.62 บาท รวมเป็นเงิน 243,944.62 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 243,944.62บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 222,461 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยไม่สามารถป้องกันได้ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยคืนข้าวสาร ความเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่เกิน 20,000 บาทขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารโดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนเป็นปลายข้าวและรำข้าว เมื่อสีข้าวเสร็จแล้วจำเลยจะเก็บข้าวสารไว้ที่โรงสีของจำเลยและทยอยส่งให้แก่โจทก์ตามเวลาที่โจทก์กำหนดระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกแก่จำเลยรวมจำนวน 94,987 กิโลกรัม จำเลยสีเป็นข้าวสารและส่งมอบให้แก่โจทก์แล้ว112 กระสอบ หนัก 11,200 กิโลกรัม ต่อมาเกิดไฟไหม้โรงสีข้าวของจำเลย หลังจากนั้นจำเลยส่งมอบข้าวสารที่เหลือจากไฟไหม้ให้แก่โจทก์อีกคิดเป็นเงิน 73,275 บาท ยังเหลือข้าวสารที่จำเลยไม่ส่งมอบแก่โจทก์คิดเป็นเงิน 222,461 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาประการแรกว่า การที่จำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัยซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดหรือไม่ในประเด็นนี้จำเลยกล่าวอ้างว่า การที่จำเลยส่งมอบข้าวสารไม่ได้เป็นเหตุสุดวิสัย ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกแก่จำเลย โดยจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 เวลา 22 นาฬิกา ขณะที่จำเลยกำลังนอนหลับอยู่ที่บ้านได้เกิดไฟไหม้โรงสีจนกระทั่งเวลา 2 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้นไฟจึงสงบเจ้าพนักงานตำรวจบอกจำเลยว่ากรณีไฟไหม้โรงสีของจำเลยนั้นหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ขณะเกิดไฟไหม้โรงสีไม่มีข้าวเปลือกคงมีแต่ข้าวสาร การที่โจทก์ส่งมอบข้าวเปลือกของโจทก์ให้จำเลยสีเป็นข้าวสารแล้วส่งคืนข้าวสารแก่โจทก์ โดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นปลายข้าวและรำข้าวถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่งซึ่งจำเลยมีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องนำข้าวเปลือกจำนวนที่ได้รับมอบจากโจทก์อันกำหนดเอาไว้แน่นอนมาดำเนินการสีเป็นข้าวสารแล้วส่งมอบให้แก่โจทก์ เมื่อขณะที่ไฟไหม้โรงสีไม่มีข้าวเปลือกแล้วมีแต่ข้าวสาร ดังนี้แสดงว่าข้าวสารที่จำเลยจะต้องส่งมอบแก่โจทก์นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้วเมื่อการที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้เป็นเหตุเนื่องมาจากไฟไหม้โรงสีของจำเลยทำให้ข้าวสารดังกล่าวเสียหาย ทั้งเหตุที่ไฟไหม้ดังกล่าวนั้นได้ความจากคำเบิกความของจำเลยประกอบกับรายงานการสอบสวนว่า ไม่ปรากฏว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใด และเจ้าพนักงานตำรวจไม่พบร่องรอยหรือหลักฐานที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้แต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าเหตุที่เกิดไฟไหม้โรงสีนั้นเนื่องมาจากพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ ดังนั้น การชำระหนี้ของจำเลยด้วยการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์นั้นย่อมกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบตามบทบัญญัติมาตรา 219วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารและจะต้องรับผิดชอบแม้การชำระหนี้จะกลายเป็นพ้นวิสัยด้วยหรือไม่ โจทก์อ้างว่า ในการส่งข้าวเปลือกไปให้จำเลยนั้นจะทยอยส่งเป็นงวดโดยกำหนดให้จำเลยสีข้าวเปลือกให้เสร็จตามระยะเวลา แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยสีข้าวเปลือกเสร็จแล้วจะต้องส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์เมื่อใด และทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยส่งมอบข้าวสารที่สีเสร็จแล้วแก่โจทก์เลยด้วยและกลับได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า ในการส่งข้าวสารคืนโจทก์นั้นต้องรอคำสั่งจากโจทก์ว่าจะให้ส่งไปจำนวนเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้เรียกให้จำเลยส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดในการส่งมอบข้าวสารแก่โจทก์อันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 217 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยความหมายของคำว่า "พ้นวิสัย" ไว้ว่า หมายถึงเหตุการณ์เกิดขึ้นทำให้การชำระหนี้เป็นไปไม่ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2394/2522) ดังนั้นการชำระหนี้พ้นวิสัย จึงหมายความว่า การชำระหนี้ที่ไม่สามารถกระทำได้ตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ หรือไม่อาจเกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปไม่ได้นั่นเอง อนึ่งการชำระหนี้ที่เป็นไปไม่ได้นี้ต้องมีลักษณะเป็นการถาวร และต้องเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ด้วย กล่าวคือไม่ว่ากรณีใด ๆ ไม่สามารถชำระหนี้ดังกล่าวได้เลย หากชำระได้แต่ยากหรือต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเช่นนี้แล้วถือไม่ได้ว่าเป็นการชำระหนี้ที่พ้นวิสัย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2521,2829/2522) สำหรับการชำระหนี้ด้วยการส่งมอบโดยมีทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้น หากลูกหนี้อ้างว่าไม่สามารถส่งมอบให้แก่เจ้าหนี้ได้เนื่องจากทรัพย์นั้นสูญหายหรือถูกทำลายไปในภายหลังที่เกิดหนี้ขึ้นแล้วนั้น มีปัญหาว่าการชำระหนี้ดังกล่าวกลายเป็นพ้นวิสัยหรือไม่นั้น คงต้องพิจารณาเสียก่อนว่าทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้ดังกล่าวเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งหรือไม่ หากยังไม่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง ลูกหนี้จะอ้างว่าการชำระหนี้นั้นเป็นพ้นวิสัยไม่ได้ ดังเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2046/2531 วินิจฉัยว่าวัตถุแห่งหนี้เป็นดินขาวย่อมสามารถจัดหาวัตถุดังกล่าวจากแหล่งอื่นได้ไม่ยากนักและตามสัญญาหาได้เจาะจงให้นำจากแหล่งผลิตของจำเลยในจังหวัดนราธิวาสโดยเฉพาะไม่ ทั้งลักษณะของทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งหนี้มิใช่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งที่จะต้องส่งมอบแก่โจทก์ตามสัญญา จึงไม่เป็นการพ้นวิสัยที่จำเลยจะบอกปัดความรับผิดนั้นได้หรือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4341/2531 สัญญาซื้อขายข้าวสารระหว่างโจทก์กับจำเลยมิได้กำหนดให้จำเลยจัดหาข้าวสารเพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์จากที่ใด การที่จำเลยทำสัญญาซื้อข้าวสารจากโรงสีชุมนุมสหกรณ์ที่จังหวัดนครนายก โจทก์ไม่ได้รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องด้วย เมื่อเกิดเพลิงไหม้โรงสีและข้าวเปลือกที่เตรียมไว้สีเป็นข้าวสารถูกเพลิงไหม้ไปด้วย จำเลยก็สามารถจัดหาข้าวสารจากที่อื่นส่งมอบให้แก่โจทก์ได้ จำเลยจะอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ไม่ได้ แต่ถ้าทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง แล้วทรัพย์นั้นสูญหายหรือถูกทำลายลงย่อมถือได้ว่าการชำระหนี้ด้วยการส่งมอบทรัพย์นั้นเป็นอันพ้นวิสัยทรัพย์เฉพาะสิ่งหมายถึงทรัพย์สินซึ่งเป็นสิ่งที่ได้บ่งตัวไว้เป็นการเฉพาะแน่นอนแล้ว กรณีที่ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้ได้ระบุไว้ชัดแจ้งเป็นที่แน่นอนแล้วว่าเป็นทรัพย์ใด ย่อมถือได้ว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว อนึ่ง การที่ทรัพย์ใดจะตกเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งได้ต้องมีการกระทำตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 195 วรรคสองบัญญัติไว้ หรือหากวัตถุแห่งหนี้นั้นเกิดจากมูลสัญญาซื้อขาย ทรัพย์สินที่ซื้อขายจะเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งต่อเมื่อได้หมายหรือนับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือกหรือทำโดยวิธีอื่น เพื่อให้บ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็นแน่นอนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 460 เมื่อการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย เจ้าหนี้ก็ไม่อาจเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้แต่ลูกหนี้จะพ้นความรับผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า การชำระหนี้ที่พ้นวิสัยนั้นเกิดขึ้นในระหว่างเวลาใด หรือเกิดขึ้นเพราะพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบหรือไม่ กล่าวคือถ้าเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ลูกหนี้ผิดนัด ลูกหนี้จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายนั้นไม่ว่าจะเกิดจากความประมาทเลินเล่อหรือเป็นอุบัติเหตุ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าแม้จะได้ชำระหนี้ทันเวลากำหนดก็คงจะต้องเกิดมีอยู่นั่นเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 217(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1306/2491)ถ้าเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัดต้องพิจารณาต่อไปว่าเกิดขึ้นเพราะพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดชอบหรือไม่ ถ้าเกิดขึ้นเพราะพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ เช่น เกิดจากความประมาทเลินเล่อของลูกหนี้หรือของตัวแทนลูกหนี้ เช่นนี้ลูกหนี้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 218(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 473/2519) แต่ถ้าเกิดจากพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ เช่น เกิดจากเหตุสุดวิสัย เกิดจากความผิดของเจ้าหนี้ หรือเกิดจากเหตุการณ์ภายนอกอื่น เช่นนี้ ลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149/2539,7246/2538) สำหรับคดีนี้ โจทก์ว่าจ้างจำเลยสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารโดยตกลงให้ค่าตอบแทนเป็นปลายข้าวและรำข้าว เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่จำเลยมีหน้าที่ต้องส่งมอบข้าวสารที่ได้สีมาจากข้าวเปลือกของโจทก์ เมื่อวัตถุแห่งหนี้เป็นข้าวสารที่สีมาจากข้าวเปลือกซึ่งมีกำหนดแน่นอนตามจำนวนที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยและตามจำนวนที่จำเลยสีได้จากข้าวเปลือกนั้น ดังนี้ ข้าวสารดังกล่าวซึ่งได้จากการกระทำของจำเลยที่สีข้าวเปลือกจนเป็นข้าวสาร เพื่อเตรียมส่งมอบให้โจทก์จึงเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 195 วรรคสอง แม้ว่าข้าวเปลือกหรือข้าวสารที่สีได้นั้นจะเป็นของโจทก์อยู่แล้วก็ตาม ต่อมาในระหว่างที่จำเลยยังมิได้ส่งมอบข้าวสารให้โจทก์ เกิดไฟไหม้โรงสีของจำเลย ทำให้ข้าวสารที่สีได้มาแล้วนั้นเสียหายเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารให้แก่โจทก์ได้ อันเป็นการชำระหนี้ด้วยการส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวกลายเป็นพ้นวิสัย มีปัญหาว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าการชำระหนี้พ้นวิสัยดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ลูกหนี้ผิดนัดหรือไม่ ตามทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าได้กำหนดเวลาชำระหนี้กันไว้ตามวันแห่งปฏิทิน หรือต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 204 วรรคสอง ดังนี้ การที่ลูกหนี้จะตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระและลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น เจ้าหนี้จะต้องให้คำเตือนลูกหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ให้ชำระหนี้ก่อนแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ด้วยการส่งมอบข้าวสารดังกล่าว เมื่อการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยในระหว่างเวลาที่ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัด ต้องพิจารณาต่อไปว่าการพ้นวิสัยนั้นเกิดจากพฤติการณ์ซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดชอบหรือไม่คดีนี้จำเลยอ้างเหตุสุดวิสัยจากการที่โรงสีข้าวของจำเลยถูกไฟไหม้ดังกล่าวเพื่อปฏิเสธความรับผิด พฤติการณ์ที่เข้าลักษณะเป็นเหตุสุดวิสัยในการชำระหนี้ได้นั้น ท่านอาจารย์จี๊ดเศรษฐบุตรได้อธิบายไว้ในหนังสือหลักกฎหมายแพ่งลักษณะหนี้(ศ.ดร.จี๊ดเศรษฐบุตร,หลักกฎหมายแพ่งลักษณะหนี้ พิมพ์ครั้งที่ 8 โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กรุงเทพฯ พ.ศ. 2535 หน้า 11-12) ว่าต้องมีลักษณะ 3 ประการ ดังนี้ 1. เป็นพฤติการณ์ที่มีลักษณะไม่สามารถหลีกเลี่ยงป้องกันได้ (irresistibilite)กล่าวคือ อยู่นอกเหนือความสามารถของมนุษย์ที่จะบังคับป้องกันได้ หรืออีกนัยหนึ่งคือความเป็นไปไม่ได้ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น 2. เป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นโดยคาดเห็นไม่ได้ (imprevisibilite) 3. เป็นพฤติการณ์ที่อยู่ในเงื่อนไขว่าจะต้องมีลักษณะเกิดขึ้นนอกขอบเขตที่ลูกหนี้จะตอบโต้ได้ (exteriorite) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ให้ความหมายคำว่า "เหตุสุดวิสัย"ว่าหมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี อันจะให้ผลพิบัติก็ดี ไม่มีใครจะอาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น ดังนั้น เมื่อเหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจคาดคิด ป้องกันขัดขวาง หรือหลีกเลี่ยงได้แล้ว จึงเป็นพฤติการณ์อันทำให้การชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยอย่างหนึ่งซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ลูกหนี้ไม่ได้มีส่วนผิด เมื่อคดีนี้เหตุที่ไฟไหม้โรงสีดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเกิดจากการกระทำของผู้ใด และพิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยมีส่วนผิดในพฤติการณ์ดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเพราะพฤติการณ์ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 เช่นนี้แล้ว จำเลยจึงหลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 เว้นแต่โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันให้จำเลยรับผิดชดใช้ความเสียหายในกรณีเหตุสุดวิสัยด้วยซึ่งการตกลงดังกล่าวไม่ถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2492) แต่คดีนี้ไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกันเช่นนั้น มีข้อสังเกตว่า สัญญาต่างตอบแทนที่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ต้องชำระหนี้ตอบแทนซึ่งกันและกันเมื่อการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบเป็นผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากการชำระหนี้ไปแล้ว ลูกหนี้นั้นก็ย่อมไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 372 วรรคหนึ่ง ด้วย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282/2525 และ 7246/2538) วรวุฒิ เทพทอง
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000958.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2546