คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5514/2551 ฉบับเต็ม

#498576
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5514/2551 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายนัดหรืออนู อ่อนขวัญเพ็ชร จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสอย่างไร อีกทั้งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ซึ่งแนบมาท้ายคำฟ้องและถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บถึงทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันแต่อย่างใดดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้าย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง คงลงโทษได้เพียงตาม ป.อ. มาตรา 295 เท่านั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 69 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมชั้นสอบสวน และชั้นศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) และให้คืนมีดพร้าของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยไปทวงเงินค่าหมูจำนวน 125 บาท จากนางทองนุ้ยเป็นไฝ ผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ให้จึงเกิดโต้เถียงกัน ผู้เสียหายหยิบมีดพร้าของกลาง จำเลยเข้าแย่งมีดพร้าจากผู้เสียหาย ต่อมาปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลที่บริเวณหน้าอก แขน และขา รายละเอียดบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายบุญมีหรือศรี และนางฉลวยพรือพิน เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่าหลังจากผู้เสียหายกับจำเลยโต้เถียงกันแล้ว ผู้เสียหายหยิบมีดพร้าของกลางขึ้นมาจำเลยเข้าไปชกผู้เสียหายและแย่งมีดพร้าดังกล่าวไปจากผู้เสียหาย หลังจากนั้นได้ใช้มีดพร้าฟันไปที่ผู้เสียหายถูกที่บริเวณหน้าอก แขน และขา เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันและพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นญาติของจำเลย จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย นอกจากนี้ยังได้ความจากร้อยตำรวจเอกณรงค์ พนักงานสอบสวน พยานโจทก์ว่า ในชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยว่าพยายามฆ่าผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยใช้มีดพร้าของกลางฟันผู้เสียหายหลายครั้ง ตามบันทึกคำให้การ ประกอบกับเมื่อพิจารณาตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลหลายแห่ง โดยเฉพาะบาดแผลฉีกขาดรุ่งริ่งที่แขนซ้ายลึกถึงกล้ามเนื้อยาว 25 เซนติเมตร ซึ่งก็สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยขว้างมีดพร้าของกลางใส่ผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวนั้น ขัดต่อร่องรอยบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์จึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยใช้มีดพร้าของกลางฟันผู้เสียหาย และได้ความว่าเมื่อจำเลยแย่งมีดพร้าของกลางจากผู้เสียหายแล้ว ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายจะทำร้ายจำเลยจึงไม่มีภัยอันจะเป็นการละเมิดต่อกฎหมายการที่จำเลยใช้มีดพร้าของกลางฟันผู้เสียหาย จึงไม่เป็นการป้องกัน ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว และตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่มีเหตุอันควรรอการลงโทษจำคุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรวยสาหัสอย่างไร อีกทั้งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งแนบมาท้ายคำฟ้องและถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บถึงทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้าย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง คงลงโทษได้เพียงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ลงโทษจำคุก 8 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 (พีรพล พิยชวัฒน์-ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว-พิสิฐ ฐิติภัค) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
498576
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082008672"
    }
}
date
2551
deka_no
5514/2551
deka_running_no
5514
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล พิยชวัฒน์",
    "ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว",
    "พิสิฐ ฐิติภัค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนัดหรืออนู อ่อนขวัญเพ็ชร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 69 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมชั้นสอบสวน และชั้นศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) และให้คืนมีดพร้าของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยไปทวงเงินค่าหมูจำนวน 125 บาท จากนางทองนุ้ยเป็นไฝ ผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ให้จึงเกิดโต้เถียงกัน ผู้เสียหายหยิบมีดพร้าของกลาง จำเลยเข้าแย่งมีดพร้าจากผู้เสียหาย ต่อมาปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลที่บริเวณหน้าอก แขน และขา รายละเอียดบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายบุญมีหรือศรี และนางฉลวยพรือพิน เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่าหลังจากผู้เสียหายกับจำเลยโต้เถียงกันแล้ว ผู้เสียหายหยิบมีดพร้าของกลางขึ้นมาจำเลยเข้าไปชกผู้เสียหายและแย่งมีดพร้าดังกล่าวไปจากผู้เสียหาย หลังจากนั้นได้ใช้มีดพร้าฟันไปที่ผู้เสียหายถูกที่บริเวณหน้าอก แขน และขา เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันและพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นญาติของจำเลย จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย นอกจากนี้ยังได้ความจากร้อยตำรวจเอกณรงค์ พนักงานสอบสวน พยานโจทก์ว่า ในชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยว่าพยายามฆ่าผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยใช้มีดพร้าของกลางฟันผู้เสียหายหลายครั้ง ตามบันทึกคำให้การ ประกอบกับเมื่อพิจารณาตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลหลายแห่ง โดยเฉพาะบาดแผลฉีกขาดรุ่งริ่งที่แขนซ้ายลึกถึงกล้ามเนื้อยาว 25 เซนติเมตร ซึ่งก็สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยขว้างมีดพร้าของกลางใส่ผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวนั้น ขัดต่อร่องรอยบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์จึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยใช้มีดพร้าของกลางฟันผู้เสียหาย และได้ความว่าเมื่อจำเลยแย่งมีดพร้าของกลางจากผู้เสียหายแล้ว ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายจะทำร้ายจำเลยจึงไม่มีภัยอันจะเป็นการละเมิดต่อกฎหมายการที่จำเลยใช้มีดพร้าของกลางฟันผู้เสียหาย จึงไม่เป็นการป้องกัน ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว และตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่มีเหตุอันควรรอการลงโทษจำคุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรวยสาหัสอย่างไร อีกทั้งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งแนบมาท้ายคำฟ้องและถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บถึงทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้าย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง คงลงโทษได้เพียงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ลงโทษจำคุก 8 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000611.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551