ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1184/2546
นาย โอสถ โรจนสุพจน์
โจทก์
นาย สถิต อภิบาลวรกุลชัย กับพวก
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 220
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 57
ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนดเวลา ตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลฯ จึงไม่รับฟ้อง ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลย พิพากษายืน จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลพุทธศักราช 2482 มาตรา 65 และให้สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยทั้งสี่มีกำหนดเวลา8 ปี
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่าโจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนดเวลาตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลพุทธศักราช 2482 สั่งไม่รับฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลย พิพากษายืน ผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"
พิพากษายกฎีกาโจทก์
(กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 บัญญัติว่า ห้ามมิให้คู่ความฎีกา ในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จากบทบัญญัติดังกล่าวมีหลักเกณฑ์ดังนี้ 1. ห้ามทั้งโจทก์และจำเลยฎีกา ในส่วนที่ห้ามโจทก์นั้นไม่มีข้อสงสัย ทั้งนี้เพราะเมื่อศาลชั้นต้นก็ดี ศาลอุทธรณ์ก็ดียกฟ้องโจทก์ ผลของคดีทำให้จำเลยไม่ต้องรับโทษจำเลยจึงได้รับประโยชน์จากผลของคดีดังกล่าว จึงไม่น่าจะมีเหตุที่จำเลยจะต้องฎีกาอีกเว้นแต่ผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของจำเลย เช่น ศาลอุทธรณ์อาจจะวินิจฉัยยืนตามศาลชั้นต้นหรือวินิจฉัยแตกต่างจากศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิด แต่ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ หากเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา มีผลให้ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา จำเลยซึ่งถูกโต้แย้งตามคำพิพากษาก็ไม่สามารถจะฎีกาได้เช่นเดียวกับโจทก์ 2. ต้องห้ามฎีกาทั้งในข้อเท็จจริงและในข้อกฎหมาย ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติดังกล่าวมิได้ระบุว่าห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยใช้คำว่า ห้ามมิให้คู่ความฎีกาซึ่งในการฎีกามี 2 กรณีคือ ฎีกาในข้อเท็จจริง และในข้อกฎหมาย เมื่อใช้คำรวม ๆว่า ห้ามมิให้คู่ความฎีกา จึงต้องหมายถึงทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2824/2543 ศาลชั้นต้นเห็นว่า ไม่มีการผัดฟ้องหรือขออนุญาตจากอัยการสูงสุด คดีโจทก์ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 53 จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย 3. ต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ซึ่งคำว่ายกฟ้องนี้ไม่ว่าจะอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายก็ตาม 3.1 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างพิพากษายกฟ้องในปัญหาข้อเท็จจริงก็ต้องห้ามฎีกา เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1613/2534,6697/2542 เป็นต้น 3.2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยอาศัยข้อกฎหมาย ก็ต้องห้ามฎีกา เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 492/2536,1811-1813/2542 เป็นต้น 3.3 ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยอาศัยข้อกฎหมายก็ต้องห้ามฎีกา เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2824/2543 เป็นต้น 3.4 ข้อต้องห้ามฎีกานี้ใช้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2034/2533 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว 3.5 ใช้บังคับในกรณีที่โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4528/2541 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะโจทก์ไม่มาศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 3.6 ใช้บังคับในชั้นตรวจคำฟ้องด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4824/2533 ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วสั่งไม่ประทับฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาไม่ได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 กรณีนี้รวมถึงกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ต่อมาได้เพิกถอนคำสั่งเป็นไม่รับฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ก็ต้องห้ามฎีกาเช่นกัน(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6260/2537) 3.7 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนก็ตกอยู่ในบังคับต้องห้ามฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8404/2540 ศาลชั้นต้นเห็นว่าสิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา 3.8 แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าไม่ผิดแต่มิได้พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยไม่แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็เข้าหลักเกณฑ์ห้ามฎีกาเช่นกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1635/2537 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ แม้ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษายกฟ้องในข้อหานี้ก็ตามก็ต้องถือว่าศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องในความผิดข้อหานี้แล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์มิได้แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงถือว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องในข้อหานี้ด้วย จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา 3.9 แม้ศาลชั้นต้นจะใช้ข้อความผิดจากยกฟ้องเป็นจำหน่ายคดี หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ก็ต้องห้ามฎีกาเช่นกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4944/2533 แม้ในการวินิจฉัยเรื่องฟ้องซ้ำของศาลชั้นต้นจะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายก่อนมีคำพิพากษา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ก็ตาม แต่ผลคำวินิจฉัยในเรื่องฟ้องซ้ำนั้นย่อมทำให้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาดังกล่าวอีกไม่ได้ไม่ว่าศาลชั้นต้นจะใช้คำว่าจำหน่ายคดีเฉพาะข้อหาดังกล่าวซึ่งไม่ถูกต้องก็ตามก็มีผลเท่ากับเป็นการยกฟ้อง ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์จึงต้องห้ามฎีกา 3.10 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในบทหลักและบทฉกรรจ์ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยตามบทหลัก เท่ากับยกฟ้องบทฉกรรจ์จึงต้องห้ามฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3990/2533 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335,335 ทวิ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(8)วรรคสาม มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ทวิ ด้วย โจทก์จึงฎีกาในข้อนี้ไม่ได้ สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยอาศัยข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งวินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว คงมีข้อน่าวินิจฉัยว่า ข้อห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 220 นี้ บทบัญญัติมาตรา 221 บัญญัติว่า ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป ซึ่งทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาปกติแล้วจะไม่มีการรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ทั้งนี้เพราะกฎหมายยอมให้อุทธรณ์และฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายได้ คงมีเฉพาะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220เท่านั้น จึงเป็นบทบัญญัติซึ่งค่อนข้างแปลก แต่ก็เป็นเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายมาตราดังกล่าวด้วย เพราะบทบัญญัติมาตราดังกล่าวมีการแก้ไขเมื่อปี พ.ศ. 2532 ก่อนหน้านี้ห้ามคู่ความฎีกาเฉพาะข้อเท็จจริง ดังนั้น เดิมก่อนมีการแก้ไขจึงสามารถฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายได้ แต่เมื่อแก้ไขแล้วแม้แต่ข้อกฎหมายก็ต้องห้าม แต่ก็ยังมีการอนุญาตให้ฎีกาหรือรับรองให้ฎีกาได้ หากมีฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายขึ้นไปสู่ศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตหรือมีการรับรองให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่มีบทบัญญัติให้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเพราะเหตุเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระได้ทั้งนี้เพราะข้อกฎหมายดังกล่าวได้รับการพิจารณาจากผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้วเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาและอนุญาตให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย จึงควรที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัย แต่ศาลฎีกาก็นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง มาอนุโลมใช้ในคดีอาญาด้วยหากข้อกฎหมายนั้นไม่เป็นสาระแก่คดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 835/2534 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา โจทก์ร่วมได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาอุทธรณ์ให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่เมื่อปัญหาข้อกฎหมายนั้น แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีเจตนาทุจริตซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วได้ ดังนี้ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศิริชัย วัฒนโยธิน